รมว. คลัง เปิดแผน “Quick Big Win” กู้เศรษฐกิจเร่งด่วน ผ่าน 5 เสาหลัก
ดร. เอกนิติ รมว. คลัง แจงนโยบายสภา ชี้เศรษฐกิจไทยเหมือนรถติดหล่มและใกล้ดิ่งลงเหว เดินหน้าแผนเร่งด่วน “Quick Big Win” ใน 4 เดือน มุ่ง 5 เสาหลักกระตุ้นสั้นได้ผลยาว ชู คนละครึ่งพลัส สลากเพื่อการออม กระตุ้นการลงทุน ตั้ง JV AMC แก้หนี้ครัวเรือน พร้อมรักษาเสถียรภาพการคลัง หวังดัน GDP ไตรมาส 4 ปี 68 โตเกิน 0.3%
30 ก.ย. 2568 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่า ในปี 2568 เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนรถที่ติดหล่มและเหมือนรถที่กำลังดิ่งลงเหวเห็นได้จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปรับลดลงมาเรื่อยๆ จากไตรมาส 1 ปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 3.2% ไตรมาส 2 ปี 2568 อยู่ที่ 2.8% ขณะที่คาดว่าในไตรมาสที่3 เศรษฐกิจไทยจะอยู่ที่ 1.7% และไตรมาสที่ 4 จะอยู่ที่ 0.3%
ทั้งนี้เป็นผลจากการที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยซึ่งได้แก่ การส่งออก การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน เริ่มชะลอตัวลง โดยการใช้จ่ายภาครัฐเป็นเครื่องยนต์เดียวที่ยังทำงานได้
“นอกจากเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของเรารถยนต์เราจะเก่าและใกล้จะดับแล้วน้ำมันยังใกล้หมดอีกเพราะสภาพคล่องเหือดหายดังนั้นเราเห็นอยู่แล้วว่ารถที่เรียกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังติดหล่ม คำถามคือเราจะแก้ไขอย่างไรเราจะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้เสียวินัยการคลังหรือไม่ ผมคำนึงถึงเรื่องนี้ตลอด แต่ตอนนี้การใช้จ่ายภาครัฐบาลคือเครื่องยนต์เดียวที่ช่วยให้เราพ้นจากหล่มเศรษฐกิจและถ้าเราไม่ใช้เครื่องยนต์นี้จะไม่ใช่แค่ติดหล่มแต่จะดิ่งเหวเลยความเสียหายจะมีมากและแก้ยากไปอีก”
ดร. เอกนิติ กล่าวว่า ดังนั้นรัฐบาลโดยทีม ครม.เศรษฐกิจ จึงกำหนดแผนเร่งด่วน “Quick Big Win” ระยะ 4 เดือน ใน 5 เสาหลัก โดยยึดหลัก กระตุ้นสั้น ได้ยาวและกระจายตัว ซึ่งต้องทำ สั้น (Quick) และ ใหญ่ (Big) พอที่จะดันเศรษฐกิจและให้ประชาชนได้รับประโยชน์ (Win) ดังนี้
เสาที่ 1 การกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ผ่านโครงการ คนละครึ่งพลัส ที่จะเสนอครม.ในสัปดาห์หน้า ขณะที่ในภาคการท่องเที่ยวจะกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรองโดยให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สำหรับการพัฒนาปรับปรุงโรงแรมในเมืองรองซึ่งนโยบายนี้สูญเสียรายได้ภาษีเพียง 300 ล้านบาท
เสาที่ 2 การแก้ไขหนี้ประชาชน ปัจจุบันมีเงินงบประมาณที่สถาบันการเงินส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูโดยได้นำไปใช้ในโครงการคุณสู้เราช่วยแล้ว 3.6 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันเหลืออยู่ 2.6 หมื่นล้านบาท
โดยจะนำงบประมาณส่วนนี้มาจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมกับสถาบันการเงินในการซื้อหนี้เสีย (NPL) จากประชาชนเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ย ให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นขณะที่รัฐบาลจะไม่ช่วยเหลือแค่กลุ่มที่เป็นหนี้เสียเท่านั้นแต่จะช่วยให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อโดยใช้อารีย์สกอร์ (Ari Score)ให้ช่วยปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยงลดการก่อหนี้นอกระบบ
เสาที่ 3 การดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะใช้กลไกบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)เข้ามาค้ำประกัน เตรียมวงเงินไว้ขั้นต่ำ 5 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อรวมถึงจะทำโครงการพี่ช่วยน้องให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ช่วยเหลือเอสเอ็มอีสามารถหักลดหย่อนภาษีได้นอกจากนี้ ธนาคารจะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เอสเอ็มอีที่มีกำหนดได้รับเงินจากโครงการภาครัฐซึ่งลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ (Supply Chain Financing)
สำหรับในภาคการคลังจะเร่งรัดการคืนภาษีของกรมสรรพากร ซึ่งปัจจุบันมีเม็ดเงินที่ต้องคืนภาษีอยู่160,000 ล้านบาท โดยได้มอบนโยบายไปว่าให้คืนทันทีเพื่อให้เงินลงสู่เอสเอ็มอีและระบบเศรษฐกิจ
เสาที่ 4 การเพิ่มการออมภาคประชาชน ผ่านนโยบายสลากเพื่อการออม โดยเป็นคนละโครงการกับหวยเกษียณ นโยบายนี้เป็นส่งเสริมการออมโดยเชื่อมโยงกับการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกงวดที่ออกมาจะมีบัญชีทางออนไลน์โดยแบ่งสัดส่วนเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินออมที่ต้องถือไว้ 5 ปี หรือจนถึงอายุ 55 ปี
“ตอนนี้เม็ดเงินมีพร้อม จะตัดเงินจากค่าการตลาดของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเรื่องนี้หารือท่านปลัดไว้แล้วท่านพร้อมที่จะช่วยสนับสนุน”
ขณะเดียวกันจะสนับสนุนให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลได้ทุกเดือนเพื่อให้ประชาชนได้รับดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากเงินทั่วไป โดยปัจจุบันพันธบัตร 10ปี มีอัตราดอกเบี้ยประมาณ 1.4%
เสาที่ 5 การเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโดยจะมีการเพิ่มทักษะ (Reskill) และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ โดยจะจับมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ภาคเอกชนที่ขอรับสิทธิจาก BOI และสถาบันการศึกษาเพื่อผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยใช้เม็ดเงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถของBOI ที่มีอยู่ 1 หมื่นล้านบาท
ขณะที่จะมีการปลดล็อกกฎเกณฑ์ของ BOI โดยขอมติ ครม. ทำโครงการ Fast Passให้เอกชนที่ขอรับสิทธิส่งเสริมการลงทุนเร่งการลงทุนให้เกิดขึ้นจริงเพื่อทำให้เม็ดเงินลงทุน4.7 แสนล้านบาท ที่ยังค้างอยู่ลงสู่ระบบได้เร็วขึ้น
ดร. เอกนิติ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามทั้ง 5 เสานี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีฐานรากที่เข้มแข็ง ดังนั้นกระทรวงการคลังจะเน้นให้ความสำคัญกับเสถียรภาพการคลัง ดังนั้นในเดือน พ.ย. 2568จะมีการทำกรอบวินัยทางการคลังระยะปานกลางเพื่อสร้างความมั่นใจให้เรตติ้งเอเจนซี่ว่ามีแผนการคลังที่ชัดเจนโปร่งใส มีธรรมาภิบาลการคลัง และทุกนโยบายต้องมีการระบุประโยชน์และความคุ้มค่ากับการตัดสินใจทำโครงการ
“เป้าหมายที่ชัดเจนของรัฐบาลนี้ คือการทำให้จีดีพีไตรมาส 4 ดีกว่าที่คาดไว้ที่ 0.3% ลดหนี้ครัวเรือนลงจาก 87.4% ให้อยู่ต่ำกว่า 87%และเพิ่มสภาพคล่อง รวมถึงเม็ดเงินลงทุนจริงจาก BOI ผมเชื่อว่าปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่งทุกคนต้องช่วยกันสองวันที่ผ่านมาสมาชิกรัฐสภาได้ให้คำแนะนำดีๆ หลายเรื่อง ดังนั้นผมขอบอกไว้ล่วงหน้าว่าผมอยากจะไปหารือนอกรอบเพื่อให้มาช่วยกันทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นจากหล่มไม่ตกเหว เพราะถ้าร่วมแรงร่วมใจกันเราจะสามารถฟื้นเศรษฐกิจไทยระยะสั้นได้พร้อมกับเพิ่มขีดความสามารถระยะยาว”
นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนไทยสูงเกือบ 90% ของ GDP หรือราว 13.55 ล้านล้านบาท โดย 50% ของหนี้ครัวเรือนของไทยเป็นหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ ที่เป็นหนี้มีหลักประกัน จึงทำให้สถานะหนี้ครัวเรือนไทยมีความอ่อนแอสูง
โดยกว่า 30% ของหนี้ภาคครัวเรือนทั้งหมดเริ่มส่งสัญญาณแจ้งเตือน ประกอบไปด้วย หนี้ที่เป็น NPL 9% หนี้ที่ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว หรือ TDR 8% หนี้พึงระมัดระวังเป็นพิเศษ (SM) 4% และหนี้ที่ปรับโครงสร้างก่อนเป็น NPL หรือ DR หรือหนี้ที่จ่ายตรงเวลาที่เริ่มมีปัญหาที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้อีกจำนวนหนึ่ง
“วิกฤติหนี้ครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ที่เกิดขึ้นฉับพลันหลังการลอยตัวค่าเงินบาท แต่ครั้งนี้เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นแบบช้าๆ ค่อยๆ เริ่ม แต่ตอนนี้มันเรียกว่าแทบจะเป็นฟางเส้นสุดท้าย หากไม่มีการปรับปรุง ดังนั้นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลคือการช่วยแก้ปัญหา NPL หนี้ภาคครัวเรือน ซึ่งรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็ดำเนินการมาก่อนแล้วแต่ค่อนข้างช้า ส่วนหนึ่งเพราะแบงก์ก็ไม่ถนัดแก้หนี้ ตอนปล่อยอนุมัติเร็วแต่ตอนมีปัญหาไม่มีโรงงานแก้หนี้”
ดังนั้น สำหรับแนวทางแก้หนี้ NPL ภาคครัวเรือน รัฐบาลได้วางโรดแมปที่ชัดเจน ในการปลดล็อกแนวทางให้ธนาคารพาณิชย์ตั้งบริษัทร่วมทุน Joint Venture (JV) กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ที่มีอยู่แล้ว เพื่อโอนหนี้ที่เป็น NPL ออกมาจากธนาคารให้เร็วที่สุด โดยหนี้กลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ที่เป็นคนตัวเล็ก มียอดหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท แต่มีจำนวนมากถึง 3.4 ล้านราย โดยมีมูลค่าหนี้รวม 123,000 ล้านบาท
“เราพบว่าลูกหนี้ส่วนใหญ่จะเป็นลูกหนี้ดี ลูกหนี้ไม่ดีมีเพียงส่วนน้อยข้อดีคือ AMC มีหน้าที่หลักในการแก้หนี้ ทำให้เมื่อโอน NPL ออกไปแล้ว ธนาคารจะมีเวลาไปปล่อยกู้และเพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยจะเร่งดำเนินการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ภายในสัปดาห์นี้”
ด้านการเพิ่มสภาพคล่อง SME รัฐบาลจะจัด "เลนพิเศษ" สำหรับ SME ที่มีความเชี่ยวชาญแต่ขาดสภาพคล่อง โดยจะมีการตั้งโครงการ SME Product Program เน้นช่วยเหลือ SME ขนาดเล็ก (S) วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท และขนาดกลาง (M) วงเงิน 20-100 ล้านบาท เป็นหลัก ขณะที่จะมีการเตรียมกลไกบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการค้ำประกันความเสี่ยงให้ธนาคารพาณิชย์ตัดสินใจปล่อยกู้ในเลนพิเศษนี้ได้ง่ายขึ้น
“ทีมเศรษฐกิจมีแผนงานที่ชัดเจนว่าเป้าหมายใดต้องเสร็จเมื่อไหร่ และใครเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าปัญหาต่างๆ จะได้รับการแก้ไขสำเร็จภายใน 4 เดือน”