“Stablecoin ปะทะ CBDC” ศึกชี้ชะตาอนาคตของเงิน
ภายใต้ยุคทรัมป์ที่สหรัฐหนุนสกุลเงินดิจิทัลเอกชนอย่าง Stablecoin ให้เติบโตควบคู่ระบบดอลลาร์ โลกการเงินกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ขณะที่ยุโรปและจีนเดินหน้าสร้าง CBDC เพื่อปกป้องอำนาจรัฐและลดอิทธิพลของคริปโตฯ
วันที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 11.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ในขณะที่ผู้บริโภคทั่วโลกจำนวนมากหันหลังให้กับเงินสดและรัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงการสนับสนุนคริปโทเคอเรนซี หน่วยงานการเงินทั่วโลกจึงเผชิญแรงกดดันให้ปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ แต่แนวทางที่แต่ละประเทศเลือกเดินกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน
เจ้าหน้าที่การเงินของสหรัฐสนับสนุนให้มีสกุลเงินดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ (decentralized) ที่บริหารโดยเอกชน ดำรงอยู่ควบคู่กับเงินที่รัฐบาลออกเอง (fiat money) ตราบใดที่ยังอิงกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก ตรงกันข้าม ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางจีน (PBOC) กลับเลือกสร้างเงินดิจิทัลของรัฐ เช่น ดิจิทัลยูโร และ ดิจิทัลหยวน เพื่อปกป้องอำนาจของตนเองจากคู่แข่งเอกชน
แนวทางที่แตกต่างนี้สะท้อนสงครามอิทธิพลทางการเงินโลก ฝ่ายรัฐบาลทรัมป์เชื่อว่า การผลักดัน stablecoin ที่อิงดอลลาร์เข้าสู่ระบบการเงินหลัก จะยิ่งตอกย้ำความเป็นผู้นำของสหรัฐในระบบชำระเงินโลก ขณะที่ประเทศอื่น ๆ มองว่า CBDC (Central Bank Digital Currency : เงินดิจิทัลของธนาคารกลาง) คือแนวป้องกันด่านแรกจากคริปโทที่อาจบั่นทอนการควบคุมเงินของรัฐ
CBDC คล้ายการมีเงินในบัญชีธนาคารและโอนผ่านบัตรหรือมือถือ เพียงแต่เงินในรูป CBDC เป็นหนี้โดยตรงของธนาคารกลาง ไม่ใช่ของธนาคารพาณิชย์ จึงปลอดภัยกว่าฝากเงินในธนาคาร
ในทางทฤษฎี เงินในบัญชีธนาคารสามารถถอนเป็นเงินสดได้ทุกเมื่อ แต่ในทางปฏิบัติ หากธนาคารขาดสภาพคล่อง ผู้ฝากอาจเข้าถึงเงินไม่ได้
Stablecoin เป็นโทเคนดิจิทัลที่เอกชนสร้างและบริหารบนบล็อกเชน โดยมักตรึงมูลค่ากับเงินตรา เช่น ดอลลาร์ เพื่อรักษาเสถียรภาพ มักมีทุนสำรองเป็นเงินสดและพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น ในสหรัฐ ซึ่งระบบโอนเงินเดิมใช้เวลาหลายวัน Stablecoin จึงถูกมองว่าเป็นวิธีเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพการชำระเงิน อีกทั้งยังช่วยผู้ไม่มีบัญชีธนาคารในประเทศกำลังพัฒนา ใช้เป็นทางป้องกันเงินเฟ้อได้ด้วย อย่างไรก็ตามปัจจุบัน stablecoin ยังถูกใช้หลัก ๆ ในตลาดคริปโตฯ เช่น เก็บกำไรชั่วคราวหรือโอนระหว่างแพลตฟอร์ม ยังไม่ท้าทายเงินหลักในเศรษฐกิจจริง
เมื่อถามว่า CBDC กับ Stablecoin เหมือนกันไหม? แทบจะไม่เหมือนเลย CBDC คือเงินรัฐ ส่วน stablecoin คือเงินเอกชน คริปโตฯ ถูกสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านระบบรวมศูนย์ของรัฐ ขณะที่ CBDC คือเครื่องมือรวมศูนย์ที่สุดของรัฐ ธนาคารกลางเริ่มสนใจ CBDC ส่วนหนึ่งเพื่อตอบโต้โครงการของเอกชน เช่น Libra ของ Facebook ในปี 2562
CBDC มีจุดเด่นเรื่องประสิทธิภาพและความโปร่งใส โดยไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงของเงินเอกชน และอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของรัฐ ส่วนการใช้ CBDC เหมือนการจ่ายเงินผ่านมือถือ แต่เงินเข้าปลายทางทันที เพราะไม่ต้องผ่านหลายตัวกลาง เช่น Visa, Mastercard, หรือธนาคาร
ทั้ง CBDC และ stablecoin ใช้กระเป๋าดิจิทัล (digital wallet) โอนให้ผู้รับได้ทันที
ขณะที่ตอนนี้ stablecoin ยังไม่ถูกใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ในอนาคตผู้พัฒนาเชื่อว่าจะเกิดระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ผู้บริโภคและร้านค้ารับจ่ายผ่านบล็อกเชนโดยตรง โดยหลายประเทศออกกฎหมายควบคุม เช่น สหรัฐออก “Genius Act” เดือนกรกฎาคม 2568 เพื่อกำหนดมาตรฐานทุนสำรอง ส่วนสหภาพยุโรปมีกฎ MiCA ปี 2566 สำหรับ stablecoin ผูกกับยูโร ญี่ปุ่น–เกาหลีใต้–ฮ่องกงอยู่ระหว่างจัดทำกรอบกำกับเฉพาะ และจีนที่เคยปราบคริปโตฯ ก็เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้สร้าง Stablecoin ผูกหยวน
ซึ่ง Stablecoin ถือเป็นเงินเอกชน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความเสี่ยงสูงกว่าเงินที่ออกโดยธนาคารกลาง ตัวอย่างเช่น Tether (USDT) ซึ่งแม้จะผูกค่าไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่ผู้ออกตั้งอยู่ในเอลซัลวาดอร์ ซึ่งไม่ใช่ศูนย์กลางทางการเงินหลักของโลก ส่วนกรณี TerraUSD และ Luna ในปี 2565 ก็ล่มสลายจนสูญมูลค่ารวมกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ USDC ของบริษัท Circle ก็เคยหลุดตรึงราคาในปี 2566 หลังเงินสำรองบางส่วนติดอยู่ในธนาคาร Silicon Valley Bank ที่ล้มลง เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกเพิ่มความระมัดระวังต่อเหรียญดิจิทัลประเภทนี้มากขึ้น
นอกจากนี้ Stablecoin ยังเผชิญความเสี่ยงด้านฟอกเงิน การหลอกลวง การถูกแฮ็กกระเป๋าเงินดิจิทัล และข้อจำกัดด้านความทนทานของระบบ หากมีปริมาณธุรกรรมเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันก็อาจทำให้เครือข่ายบล็อกเชนล่าช้าและค่าธรรมเนียมพุ่งสูง
ธนาคารกลางทั่วโลกแบ่งการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของรัฐ หรือ CBDC ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
- Wholesale CBDC ที่มุ่งยกระดับระบบการชำระเงินระหว่างธนาคารกลางกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงินหลังบ้าน และ
- Retail CBDC ซึ่งเปิดให้ประชาชนและภาคธุรกิจใช้จ่ายได้โดยตรงในชีวิตประจำวัน ประเทศกำลังพัฒนามักเป็นกลุ่มแรกที่นำร่องโครงการประเภทนี้ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงระบบการเงินให้กับผู้ที่ไม่มีบัญชีธนาคารและลดต้นทุนการจัดการเงินสด
รัฐบาลและธนาคารกลางในหลายประเทศมองว่า CBDC สามารถลดต้นทุนและเวลาในการชำระเงินได้อย่างมาก อีกทั้งยังช่วยเพิ่มการแข่งขันในระบบการชำระเงิน ลดค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในกรณีที่ระบบของผู้ให้บริการต่างชาติ เช่น Visa หรือ Mastercard ถูกจำกัดการใช้งาน
นอกจากนี้ CBDC ยังเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องอำนาจของเงินสกุลภายในประเทศในยุคที่เทคโนโลยีบล็อกเชนและเงินเอกชนขยายตัวรวดเร็ว โดยเฉพาะในกรณีของจีนที่ผลักดันดิจิทัลหยวน เพื่อท้าทายอิทธิพลของดอลลาร์สหรัฐในระบบการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากระบบการชำระเงิน SWIFT ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังล่าช้าและพึ่งพาสหรัฐเป็นหลัก
แม้ CBDC จะมีศักยภาพสูง แต่ก็มีข้อกังวลสำคัญ เนื่องจากเงินในรูปแบบนี้เป็นหนี้สินของธนาคารกลางโดยตรง ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถนำเงินฝากประเภทนี้ไปใช้เป็นทุนในการปล่อยกู้หรือการลงทุนได้ ซึ่งอาจกระทบต่อบทบาทของสถาบันการเงินในระบบเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อการละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชน เพราะทุกธุรกรรมจะถูกบันทึกและตรวจสอบได้โดยรัฐ เพื่อป้องกันผลกระทบดังกล่าว ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จึงเสนอเพดานการถือครองดิจิทัลยูโรไว้ที่ไม่เกิน 3,000 ยูโรต่อบุคคล
ในสหรัฐอเมริกา โครงการสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางหรือ Digital Dollar ถูกยุติลงภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมีคำสั่งฝ่ายบริหารที่ระบุชัดเจนว่า ห้ามสร้าง CBDC ถือเป็นการกลับทิศจากยุครัฐบาลไบเดนที่เคยสนับสนุนให้ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ใดเปิดใช้ CBDC ในวงกว้างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ประเทศแนวหน้าอย่างบาฮามาสเปิดตัว “Sand Dollar” ตั้งแต่ปี 2563 ตามมาด้วยไนจีเรียในปี 2021 (eNaira) และจาไมกาในปี 2565 (JAM-DEX) ส่วนจีนได้ทดสอบ “ดิจิทัลหยวน” ตั้งแต่โอลิมปิกฤดูหนาวปี 2565 แม้การยอมรับในวงกว้างยังค่อนข้างจำกัดเพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังนิยมใช้ Alipay และ WeChat Pay ขณะที่ยุโรปตั้งเป้าเปิดตัว “ดิจิทัลยูโร” ในช่วงกลางปี 2572 ส่วนธนาคารกลางอังกฤษกำลังพิจารณายุติโครงการ CBDC เพื่อหันไปสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีการชำระเงินรูปแบบอื่นที่ยืดหยุ่นกว่าแทน
อ้างอิง : bloomberg.com