โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พร้อมนำทัพองค์กร เดินหน้าสู่ BAMx ใน 3 ปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 ส.ค. 2568 เวลา 13.27 น. • เผยแพร่ 19 ส.ค. 2568 เวลา 06.25 น.

“ผมมองว่า BAM เป็นองค์กรที่เป็นเหมือนยักษ์ เพราะเป็น AMC ที่มีขนาดใหญ่และมีสินทรัพย์มากที่สุดในประเทศไทย เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจไม่เคยมีคนที่สามารถสื่อสารความงดงามของ BAM ออกมา ได้อย่างถูกจังหวะ ดังนั้น การเข้ารับตำแหน่ง CEO ในครั้งนี้ ผมในฐานะที่เป็น Spokesperson มาก่อน ก็ตั้งใจว่าจะเข้ามาทำหน้าที่สื่อสารบทบาทที่งดงามของ BAM ให้คนทั่วไปเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น”

ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตไม่ได้เต็มศักยภาพ ขณะที่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากหลายมิติ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับหนี้ด้อยคุณภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างมากในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM วันที่ 16 เมษายน 2568 ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า การเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ มีเป้าหมายทำให้ BAM เป็นมากกว่า AMC โดยกำหนดบทบาทการเป็นแก้มลิงแห่งชาติ ที่เข้าไปจัดการปัญหามวลหนี้เสียไม่ให้ไหลเข้าท่วมสู่ระบบสถาบันการเงิน ปรับกระบวนการทำงานโดยใช้เทคโนโลยี และจับมือกับพันธมิตรเพื่อร่วมบริหารจัดการ NPA มากขึ้น พร้อมปรับโครงสร้างองค์กรสู่รูปแบบ Holding Company เดินหน้าสู่ BAMx ภายใน 3 ปี

“ผมมองว่า BAM เป็นองค์กรที่เป็นเหมือนยักษ์ เพราะเป็น AMC ที่มีขนาดใหญ่และมีสินทรัพย์มากที่สุดในประเทศไทย เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจไม่เคยมีคนที่สามารถสื่อสารความงดงามของ BAM ออกมาได้อย่างถูกจังหวะ ดังนั้น การเข้ารับตำแหน่ง CEO ในครั้งนี้ผมในฐานะที่เป็น Spokesperson มาก่อน ก็ตั้งใจว่าจะเข้ามาทำหน้าที่สื่อสารบทบาทที่งดงามของ BAM ให้คนทั่วไปเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น”

เป็นแก้มลิงแห่งชาติ

ชูโมเดล TDR Factory

ดร.รักษ์กล่าวว่า BAM มีเป้าหมายในการเป็นมากกว่าแก้มลิงแห่งชาติเพื่อรองรับหนี้เสียไม่ให้ไหลสู่ระบบสถาบันการเงิน โดยดำรงบทบาทหมอหนี้ทำหน้าที่เป็น Recycling Machine เพื่อฟื้นฟูให้ลูกหนี้กลับมามีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ เป็นการดำเนินการผ่านการสร้างโรงงานแก้หนี้ (TDR Factory) โดยใช้ AI และระบบ Automation ในการสร้างเงื่อนไขปรับโครงสร้างหนี้เฉพาะรายที่รัดกุม ตรงจุด รวดเร็ว และลดการใช้วิจารณญาณในการแก้หนี้ขนาดเล็ก

“BAM ได้ปรับแนวทางการแก้หนี้ผ่านโมเดล TDR Factory ซึ่งเป็นการมองทางรอดของลูกหนี้มากกว่าการไปยึดทรัพย์ โดยใช้ AI เข้ามาช่วยเพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมกับตัวเอง ขณะที่ในส่วนของพนักงานก็สามารถเข้าไปดูแลหนี้ขนาดใหญ่ เช่น หนี้ธุรกิจที่มีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท หรือหนี้ที่มีความซับซ้อน ซึ่งโมเดลนี้ทำให้การปรับโครงสร้างหนี้ทำได้เร็วยิ่งขึ้น”

ขณะที่ BAM เปิดโอกาสให้ลูกหนี้ทุกรายเข้ามาเจรจาประนอมหนี้เพื่อหาข้อยุติร่วมกัน ซึ่งสามารถเจรจาได้ในทุกขั้นตอนแม้ว่าลูกหนี้จะอยู่ในขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมายก็ตาม โดย BAM เจรจาบนพื้นฐานการพิจารณาถึงความสามารถที่แท้จริงและกำลังการผ่อนชำระของลูกหนี้ Ability to Pay ซึ่ง BAM ให้ความเชื่อมั่นว่าจะช่วยเหลือลูกหนี้หาทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขหนี้ต่อไป

นอกจากนี้ BAM พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรจัดตั้ง FA Center ที่เน้นการดูแลลูกหนี้ชั้นดี ผ่อนปกติ 12 งวดขึ้นไป ให้มีแหล่งเงินทุนใหม่และไปต่อได้ ขณะเดียวกัน BAM

พร้อมประสานงานกับ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ NCB เพื่อนำเสนอรหัสดำเนินการใหม่ให้ลูกหนี้ AMC ชั้นดี ทำให้สามารถช่วยเหลือลูกหนี้กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ขณะที่ BAM ยังมีพันธมิตรทั้งที่เป็นสถาบันการเงินและนอนแบงก์ที่จะมาช่วยให้วงเงินสินเชื่อทำให้ลูกหนี้มีโอกาสในการรีไฟแนนซ์หนี้ด้วย

“สิ่งที่ทำให้ BAM เป็น AMC ที่เหมือนกับเป็นแก้มลิง คือ เราสามารถดูดซับหนี้เสียที่ไหลมาเอาไว้ก่อน แล้วสามารถแจกจ่ายไปทำประโยชน์อื่นๆ ได้ ซึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จของโมเดลนี้ คือ ทำให้ Succes Rate ของการปรับโครงสร้างหนี้ของ BAM เพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 25% ขณะที่ของ ACM อื่นๆ อยู่ที่ประมาณ 15% ซึ่งตัวเลขนี้เป็นสิ่งที่มาช่วยยืนยันว่าสิ่งที่เราคิดเราได้เดินมาถูกทางแล้ว”

จับมือพันธมิตร

ร่วมพัฒนา NPA

ดร.รักษ์กล่าวว่า ในด้านของการบริหารจัดการสินทรัพย์รอการขาย หรือ NPA ได้จัดทำ Model ธุรกิจใหม่ ด้วยแนวทาง Business Partnerships ที่ใช้กลยุทธ์หมุนเร็ว แบ่งกำไร ใช้จุดแข็ง ปิดจุดอ่อน ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าทรัพย์ทั้งบ้าน คอนโดฯ และที่ดิน เพื่อพลิกทรัพย์ร้างให้กลายเป็นทรัพย์สร้างคุณค่า และสร้างรายได้ให้กับ BAM อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายรับเงินสดลดภาระหนี้ (D/E Ratio) เข้ามาได้เร็วขึ้นและลดระยะเวลาถือครอง Asset จาก 8 ปี ให้เหลือ 3.5-4 ปี

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา BAM ได้จับมือกับพันธมิตรด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเร่งระบายทรัพย์ NPA เช่น บริษัท วี บียอนด์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ให้ความสนใจทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท รวมถึง บริษัท บางกอก แอสเซท อินเตอร์กรุ๊ป สนใจบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ราคา 5-7 ล้านบาท และ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) ให้ความสนใจที่ดินเปล่า

“เราได้เปิดโอกาสให้พาร์ตเนอร์ผู้ประกอบการสามารถนำสินทรัพย์ที่ได้จากเราไป FIX & FLIP หรือที่เรียกว่า กลยุทธ์ ซื้อ-ซ่อม-ขาย ซึ่งจะก่อให้เกิดสมการ 3 WIN คือ BAM ได้ระบายทรัพย์ในมือ พาร์ตเนอร์ได้สินทรัพย์ดีไปสร้างรายได้ ขณะที่ผู้ซื้อได้สินทรัพย์ดีในราคาไม่แพง ทั้งหมดนี้คือความสวยงามของการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ ผมมองว่า การทำงานร่วมกับเพื่อนดีกว่าทำคนเดียว เพราะต่อให้มีวิกฤติเศรษฐกิจ BAM ก็จะมีทางออกเสมอ”

ดร.รักษ์กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ในมุมของผู้ซื้อทรัพย์ BAM ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน โดยใช้ Automation รวมถึง AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น โดยพัฒนา BAM Choice Application ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกหนี้และลูกค้าจบในแอปฯเดียว สามารถจองซื้อทรัพย์ เช็กยอดหนี้ ชำระหนี้ และประนอมหนี้ ขณะที่เมนู BAM Select จะช่วยลูกค้าค้นหาทรัพย์ได้ง่ายตรงใจและสะดวกยิ่งขึ้น

“ตอนนี้ทุกอย่างจะเป็น Automatic มากขึ้น เราใช้ AI เข้ามาวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า เพื่อคัดเลือกทรัพย์ให้ตรงกับความสนใจของผู้ที่เข้ามาซื้อ ดังนั้น ทุกครั้งที่ลูกค้าเข้ามาในแอปฯ BAM Choice ก็จะเจอของที่ถูกใจเสมอ”

ปักธงก้าวสู่ BAMx ภายใน 3 ปี

มั่นใจคน BAM พร้อมเดินไปด้วยกัน

ดร.รักษ์กล่าวถึงเป้าหมายในอนาคตว่า ต้องการให้ BAM กลายเป็น BAMx หรือ การปรับรูปแบบธุรกิจโดยการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) และบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) เพื่อขยายธุรกิจและเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรและการบริหารงานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบัน BAM ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) แล้ว ได้แก่ การร่วมทุนกับ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จัดตั้ง ARUN AMC และ การร่วมทุนกับธนาคารออมสิน จัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari AMC) ซึ่งทั้ง 2 JV มีกำไรแล้ว

“ในอนาคตเราจะกลายเป็น BAMx เพื่อทำให้ BAM ทำงานได้มากกว่าเพื่อสร้างความเชี่ยวชาญในการนำเสนอทั้งการร่วมทุน JV (ในอนาคต) รวมถึงการรับบริหาร NPL ใน Port ให้สถาบันการเงินอื่นๆ ต่อไป จากการเป็น AMC ภายใต้ขอบเขตที่เราสามารถทำได้ เหมือนเป็นการแยกสายงานไปเป็นบริษัทลูก ซึ่งหากเรามีบริษัทลูกที่มาต่อจิ๊กซอว์ครบทุกมิติแล้วความสวยงามของ BAM ก็จะยิ่งชัดเจนขึ้น ขณะที่ผู้บริหารทุกคนก็ทำหน้าที่บนยานแม่ในการกำหนดทิศทางให้กับลูกๆ ซึ่งก็อาจจะเป็นผู้บริหารระดับ C-Level ของ BAM ที่ย้ายไปตรงนั้น ถ้าเปรียบ BAM เป็นบ้าน ผมก็อยากอยู่ในบ้านที่ลูกทุกคนมีห้องส่วนตัว ซึ่งคาดว่าจะได้เห็น BAMx ในช่วง 3-5 ปีหลังจากนี้”

ดร.รักษ์กล่าวว่า ในด้านการบริหารบุคลากรให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ได้เริ่มการฉายภาพอนาคตให้พนักงานซึ่งมีอยู่กว่า 1,300 คน เห็นว่า BAM เป็นมากกว่า AMC พร้อมกำหนดและสื่อสารเป้าหมายการเติบโตให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

“เราต้องฉายภาพให้พนักงานเห็นถึงทิศทางที่เราจะเดินไปวันนี้หากมองในเรื่องสินทรัพย์ BAM ก็เป็นธนาคารขนาดย่อมหนึ่งธนาคารแล้ว แต่ผมตั้งเป้าหมายว่า ในอนาคตจะพาภาระหนี้ตามเกณฑ์สิทธ์ BAM ไปแตะที่ 1 ล้านล้านบาท จากปัจจุบัน 5 แสนล้านบาท หรือเติบโตด้านสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่าปีละ 1.5-2% และในด้านกำไรไม่ต่ำกว่าปีละ 5% เราต้องสร้างความชัดเจน เพื่อให้ทุกภาคส่วนรับรู้การเติบโตของ BAM ไปด้วยกัน”

นอกจากนี้ BAM ยังให้ความสำคัญในด้านการดูแลพนักงานเป็นอย่างมาก เพื่อให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี ทำงานอย่างมีความสุข ภายใต้โครงการ BAM CARE โดยได้เซ็น MOU กับโรงพยาบาลเอกชนไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล รวมถึงเพิ่มวันหยุดพิเศษในเดือนเกิด (Birthday Leave) ให้กับพนักงาน เพื่อไม่ต้องใช้วันเกิดเป็นวันลา

ขณะที่ยังจัดรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น ซึ่งพนักงานสามารถทำงานได้จากที่ไหนก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในออฟฟิศหรือสถานที่ทำงาน (Work from Anywhere) และให้พนักงาน มีส่วนร่วมเลือกเวลาการทำงานที่เหมาะสม (Flexi Hour) เพื่อให้พนักงานอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

“ผมมองว่าการทำงานในองค์กร People ต้องมาก่อน Profit ผมมีแนวคิดที่เรียกว่าต้องให้โอกาสกับทุกชีวิต หรือ Opportunity For All ดังนั้น BAM จึงเติมระบบสวัสดิการให้พนักงานมากขึ้น เพื่อเป็นแรงจูงใจให้พวกเขาทำงานได้อย่างมีความสุข ซึ่งเมื่อเขามีความสุขเขาก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถเดินไปตามเป้าหมายที่ได้รับได้จนสุดทาง”

ดร.รักษ์กล่าวว่า ยังได้เปิดช่องทาง BAM Voice ให้พนักงานได้สื่อสารกับผู้บริหารระดับสูงและเป็นพื้นที่ปลอดภัย เปิดพื้นที่ให้แสดงความเห็นอย่างเป็นอิสระ รวมถึงสามารถให้การตักเตือนให้คำแนะนำเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับองค์กร พร้อมมุ่งสู่ค่านิยม TOUCH ประกอบไปด้วย Trust (ไว้ใจ) Openmind (เปิดใจ) Unity (รวมใจ) Customer Centric (ใส่ใจ) High Performance (ทุ่มสุดใจ)

“ตัวผมเองได้เรียนรู้จากประสบการณ์ว่า การที่เราเป็นห่วงและทุ่มเทมากเกินไปจนผูกทุกอย่างไว้กับตนเอง อาจส่งผลร้ายต่อองค์กรในระยะยาวได้ ดังนั้น วันนี้จะเห็นได้ว่าการทำงานของผมต่างไปจากเดิมที่เมื่อก่อนทุกเรื่องทุกปัญหาคือ ดร.รักษ์รับมาดำเนินการเอง ขับเคลื่อนเอง เปลี่ยนมาเป็นการสร้างระบบ พัฒนาคน และทำให้องค์กรสามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง ในวันที่เราไม่อยู่ตรงนี้ ผมจึงมุ่งเน้นการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนโดยไม่ยึดติดกับตัวบุคคล”

“คำว่า CEO ของ ดร.รักษ์ คือเป็น Chief Everything Officer หรือ เป็นทุกอย่างให้ทุกคน ทั้งช่วยคิดช่วยทำ ต้องทำให้เพื่อนพนักงานเห็นว่า เราไม่เคยทิ้งเขาเพื่อให้ทุกคนก้าวไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งวันนี้คิดว่าเพื่อนพนักงานเกือบ 100% พร้อมแล้วที่จะเดินไปด้วยกัน”

ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนสิงหาคม 2568 ฉบับที่ 520 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...