โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ซัดกันนัว! “ออม” ไม่ไว้ใจทำแบรนด์ด้วย “พริม” ลั่นแยกย้ายกันเติบโต

INN News

อัพเดต 19 ก.ย 2568 เวลา 17.35 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2568 เวลา 10.05 น. • INN News

ซัดกันนัว! “ออม สุชาร์” เสียความรู้สึก ไม่ไว้ใจทำแบรนด์ด้วยขอซื้อหุ้นทั้งหมด “พริม ณัฐชา” ไม่พอใจที่ซื้อหุ้นลับหลัง ลั่นปิดแบรนด์ แยกย้ายกันเติบโต

ยังคงติดตามกันอย่างต่อเนื่องกับเรื่องราวของดาราดังฮุบกิจการที่เกี่ยวข้องกับนักแสดงสาว “ออม สุชาร์” และหุ้นส่วน “พริม ณัฐชา” ซึ่ง “พริม”ได้ออกมาชี้แจงทางฝั่งของตนในรายการโหนกระแสไปแล้ว งานนี้ “ออม” จึงออกมาชี้แจงบ้างซึ่งสรุปได้ว่า

เรื่องของการแบ่งสัดส่วนหุ้นบริษัท

  • ในตอนแรกที่คุยกันก่อนเซ็นต์สัญญาคุยกันไว้ที่ “ศสา” ถือหุ้น 10 เปอร์เซ็นต์ และ “พริม” และ “ออม” ถือหุ้นคนละ 45 เปอร์เซ็นต์ เวลาผ่านไป “พริม” ขอแบ่งสัดส่วนใหม่ในภายหลังโดยลดหุ้นของ “ศสา” เหลือ 4 เปอร์เซ็น ของ “พริม” เพิ่มเป็น 51 เปอร์เซ็นต์ ของ “ออม” คงเหลือ 45 เปอร์เซ็นต์เท่าเดิม
  • “ออม” รู้ว่า “พริม” เคยทำแบรนด์ RAD มาก่อน คิดว่าเลิกทำแล้ว เลยตกลงทำ Fleen ด้วยกัน

จุดแตกหักที่ทำให้ “ออม” ไม่ไว้ใจ “พริม”

  • เดือนมกราคม ปี 2566 “อัง” น้องสาวของ “ออม” เข้าไปเสิร์ชหาโลโก้ใน Google Drive แต่ไปเจอโลโก้ของแบรนด์อื่นใน Fleen เป็นภาพโลโก้ของ RAD ซึ่งไม่ควรจะอยู่ในนี้
  • ทางทนายอ้างว่า Fleen จดทะเบียนเมื่อปี 2566 หลังนั้น “พริม” ไปจด RAD เมื่อปี 2567 “ออม” จึงไปฟ้องฐานค้าแข่ง
  • หลังจากนั้นวันที่ 10 มกราคม 2568 “อัง” ไม่ได้พบแค่โลโก้ของออีกแบรนด์ แต่พบใบเสนอราคาที่ส่งมาทางอีเมลของ Fleen เป็นของอีกแบรนด์นึง จึงมีการนัดคุยกับ “พริม” ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาตอบว่าจะบอกอยู่เหมือนกัน แต่ไม่มีเวลา
  • ในคลิปเสียงอัดวันที่ 25 มกราคม 2568 “พริม” พูดว่า “จริง ๆ ตั้งใจจะบอก ก็รออยู่ ซึ่งที่เห็นมันยังเป็นซากอยู่ โลโก้จริง ๆ ก็ไม่ใช่อันนั้น แต่มีไทม์มิ่งจะบอกเหมือนกัน เสียใจเหมือนกัน และเข้าใจที่ “ออม” เสียใจ ที่เห็นมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องยอมรับ”

“ออม” จึงขอซื้อหุ้นจาก “ศสา”

  • “อัง” เล่าว่าหลังจากที่ได้ไปค้นทะเบียนของ RAD พบว่าจดทะเบียนเมื่อ 24 กันยายน 2567 ด้วยเหตุนี้ทำให้ “ออม” ไม่เชื่อใจ จึงโทรไปหาเพื่อนดาราที่เคยร่วมทำธุรกิจกับเขาว่ามันเกิดปัญหาอะไรขึ้น “ออม” จึงตัดสินใจขอซื้อหุ้นจาก “ศสา” 4 เปอร์เซ็นต์
  • ตอนที่ซื้อหุ้นยังไม่ได้บอกอีกฝ่ายจนกระทั่งเขามารู้เอง

“ออม” ยืนยันว่าการซื้อหุ้นจาก "ศสา" นั้นตกลงตามราคาที่คิดเอง เนื่องจากไม่ทราบกำไรของแบรนด์

  • ตอนซื้อหุ้น “ออม” บอก “ศสา” ว่าไม่ไว้ใจแล้ว ยันว่าไม่มีคำว่าขาดทุนแน่นอน ตอนแรกตั้งใจจะซื้อราค 1 ล้านบาท แต่เข้าขอ 3 ล้านบาทจากที่ลงทุน 1 แสนบาท เลยตกลงราคากันที่ 2 ล้าน 5 แสนบาท
  • ทางด้าน “ออม” มีหลักฐานเป็นแชทว่า “ศสา” รู้ว่ามีเงินปันผล ซึ่งบริษัทไม่ได้ขาดทุน
  • มีคลิปเสียงที่เป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมีปกปิดการซื้อขายหุ้นเป็นความลับเป็นคลิปเสียงหลังจากซื้อขายหุ้น “ศสา” คุยกับ “แอมป์” สามีของ “ออม” ว่ามีการฉ้อฉลในการซื้อขายหุ้น จะจบทุกอย่างให้ จ่ายให้เขาได้ไหม
  • “ศสา” ชี้แจงว่าคลิปเสียงหลังจากเจอปัญหาเยอะจึงโทรไปปรึกษา “แอมป์” ถูกซื้อหุ้นไปไม่รู้ว่าราคามันควรเป็นเท่าไหร่ เพราะไม่รู้ว่าบริษัทมีเท่าไหร่ แต่หลังจากรู้ว่าบริษัทมีกำไรเลยมาปรึกษาว่าอยากได้เอกสารตราสารการโอนหุ้นที่ยังไม่ได้ส่งให้ เพราะทราบว่าเขาให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ถ้าต้องการให้เซ็นต์เอกสารนี้ขอเพิ่มเงินได้ไหม
  • ซึ่ง “อัง” ชี้แจงว่าทางฝั่งนี้ก็ไม่รู้เรื่องกำไรของบริษัทเช่นกัน “พริม” เป็นคนบริหารงบการเงิน ส่วนทาง “ออม” จะอยู่ในทางด้านการตลาดมากกว่า เพราะช่วงนั้นยังไม่ได้ปิดงบ ซึ่งของปี 2567 ได้กำไรประมาณ 6 ล้านบาท

เรื่องการที่ตั้ง “ออม” เป็นพรีเซ็นเตอร์มูลค่า 9 ล้าน 5 แสน บาท

  • การจัดพรีเซ็นเตอร์ 9 ล้าน 5 แสนบาท เพราะอยากให้รู้มูลค่าของ “ออม” รวม 7 โปรดักต์
  • “ศสา” เล่าว่าตอนที่ชวนมาทำแบรนด์คุยตกลงกันไว้ว่าจะไม่มีค่าตัวพรีเซ็นเตอร์ และให้เหตุผลในการขายหุ้นว่ากลัวบริษัทจะไปไม่รอดเลยขาย และยืนยันว่าตอนนั้นที่เรียกเงินเพิ่มเนื่องจากไม่ทราบผลกำไรของบริษัทเลย
  • ในส่วนของมูลค่าพรีเซ็นเตอร์ 9.5 ล้านบาท “ออม” ชี้แจงว่าไม่ได้ทำจ่ายตัวเอง ตั้งมาเพื่อให้บริษัทมีต้นทุนแฝงอะไรบ้างก่อนจะได้กำไร ยันว่าไม่ได้รับ ไม่ได้ในส่วนของพรีเซ็นเตอร์

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบริษัท

  • หลังจากที่ฝั่งนั้นรู้ว่า “ออม” ซื้อหุ้น 4 เปอร์เซ็นต์มาก็เกิดความเสียหายเยอะมาก ไฟล์งานหายไปจึงปลด "พริม" ออกจากการเป็นกรรมการ
  • เมื่อวันที่ 25 มีนาคม น้องในทีมได้เข้าไป Google Drive เพื่อนำโลโก้มาใช้งาน แต่ไม่พบไฟล์ จึงทราบว่างานหายไป 470 ไฟล์ เช็กว่าถูกลบไปเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ในส่วนนี้มีคนเข้าถึงไฟล์ได้4 คนคือ อัง พริม และทีมงานอีก 2 คน ซึ่งตอนนี้มีการแจ้งความเรียบร้อย
  • เรื่องไฟล์ 470 ไฟล์ที่หายไป “พริม” แจงว่ามีคนเข้าถึงได้ 8-10 คน ไม่ใช่ 4 คน

ความต้องการของทั้งสองฝ่าย

  • “อัง” ยันว่าทุกอย่างไม่ได้เกิดเพราะหุ้น 4 เปอร์เซ็นต์ แต่เกิดขึ้นเพราะ “พริม” ทำลับหลัง ส่วนที่ปลด “พริม” ออกจากกรรมการบริษัทเนื่องจากมันเกิดความเสียหายที่ไม่รู้ว่าใครมาลบไฟล์
  • เรื่องที่แต่งตั้งกรรมการใหม่ ตอนที่ “พริม” และ “ออม” เป็นกรรมการเพียง 2 คนในบริษัทเงินเดือนอยู่ที่คนละ 1 แสนบาท พอมีกรรมการเข้ามาใหม่ 3 คน เงินเดือนทุกคนจะได้คนละ 5 หมื่นบาท ตอนนี้อยู่ในกระบวณการประเมินเพื่อหาราคาจริง ๆ ของบริษัท
  • ตอนนี้ “ออม” อยากซื้อหุ้นเพื่อทำแบรนด์ต่อ แต่ไม่รู้ราคาประเมินจึงติดต่อบริษัทกลางเพื่อมาประเมิน และให้ศาลตัดสิน เดินเรื่องทุกอย่างตามกระบวณการทางกฎหมาย
  • ส่วน “พริม” อยากปิดบริษัทและแยกย้าย เพราะรักแบรนด์เหมือนกัน แต่ไม่พอใจที่ “ออม” ไปซื้อหุ้นจาก “ศสา” ลับหลัง

สุดท้ายแล้วเรื่องราวทั้งหมดขึ้นอยู่กับการไกล๋เกลี่ยของทั้งสองฝ่าย ซึ่ง “ออม” ยืนยันว่าให้เป็นไปตามกระบวณการของศาล งานนี้หลายคนตั้งตารอคอยกับบทสรุปว่าจะจบลงอย่างไร ต้องติดตามต่อไป

ขอบคุณรายการโหนกระแส

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...