ตลาดแรงงานไทย : ความเปราะบางภายใต้เลขว่างงานที่ดูแข็งแรง
The Bangkok Insight
อัพเดต 07 ต.ค. 2568 เวลา 02.32 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2568 เวลา 02.32 น. • The Bangkok Insightเศรษฐกิจไทยโตต่ำ ตลาดแรงงานไทยเริ่มอ่อนแอ แม้อัตราการว่างงานไทยจะปรับลดลงเร็วหลังวิกฤติโควิด-19 แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำต่อเนื่องนาน เริ่มส่งผลให้ตลาดแรงงานไทยอ่อนแอภายในชัดเจนขึ้น
แม้อัตราการว่างงานไทยจะปรับลดลงเร็วหลังวิกฤติโควิด-19 จากสูงสุด 2.25% ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2563 มาอยู่ที่ราว 1% ตั้งแต่ปี 2566 ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยก่อนโควิดได้แล้ว แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำต่อเนื่องนาน เริ่มส่งผลให้ตลาดแรงงานของไทยอ่อนแอภายในชัดเจนขึ้น
สะท้อนจากข้อมูลอัตราการว่างงานบางกลุ่มที่เริ่มปรับสูงขึ้น ขณะที่ข้อมูลการจ้างงานบางกลุ่มเริ่มปรับแย่ลง ดังนี้
1. อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมสูงขึ้นอยู่ที่ 2.3% ในเดือน ก.ค. 2568 จาก 2.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 และเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 3 ปี
2. อัตราการว่างงานแรงงานอายุน้อย (15-24 ปี) สูงขึ้นอยู่ที่ 5.9% ในไตรมาส 2 ปี 2568 สูงสุดตั้งแต่ปี 2566 โดยเฉพาะอัตราการว่างงานแรงงานกลุ่มนี้ที่จบปริญญาตรีขึ้นไปสูงถึง 18.9% ในไตรมาส 2 ปี 2568 เร่งตัวจาก 16.1% ในไตรมาส 1 ปี 2568
3. ผู้มีงานทำลดลงต่อเนื่องสะสมกว่า 5 แสนคนเมื่อเทียบกับปี 2566 ซึ่งเป็นปีที่มีผู้มีงานทำสูงสุดเกือบ 40 ล้านคนหลังตลาดแรงงานฟื้นกลับมาจากโควิด
4. ชั่วโมงทำงาน Full-time และล่วงเวลา (OT) ปรับลดลง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2% ขณะที่ผู้ทำงานไม่เต็มเวลามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 8% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 จากปี 2567 อยู่ที่ 5.8% เมื่อเทียบกับผู้มีงานทำทั้งหมด
โควิด-19 สร้างแผลเป็นในตลาดแรงงาน
วิกฤติโควิด-19 ยังทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในตลาดแรงงานอยู่ เห็นได้จาก
1. รายได้ที่แท้จริง (รวม OT โบนัส) ฟื้นช้า ข้อมูล ณ ไตรมาส 2 ปี 2568 ยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิด-19 ปี 2562 อีกราว 1.2% สะท้อนว่ารายได้แรงงานที่แท้จริงยังไม่ฟื้นเต็มที่
2. คุณภาพการเคลื่อนย้ายแรงงานแย่ลง สัดส่วนแรงงานทำงานนอกระบบมีทิศทางสูงขึ้น โดยในปี 2567 สัดส่วนนี้เพิ่มเป็น 52.8% ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพอิสระ รายได้เฉลี่ยต่ำกว่าแรงงานในระบบเกือบเท่าตัวและรายได้ไม่แน่นอน เข้าถึงสิทธิสวัสดิการหรือหลักประกันทางสังคมไม่มากเท่า
การฟื้นตัวของรายได้แรงงานกลุ่มนี้จึงช้ากว่า และมีผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวของภาพรวมรายได้แรงงานไทยในช่วงที่ผ่านมาและในระยะข้างหน้า
แรงงานไทย 5 ล้านคนเสี่ยงสูงรับผลกระทบจากกำแพงภาษีสหรัฐ
SCB EIC ประเมินแรงงานไทยราว 5 ล้านคน (12% ของลูกจ้างทั้งหมด) เสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจากมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐ ผ่านการลดการจ้างงาน/ชั่วโมงทำงาน หากธุรกิจไทยแข่งขันในตลาด ทั้งในและต่างประเทศยากขึ้น
จากเหตุการณ์นี้ อาจมีธุรกิจไทยที่จะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงผ่านการส่งออกไปสหรัฐ หรือได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านกำลังซื้อโลกชะลอตัว สินค้าต่างประเทศตีตลาดรุนแรงขึ้น รวมถึงการเผชิญความเปราะบางในประเทศ
ทั้งนี้ ประเมินกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ยางพารา, สิ่งทอ, ยางล้อและชิ้นส่วนยานยนต์, Electronic component และ Consumer electronics & HDD
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ประเมินว่ามีความเสี่ยงปานกลาง เช่น มันสำปะหลัง, น้ำตาล, ปาล์มน้ำมัน, ท่องเที่ยวและโรงแรม, ขนส่งและโลจิสติกส์ และค้าปลีก (สัดส่วนจ้างงานเกือบ 10% ของลูกจ้างทั้งหมด)
ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง กระทบความสามารถในการแข่งขันประเทศ
ตลาดแรงงานไทยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายด้านที่ฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ได้แก่
1. ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2024 กำลังแรงงานลดลงต่อเนื่อง ขณะที่แรงงานรุ่นใหม่มีจำนวนไม่เพียงพอและยังขาดทักษะสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
2. ผลิตภาพแรงงานลดลงต่อเนื่อง ข้อมูล OECD Productivity Statistics พบว่า ในช่วงปี 2563-2367 ผลิตภาพแรงงานไทยหดตัวเฉลี่ย 0.6% เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ที่เติบโตเฉลี่ยถึง 4% สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิม และถูกซ้ำเติมด้วยผลกระทบจากโควิด-19
3. การลงทุนทักษะแรงงานจากนายจ้างไม่ทั่วถึง ส่งผลให้แรงงานไม่มีโอกาสเรียนรู้หรือปรับตัวสู่ทักษะใหม่ที่จำเป็นในยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ขณะที่แรงงานขาดโอกาสและแรงจูงใจพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ
แนะกลยุทธ์ "3 ปรับ" แรงงานไทยรับมือโจทย์ท้าทาย
แรงงานไทยต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัวที่อาจกระทบต่อรายได้และการจ้างงาน ทั้งจากสงครามการค้านอกประเทศและความท้าทายในประเทศเอง และเริ่ม 3 ปรับ ช่วยรับมือความเสี่ยงข้างหน้า เพราะความช่วยเหลือจากมาตรการภาครัฐทางเดียวอาจไม่เพียงพอ ไม่ทั่วถึง และไม่ยั่งยืนเท่าการเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันที่ตัวเอง โดย
1. ปรับทักษะ มีมุมมองเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) มุ่งเรียนรู้ทักษะใหม่ ใช้เทคโนโลยีเป็น (เช่น ดิจิทัล AI) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อมีทักษะใหม่พร้อมใช้ตามความต้องการของตลาดแรงงานทุกเมื่อ
2. ปรับทัศนคติการเงิน มีความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial resilience) จัดการบัญชีรายรับรายจ่าย สร้างรายได้หลายทาง มีวินัยการออมและชำระหนี้ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน
3. ปรับตัวทันโลก ตามเทรนด์โลกและรูปแบบการทำงานใหม่ (Adaptability) ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก เปิดรับรูปแบบการทำงานและค่านิยมใหม่ จึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน เรียนรู้ และเปิดใจรับโอกาสใหม่ เพื่อให้อยู่รอดได้ในตลาดแรงงานยุคใหม่
บทวิเคราะห์โดย: ณฐพงศ์ ตันติจิรานนท์, ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์, ภัคพล ตันติวิชช์ SCB EIC
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- AI คือ 'โอกาส' ไม่ใช่ 'อวสาน' ของแรงงานไทย
- 'วอลมาร์ท' ยุค 'ดั๊ก แมคมิลลอน' เน้นจ้าง 'คนทำงานเป็น' ดึง AI พัฒนาทักษะแรงงาน
- ‘ตรีนุช’ ย้ำเริ่มทันที อัปสกิลแรงงาน ให้ตรงความต้องการภาคเอกชน ภายใน 120 วัน
ติดตามเราได้ที่