โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เศรษฐกิจกัมพูชาไม่สั่นคลอนอย่างที่คิด? ทุนสำรองพุ่ง 10.4% ลงทุนเพิ่ม 88% GDP ขึ้นมา 5.2%

The Better

อัพเดต 24 ส.ค. 2568 เวลา 05.47 น. • เผยแพร่ 24 ส.ค. 2568 เวลา 04.16 น. • THE BETTER

ผลอย่างหนึ่งของสงคราม คือปัญหาเศรษฐกิจ ไม่เพียงแค่งบประมาณมหาศาลที่ถูกใช้ไปในการสู้รบเท่านั้น แต่ยังมีผลจากการปิดกั้นการเข้าถึงของการค้าและการลงทุนด้วย และดูเหมือนว่ากัมพูชากำลังจะเผชิญกับ "นรกของสงครามเศรษฐกิจ" ในอีกไม่นาน

เมื่อเดือนที่แล้ว มีมุมมองของสื่อต่างประเทศ เช่น Sina ของจีนชี้ว่า "โดยนักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งอาจส่งผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยว แต่กัมพูชากลับมีความเสี่ยงมากกว่าไทยอย่างมาก"

หนึ่งในนักวิเคราะห์ คือ ศรีปารนา บาเนอร์จี (Sreeparna Banerjee) นักวิจัยจากมูลนิธิวิจัยออบเซิร์ฟเวอร์กล่าวเสริมว่า แม้กัมพูชาจะมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจต่อการท่องเที่ยวในระดับต่ำ แต่การคิดว่าประเทศมีความสามารถในการรับมือความเสี่ยงได้ดีกว่านั้นถือเป็น "การคำนวณที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง" "กัมพูชาต่างจากไทยตรงที่ขาดเครื่องมือทางนโยบาย เช่น คณะกรรมการส่งเสริมการท่องเที่ยว เงินสำรองทางการคลังจำนวนมาก หรือหลักประกันสังคมที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับผลกระทบ"

อย่างไรก็ตาม ในเดือนนี้สื่อของกัมพูชาในภาษาจีน คือ 'กัมพูชาจีนรายวัน' (柬华日报) ล่าสุดยังรายงานในแง่ดี (ซึ่งเป็นพฤติกรรมของสื่อส่วนใหญ่ในกัมพูชาที่หลีกเลี่ยงการรายงานข่าวด้านลบของประเทศ)

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) เผยแพร่รายงานระบุว่า ณ ครึ่งแรกของปี 2568 ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของกัมพูชาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 24.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.4% จากสิ้นปี 2567

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศในระดับนี้สามารถรองรับความต้องการนำเข้าสินค้าและบริการได้ 7.5 เดือน ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รายงานนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจกัมพูชา ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มสูงขึ้น

ธนาคารกลางกัมพูชาระบุว่าการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของเงินสำรองเงินตราต่างประเทศนั้นเกิดจากปัจจัยสำคัญหลายประการ ได้แก่ ราคาทองคำที่สูงขึ้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในต่างประเทศ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้ออำนวย และการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของเงินฝากและเงินสำรองตามกฎหมายของธนาคารและสถาบันการเงิน

ต่อมาสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา (CDC) ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม เกี่ยวกับการประกาศการอนุมัติการลงทุนในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี 2568 "ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของกัมพูชายังคงแสดงให้เห็นถึงความน่าดึงดูดใจอย่างมาก โดยมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญทั้งในจำนวนและมูลค่ารวมของโครงการลงทุนใหม่"

ในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปีนี้ สภาพัฒนากัมพูชา (CDC) ได้อนุมัติโครงการลงทุนใหม่ 440 โครงการ เพิ่มขึ้น 206 โครงการจากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตราการเติบโต 88% มูลค่าการลงทุนรวมในโครงการเหล่านี้สูงถึง 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 85% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคาดว่าจะสร้างงานประมาณ 310,000 ตำแหน่งในกัมพูชา

จีนยังคงรักษาความเป็นผู้นำที่สำคัญในแง่ของประเทศแหล่งการลงทุน ในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี 2568 การลงทุนของจีนในกัมพูชาคิดเป็น 53.66% ของการลงทุนทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ การลงทุนจากกัมพูชาตามมาติดๆ ที่คิดเป็น 29.97% สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในประเทศ แหล่งการลงทุนที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ สิงคโปร์ (7.10%) เวียดนาม (5.95%) หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (0.90%) สหราชอาณาจักร (0.49%) หมู่เกาะเคย์แมน (0.44%) เบอร์มิวดา (0.38%) สหรัฐอเมริกา (0.32%) และซามัว (0.30%)

ต่อมา 'กัมพูชาจีนรายวัน' อ้างข้อมูลของสำนักงานนโยบายทั่วไป กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังกัมพูชา ที่ได้เผยแพร่รายงาน “สถานการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค พ.ศ. 2568-2569” รายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง แต่คาดว่าเศรษฐกิจกัมพูชาจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี พ.ศ. 2568 และ 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของภาคส่วนสำคัญภายในประเทศ

รายงานคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของ GDP ของกัมพูชาจะอยู่ที่ 5.2% และ 5.0% ในปี 2568 และ 2569 ตามลำดับ การคาดการณ์นี้สอดคล้องกับเป้าหมายในกรอบการคลังระยะกลาง (2569-2571) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้

รายงานระบุว่าภาคส่วนสำคัญ 6 ภาคส่วน ได้แก่ เกษตรกรรม การผลิตเครื่องนุ่งห่ม การผลิตที่ไม่ใช่เครื่องนุ่งห่ม การท่องเที่ยว การค้าส่งและค้าปลีก การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาในอีกสองปีข้างหน้า

การคาดการณ์ของรายงานนี้ค่อนข้างจะสวนทางกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกัมพูชา ซึ่งเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะว่างงานอย่างหนักเพราะแรงงานจากไทยแห่กลับประเทศนับล้านคนแต่ไม่มีงานรองรับเพียงพอ รวมถึงการปิดกั้นทางการค้ากับไทยทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเสี่ยงจะเชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง

สำนักงานนโยบายทั่วไป กระทรวงเศรษฐกิจละการคลังกัมพูชากลับเอ่ยถึงปัญหาเหล่านี้เพียงผิวเผิน โดยกล่าวแค่เพียงว่าการปิดพรมแดนทางบกระหว่างกัมพูชาและไทยอย่างต่อเนื่องได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานที่ต้องพึ่งพาตลาดไทย นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์ที่ลดลงและจำนวนแรงงานข้ามชาติที่เดินทางกลับประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดการท่องเที่ยวและตลาดแรงงานของกัมพูชา

นอกจากนี้ยังย้ำถึงการแก้ปัญหาว่า รัฐบาลกัมพูชากำลังดำเนินกลยุทธ์สองทาง โดยผ่านมาตรการที่ตรงเป้าหมาย รัฐบาลได้บรรเทาปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุตสาหกรรม สนับสนุนแรงงานที่กลับประเทศและชุมชนชายแดน และสำรวจตลาดทางเลือกสำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรอย่างจริงจัง รัฐบาลยังมุ่งเน้นการส่งเสริมการกระจายตลาดส่งออก เพิ่มมูลค่าของห่วงโซ่อุตสาหกรรม และส่งเสริมการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงธุรกิจสตาร์ทอัพ

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo- ประชาชนกัมพูชาโบกธงชาติขณะเข้าร่วมการเดินขบวนสันติภาพในกรุงพนมเปญ หลังเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนกับประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2568 กัมพูชาและไทยตกลงหยุดยิงกันเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ภายหลังการปะทะกันนาน 5 วัน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 43 ราย (ภาพโดย TANG CHHIN Sothy / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...