โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รมว. คลัง เปิดแผน “Quick Big Win” กู้เศรษฐกิจเร่งด่วน ผ่าน 5 เสาหลัก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 ก.ย 2568 เวลา 16.28 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2568 เวลา 09.28 น.

ดร. เอกนิติ รมว. คลัง แจงนโยบายสภา ชี้เศรษฐกิจไทยเหมือนรถติดหล่มและใกล้ดิ่งลงเหว เดินหน้าแผนเร่งด่วน “Quick Big Win” ใน 4 เดือน มุ่ง 5 เสาหลักกระตุ้นสั้นได้ผลยาว ชู คนละครึ่งพลัส สลากเพื่อการออม กระตุ้นการลงทุน ตั้ง JV AMC แก้หนี้ครัวเรือน พร้อมรักษาเสถียรภาพการคลัง หวังดัน GDP ไตรมาส 4 ปี 68 โตเกิน 0.3%

30 ก.ย. 2568 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่า ในปี 2568 เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนรถที่ติดหล่มและเหมือนรถที่กำลังดิ่งลงเหวเห็นได้จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปรับลดลงมาเรื่อยๆ จากไตรมาส 1 ปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 3.2% ไตรมาส 2 ปี 2568 อยู่ที่ 2.8% ขณะที่คาดว่าในไตรมาสที่3 เศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ 1.7% และไตรมาสที่ 4 จะอยู่ที่ 0.3%

ทั้งนี้เป็นผลจากการที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยซึ่งได้แก่ การส่งออก การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน เริ่มชะลอตัวลง โดยการใช้จ่ายภาครัฐเป็นเครื่องยนต์เดียวที่ยังทำงานได้

“นอกจากเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของเรารถยนต์เราจะเก่าและใกล้จะดับแล้วน้ำมันยังใกล้หมดอีกเพราะสภาพคล่องเหือดหายดังนั้นเราเห็นอยู่แล้วว่ารถที่เรียกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังติดหล่ม คำถามคือเราจะแก้ไขอย่างไรเราจะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้เสียวินัยการคลังหรือไม่ ผมคำนึงถึงเรื่องนี้ตลอด แต่ตอนนี้การใช้จ่ายภาครัฐบาลคือเครื่องยนต์เดียวที่ช่วยให้เราพ้นจากหล่มเศรษฐกิจและถ้าเราไม่ใช้เครื่องยนต์นี้จะไม่ใช่แค่ติดหล่มแต่จะดิ่งเหวเลยความเสียหายจะมีมากและแก้ยากไปอีก”

ดร. เอกนิติ กล่าวว่า ดังนั้นรัฐบาลโดยทีม ครม.เศรษฐกิจ จึงกำหนดแผนเร่งด่วน “Quick Big Win” ระยะ 4 เดือน ใน 5 เสาหลัก โดยยึดหลัก กระตุ้นสั้น ได้ยาวและกระจายตัว ซึ่งต้องทำ สั้น (Quick) และ ใหญ่ (Big) พอที่จะดันเศรษฐกิจและให้ประชาชนได้รับประโยชน์ (Win) ดังนี้

เสาที่ 1 การกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ผ่านโครงการ คนละครึ่งพลัส ที่จะเสนอครม.ในสัปดาห์หน้า ขณะที่ในภาคการท่องเที่ยวจะกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรองโดยให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สำหรับการพัฒนาปรับปรุงโรงแรมในเมืองรองซึ่งนโยบายนี้สูญเสียรายได้ภาษีเพียง 300 ล้านบาท

เสาที่ 2 การแก้ไขหนี้ประชาชน ปัจจุบันมีเงินงบประมาณที่สถาบันการเงินส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูโดยได้นำไปใช้ในโครงการคุณสู้เราช่วยแล้ว 3.6 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันเหลืออยู่ 2.6 หมื่นล้านบาท

โดยจะนำงบประมาณส่วนนี้มาจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมกับสถาบันการเงินในการซื้อหนี้เสีย (NPL) จากประชาชนเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ย ให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นขณะที่รัฐบาลจะไม่ช่วยเหลือแค่กลุ่มที่เป็นหนี้เสียเท่านั้นแต่จะช่วยให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อโดยใช้อารีย์สกอร์ (Ari Score)ให้ช่วยปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยงลดการก่อหนี้นอกระบบ

เสาที่ 3 การดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะใช้กลไกบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)เข้ามาค้ำประกัน เตรียมวงเงินไว้ขั้นต่ำ 5 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อรวมถึงจะทำโครงการพี่ช่วยน้องให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ช่วยเหลือเอสเอ็มอีสามารถหักลดหย่อนภาษีได้นอกจากนี้ ธนาคารจะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เอสเอ็มอีที่มีกำหนดได้รับเงินจากโครงการภาครัฐซึ่งลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ (Supply Chain Financing)

สำหรับในภาคการคลังจะเร่งรัดการคืนภาษีของกรมสรรพากร ซึ่งปัจจุบันมีเม็ดเงินที่ต้องคืนภาษีอยู่160,000 ล้านบาท โดยได้มอบนโยบายไปว่าให้คืนทันทีเพื่อให้เงินลงสู่เอสเอ็มอีและระบบเศรษฐกิจ

เสาที่ 4 การเพิ่มการออมภาคประชาชน ผ่านนโยบายสลากเพื่อการออม โดยเป็นคนละโครงการกับหวยเกษียณ นโยบายนี้เป็นส่งเสริมการออมโดยเชื่อมโยงกับการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกงวดที่ออกมาจะมีบัญชีทางออนไลน์โดยแบ่งสัดส่วนเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินออมที่ต้องถือไว้ 5 ปี หรือจนถึงอายุ 55 ปี

“ตอนนี้เม็ดเงินมีพร้อม จะตัดเงินจากค่าการตลาดของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเรื่องนี้หารือท่านปลัดไว้แล้วท่านพร้อมที่จะช่วยสนับสนุน”

ขณะเดียวกันจะสนับสนุนให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลได้ทุกเดือนเพื่อให้ประชาชนได้รับดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากเงินทั่วไป โดยปัจจุบันพันธบัตร 10ปี มีอัตราดอกเบี้ยประมาณ 1.4%

เสาที่ 5 การเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโดยจะมีการเพิ่มทักษะ (Reskill) และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ โดยจะจับมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ภาคเอกชนที่ขอรับสิทธิจาก BOI และสถาบันการศึกษาเพื่อผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยใช้เม็ดเงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถของBOI ที่มีอยู่ 1 หมื่นล้านบาท

ขณะที่จะมีการปลดล็อกกฎเกณฑ์ของ BOI โดยขอมติ ครม. ทำโครงการ Fast Passให้เอกชนที่ขอรับสิทธิส่งเสริมการลงทุนเร่งการลงทุนให้เกิดขึ้นจริงเพื่อทำให้เม็ดเงินลงทุน4.7 แสนล้านบาท ที่ยังค้างอยู่ลงสู่ระบบได้เร็วขึ้น

ดร. เอกนิติ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามทั้ง 5 เสานี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีฐานรากที่เข้มแข็ง ดังนั้นกระทรวงการคลังจะเน้นให้ความสำคัญกับเสถียรภาพการคลัง ดังนั้นในเดือน พ.ย. 2568จะมีการทำกรอบวินัยทางการคลังระยะปานกลางเพื่อสร้างความมั่นใจให้เรตติ้งเอเจนซี่ว่ามีแผนการคลังที่ชัดเจนโปร่งใส มีธรรมาภิบาลการคลัง และทุกนโยบายต้องมีการระบุประโยชน์และความคุ้มค่ากับการตัดสินใจทำโครงการ

“เป้าหมายที่ชัดเจนของรัฐบาลนี้ คือการทำให้จีดีพีไตรมาส 4 ดีกว่าที่คาดไว้ที่ 0.3% ลดหนี้ครัวเรือนลงจาก 87.4% ให้อยู่ต่ำกว่า 87%และเพิ่มสภาพคล่อง รวมถึงเม็ดเงินลงทุนจริงจาก BOI ผมเชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งทุกคนต้องช่วยกันสองวันที่ผ่านมาสมาชิกรัฐสภาได้ให้คำแนะนำดีๆ หลายเรื่อง ดังนั้นผมขอบอกไว้ล่วงหน้าว่าผมอยากจะไปหารือนอกรอบเพื่อให้มาช่วยกันทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นจากหล่มไม่ตกเหว เพราะถ้าร่วมแรงร่วมใจกันเราจะสามารถฟื้นเศรษฐกิจไทยระยะสั้นได้พร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถระยะยาว”

นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนไทยสูงเกือบ 90% ของ GDP หรือราว 13.55 ล้านล้านบาท โดย 50% ของหนี้ครัวเรือนของไทยเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ ที่เป็นหนี้มีหลักประกัน จึงทำให้สถานะหนี้ครัวเรือนไทยมีความอ่อนแอสูง

โดยกว่า 30% ของหนี้ภาคครัวเรือนทั้งหมดเริ่มส่งสัญญาณแจ้งเตือน ประกอบไปด้วย หนี้ที่เป็น NPL 9% หนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว หรือ TDR 8% หนี้พึงระมัดระวังเป็นพิเศษ (SM) 4% และหนี้ที่ปรับโครงสร้างก่อนเป็น NPL หรือ DR หรือหนี้ที่จ่ายตรงเวลาที่เริ่มมีปัญหาที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้อีกจำนวนหนึ่ง

“วิกฤติหนี้ครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ที่เกิดขึ้นฉับพลันหลังการลอยตัวค่าเงินบาท แต่ครั้งนี้เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นแบบช้าๆ ค่อยๆ เริ่ม แต่ตอนนี้มันเรียกว่าแทบจะเป็นฟางเส้นสุดท้าย หากไม่มีการปรับปรุง ดังนั้นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลคือการช่วยแก้ปัญหา NPL หนี้ภาคครัวเรือน ซึ่งรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็ดำเนินการมาก่อนแล้วแต่ค่อนข้างช้า ส่วนหนึ่งเพราะแบงก์ก็ไม่ถนัดแก้หนี้ ตอนปล่อยอนุมัติเร็วแต่ตอนมีปัญหาไม่มีโรงงานแก้หนี้”

ดังนั้น สำหรับแนวทางแก้หนี้ NPL ภาคครัวเรือน รัฐบาลได้วางโรดแมปที่ชัดเจน ในการปลดล็อกแนวทางให้ธนาคารพาณิชย์ตั้งบริษัทร่วมทุน Joint Venture (JV) กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่มีอยู่แล้ว เพื่อโอนหนี้ที่เป็น NPL ออกมาจากธนาคารให้เร็วที่สุด โดยหนี้กลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ที่เป็นคนตัวเล็ก มียอดหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท แต่มีจำนวนมากถึง 3.4 ล้านราย โดยมีมูลค่าหนี้รวม 123,000 ล้านบาท

“เราพบว่าลูกหนี้ส่วนใหญ่จะเป็นลูกหนี้ดี ลูกหนี้ไม่ดีมีเพียงส่วนน้อยข้อดีคือ AMC มีหน้าที่หลักในการแก้หนี้ ทำให้เมื่อโอน NPL ออกไปแล้ว ธนาคารจะมีเวลาไปปล่อยกู้และเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยจะเร่งดำเนินการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ภายในสัปดาห์นี้”

ด้านการเพิ่มสภาพคล่อง SME รัฐบาลจะจัด "เลนพิเศษ" สำหรับ SME ที่มีความเชี่ยวชาญแต่ขาดสภาพคล่อง โดยจะมีการตั้งโครงการ SME Product Program เน้นช่วยเหลือ SME ขนาดเล็ก (S) วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท และขนาดกลาง (M) วงเงิน 20-100 ล้านบาท เป็นหลัก ขณะที่จะมีการเตรียมกลไกบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการค้ำประกันความเสี่ยงให้ธนาคารพาณิชย์ตัดสินใจปล่อยกู้ในเลนพิเศษนี้ได้ง่ายขึ้น

“ทีมเศรษฐกิจมีแผนงานที่ชัดเจนว่าเป้าหมายใดต้องเสร็จเมื่อไหร่ และใครเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าปัญหาต่างๆ จะได้รับการแก้ไขสำเร็จภายใน 4 เดือน”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...