พร้อมนำทัพองค์กร เดินหน้าสู่ BAMx ใน 3 ปี
“ผมมองว่า BAM เป็นองค์กรที่เป็นเหมือนยักษ์ เพราะเป็น AMC ที่มีขนาดใหญ่และมีสินทรัพย์มากที่สุดในประเทศไทย เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจไม่เคยมีคนที่สามารถสื่อสารความงดงามของ BAM ออกมา ได้อย่างถูกจังหวะ ดังนั้น การเข้ารับตำแหน่ง CEO ในครั้งนี้ ผมในฐานะที่เป็น Spokesperson มาก่อน ก็ตั้งใจว่าจะเข้ามาทำหน้าที่สื่อสารบทบาทที่งดงามของ BAM ให้คนทั่วไปเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น”
ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตไม่ได้เต็มศักยภาพ ขณะที่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากหลายมิติ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับหนี้ด้อยคุณภาพที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญอย่างมากในการเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM วันที่ 16 เมษายน 2568 ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า การเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ มีเป้าหมายทำให้ BAM เป็นมากกว่า AMC โดยกำหนดบทบาทการเป็นแก้มลิงแห่งชาติ ที่เข้าไปจัดการปัญหามวลหนี้เสียไม่ให้ไหลเข้าท่วมสู่ระบบสถาบันการเงิน ปรับกระบวนการทำงานโดยใช้เทคโนโลยี และจับมือกับพันธมิตรเพื่อร่วมบริหารจัดการ NPA มากขึ้น พร้อมปรับโครงสร้างองค์กรสู่รูปแบบ Holding Company เดินหน้าสู่ BAMx ภายใน 3 ปี
“ผมมองว่า BAM เป็นองค์กรที่เป็นเหมือนยักษ์ เพราะเป็น AMC ที่มีขนาดใหญ่และมีสินทรัพย์มากที่สุดในประเทศไทย เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจไม่เคยมีคนที่สามารถสื่อสารความงดงามของ BAM ออกมาได้อย่างถูกจังหวะ ดังนั้น การเข้ารับตำแหน่ง CEO ในครั้งนี้ผมในฐานะที่เป็น Spokesperson มาก่อน ก็ตั้งใจว่าจะเข้ามาทำหน้าที่สื่อสารบทบาทที่งดงามของ BAM ให้คนทั่วไปเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น”
เป็นแก้มลิงแห่งชาติ
ชูโมเดล TDR Factory
ดร.รักษ์กล่าวว่า BAM มีเป้าหมายในการเป็นมากกว่าแก้มลิงแห่งชาติเพื่อรองรับหนี้เสียไม่ให้ไหลสู่ระบบสถาบันการเงิน โดยดำรงบทบาทหมอหนี้ทำหน้าที่เป็น Recycling Machine เพื่อฟื้นฟูให้ลูกหนี้กลับมามีสุขภาพทางการเงินที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ เป็นการดำเนินการผ่านการสร้างโรงงานแก้หนี้ (TDR Factory) โดยใช้ AI และระบบ Automation ในการสร้างเงื่อนไขปรับโครงสร้างหนี้เฉพาะรายที่รัดกุม ตรงจุด รวดเร็ว และลดการใช้วิจารณญาณในการแก้หนี้ขนาดเล็ก
“BAM ได้ปรับแนวทางการแก้หนี้ผ่านโมเดล TDR Factory ซึ่งเป็นการมองทางรอดของลูกหนี้มากกว่าการไปยึดทรัพย์ โดยใช้ AI เข้ามาช่วยเพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมกับตัวเอง ขณะที่ในส่วนของพนักงานก็สามารถเข้าไปดูแลหนี้ขนาดใหญ่ เช่น หนี้ธุรกิจที่มีมูลค่ามากกว่า 50 ล้านบาท หรือหนี้ที่มีความซับซ้อน ซึ่งโมเดลนี้ทำให้การปรับโครงสร้างหนี้ทำได้เร็วยิ่งขึ้น”
ขณะที่ BAM เปิดโอกาสให้ลูกหนี้ทุกรายเข้ามาเจรจาประนอมหนี้เพื่อหาข้อยุติร่วมกัน ซึ่งสามารถเจรจาได้ในทุกขั้นตอนแม้ว่าลูกหนี้จะอยู่ในขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมายก็ตาม โดย BAM เจรจาบนพื้นฐานการพิจารณาถึงความสามารถที่แท้จริงและกำลังการผ่อนชำระของลูกหนี้ Ability to Pay ซึ่ง BAM ให้ความเชื่อมั่นว่าจะช่วยเหลือลูกหนี้หาทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขหนี้ต่อไป
นอกจากนี้ BAM พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรจัดตั้ง FA Center ที่เน้นการดูแลลูกหนี้ชั้นดี ผ่อนปกติ 12 งวดขึ้นไป ให้มีแหล่งเงินทุนใหม่และไปต่อได้ ขณะเดียวกัน BAM
พร้อมประสานงานกับ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ NCB เพื่อนำเสนอรหัสดำเนินการใหม่ให้ลูกหนี้ AMC ชั้นดี ทำให้สามารถช่วยเหลือลูกหนี้กลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจแบบยั่งยืน ขณะที่ BAM ยังมีพันธมิตรทั้งที่เป็นสถาบันการเงินและนอนแบงก์ที่จะมาช่วยให้วงเงินสินเชื่อทำให้ลูกหนี้มีโอกาสในการรีไฟแนนซ์หนี้ด้วย
“สิ่งที่ทำให้ BAM เป็น AMC ที่เหมือนกับเป็นแก้มลิง คือ เราสามารถดูดซับหนี้เสียที่ไหลมาเอาไว้ก่อน แล้วสามารถแจกจ่ายไปทำประโยชน์อื่นๆ ได้ ซึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จของโมเดลนี้ คือ ทำให้ Succes Rate ของการปรับโครงสร้างหนี้ของ BAM เพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 25% ขณะที่ของ ACM อื่นๆ อยู่ที่ประมาณ 15% ซึ่งตัวเลขนี้เป็นสิ่งที่มาช่วยยืนยันว่าสิ่งที่เราคิดเราได้เดินมาถูกทางแล้ว”
จับมือพันธมิตร
ร่วมพัฒนา NPA
ดร.รักษ์กล่าวว่า ในด้านของการบริหารจัดการสินทรัพย์รอการขาย หรือ NPA ได้จัดทำ Model ธุรกิจใหม่ ด้วยแนวทาง Business Partnerships ที่ใช้กลยุทธ์หมุนเร็ว แบ่งกำไร ใช้จุดแข็ง ปิดจุดอ่อน ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าทรัพย์ทั้งบ้าน คอนโดฯ และที่ดิน เพื่อพลิกทรัพย์ร้างให้กลายเป็นทรัพย์สร้างคุณค่า และสร้างรายได้ให้กับ BAM อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายรับเงินสดลดภาระหนี้ (D/E Ratio) เข้ามาได้เร็วขึ้นและลดระยะเวลาถือครอง Asset จาก 8 ปี ให้เหลือ 3.5-4 ปี
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา BAM ได้จับมือกับพันธมิตรด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเร่งระบายทรัพย์ NPA เช่น บริษัท วี บียอนด์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ให้ความสนใจทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท รวมถึง บริษัท บางกอก แอสเซท อินเตอร์กรุ๊ป สนใจบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ราคา 5-7 ล้านบาท และ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) ให้ความสนใจที่ดินเปล่า
“เราได้เปิดโอกาสให้พาร์ตเนอร์ผู้ประกอบการสามารถนำสินทรัพย์ที่ได้จากเราไป FIX & FLIP หรือที่เรียกว่า กลยุทธ์ ซื้อ-ซ่อม-ขาย ซึ่งจะก่อให้เกิดสมการ 3 WIN คือ BAM ได้ระบายทรัพย์ในมือ พาร์ตเนอร์ได้สินทรัพย์ดีไปสร้างรายได้ ขณะที่ผู้ซื้อได้สินทรัพย์ดีในราคาไม่แพง ทั้งหมดนี้คือความสวยงามของการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ ผมมองว่า การทำงานร่วมกับเพื่อนดีกว่าทำคนเดียว เพราะต่อให้มีวิกฤติเศรษฐกิจ BAM ก็จะมีทางออกเสมอ”
ดร.รักษ์กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ในมุมของผู้ซื้อทรัพย์ BAM ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน โดยใช้ Automation รวมถึง AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น โดยพัฒนา BAM Choice Application ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกหนี้และลูกค้าจบในแอปฯเดียว สามารถจองซื้อทรัพย์ เช็กยอดหนี้ ชำระหนี้ และประนอมหนี้ ขณะที่เมนู BAM Select จะช่วยลูกค้าค้นหาทรัพย์ได้ง่ายตรงใจและสะดวกยิ่งขึ้น
“ตอนนี้ทุกอย่างจะเป็น Automatic มากขึ้น เราใช้ AI เข้ามาวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า เพื่อคัดเลือกทรัพย์ให้ตรงกับความสนใจของผู้ที่เข้ามาซื้อ ดังนั้น ทุกครั้งที่ลูกค้าเข้ามาในแอปฯ BAM Choice ก็จะเจอของที่ถูกใจเสมอ”
ปักธงก้าวสู่ BAMx ภายใน 3 ปี
มั่นใจคน BAM พร้อมเดินไปด้วยกัน
ดร.รักษ์กล่าวถึงเป้าหมายในอนาคตว่า ต้องการให้ BAM กลายเป็น BAMx หรือ การปรับรูปแบบธุรกิจโดยการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) และบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) เพื่อขยายธุรกิจและเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรและการบริหารงานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ปัจจุบัน BAM ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) แล้ว ได้แก่ การร่วมทุนกับ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) จัดตั้ง ARUN AMC และ การร่วมทุนกับธนาคารออมสิน จัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari AMC) ซึ่งทั้ง 2 JV มีกำไรแล้ว
“ในอนาคตเราจะกลายเป็น BAMx เพื่อทำให้ BAM ทำงานได้มากกว่าเพื่อสร้างความเชี่ยวชาญในการนำเสนอทั้งการร่วมทุน JV (ในอนาคต) รวมถึงการรับบริหาร NPL ใน Port ให้สถาบันการเงินอื่นๆ ต่อไป จากการเป็น AMC ภายใต้ขอบเขตที่เราสามารถทำได้ เหมือนเป็นการแยกสายงานไปเป็นบริษัทลูก ซึ่งหากเรามีบริษัทลูกที่มาต่อจิ๊กซอว์ครบทุกมิติแล้วความสวยงามของ BAM ก็จะยิ่งชัดเจนขึ้น ขณะที่ผู้บริหารทุกคนก็ทำหน้าที่บนยานแม่ในการกำหนดทิศทางให้กับลูกๆ ซึ่งก็อาจจะเป็นผู้บริหารระดับ C-Level ของ BAM ที่ย้ายไปตรงนั้น ถ้าเปรียบ BAM เป็นบ้าน ผมก็อยากอยู่ในบ้านที่ลูกทุกคนมีห้องส่วนตัว ซึ่งคาดว่าจะได้เห็น BAMx ในช่วง 3-5 ปีหลังจากนี้”
ดร.รักษ์กล่าวว่า ในด้านการบริหารบุคลากรให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน ได้เริ่มการฉายภาพอนาคตให้พนักงานซึ่งมีอยู่กว่า 1,300 คน เห็นว่า BAM เป็นมากกว่า AMC พร้อมกำหนดและสื่อสารเป้าหมายการเติบโตให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
“เราต้องฉายภาพให้พนักงานเห็นถึงทิศทางที่เราจะเดินไปวันนี้หากมองในเรื่องสินทรัพย์ BAM ก็เป็นธนาคารขนาดย่อมหนึ่งธนาคารแล้ว แต่ผมตั้งเป้าหมายว่า ในอนาคตจะพาภาระหนี้ตามเกณฑ์สิทธ์ BAM ไปแตะที่ 1 ล้านล้านบาท จากปัจจุบัน 5 แสนล้านบาท หรือเติบโตด้านสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่าปีละ 1.5-2% และในด้านกำไรไม่ต่ำกว่าปีละ 5% เราต้องสร้างความชัดเจน เพื่อให้ทุกภาคส่วนรับรู้การเติบโตของ BAM ไปด้วยกัน”
นอกจากนี้ BAM ยังให้ความสำคัญในด้านการดูแลพนักงานเป็นอย่างมาก เพื่อให้พนักงานมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี ทำงานอย่างมีความสุข ภายใต้โครงการ BAM CARE โดยได้เซ็น MOU กับโรงพยาบาลเอกชนไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาล รวมถึงเพิ่มวันหยุดพิเศษในเดือนเกิด (Birthday Leave) ให้กับพนักงาน เพื่อไม่ต้องใช้วันเกิดเป็นวันลา
ขณะที่ยังจัดรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น ซึ่งพนักงานสามารถทำงานได้จากที่ไหนก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในออฟฟิศหรือสถานที่ทำงาน (Work from Anywhere) และให้พนักงาน มีส่วนร่วมเลือกเวลาการทำงานที่เหมาะสม (Flexi Hour) เพื่อให้พนักงานอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
“ผมมองว่าการทำงานในองค์กร People ต้องมาก่อน Profit ผมมีแนวคิดที่เรียกว่าต้องให้โอกาสกับทุกชีวิต หรือ Opportunity For All ดังนั้น BAM จึงเติมระบบสวัสดิการให้พนักงานมากขึ้น เพื่อเป็นแรงจูงใจให้พวกเขาทำงานได้อย่างมีความสุข ซึ่งเมื่อเขามีความสุขเขาก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถเดินไปตามเป้าหมายที่ได้รับได้จนสุดทาง”
ดร.รักษ์กล่าวว่า ยังได้เปิดช่องทาง BAM Voice ให้พนักงานได้สื่อสารกับผู้บริหารระดับสูงและเป็นพื้นที่ปลอดภัย เปิดพื้นที่ให้แสดงความเห็นอย่างเป็นอิสระ รวมถึงสามารถให้การตักเตือนให้คำแนะนำเพื่อสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับองค์กร พร้อมมุ่งสู่ค่านิยม TOUCH ประกอบไปด้วย Trust (ไว้ใจ) Openmind (เปิดใจ) Unity (รวมใจ) Customer Centric (ใส่ใจ) High Performance (ทุ่มสุดใจ)
“ตัวผมเองได้เรียนรู้จากประสบการณ์ว่า การที่เราเป็นห่วงและทุ่มเทมากเกินไปจนผูกทุกอย่างไว้กับตนเอง อาจส่งผลร้ายต่อองค์กรในระยะยาวได้ ดังนั้น วันนี้จะเห็นได้ว่าการทำงานของผมต่างไปจากเดิมที่เมื่อก่อนทุกเรื่องทุกปัญหาคือ ดร.รักษ์รับมาดำเนินการเอง ขับเคลื่อนเอง เปลี่ยนมาเป็นการสร้างระบบ พัฒนาคน และทำให้องค์กรสามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง ในวันที่เราไม่อยู่ตรงนี้ ผมจึงมุ่งเน้นการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนโดยไม่ยึดติดกับตัวบุคคล”
“คำว่า CEO ของ ดร.รักษ์ คือเป็น Chief Everything Officer หรือ เป็นทุกอย่างให้ทุกคน ทั้งช่วยคิดช่วยทำ ต้องทำให้เพื่อนพนักงานเห็นว่า เราไม่เคยทิ้งเขาเพื่อให้ทุกคนก้าวไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งวันนี้คิดว่าเพื่อนพนักงานเกือบ 100% พร้อมแล้วที่จะเดินไปด้วยกัน”
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนสิงหาคม 2568 ฉบับที่ 520 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://ma.co.th/product-category/mb-shop/