“ชัตดาวน์สหรัฐ” เสี่ยงทำข้อมูลเงินเฟ้อผิดเพี้ยน นักเศรษฐศาสตร์เตือน CPI ต.ค.68 อาจคลาดเคลื่อน
“ชัตดาวน์สหรัฐ” เสี่ยงทำข้อมูลเงินเฟ้อผิดเพี้ยน นักเศรษฐศาสตร์เตือน CPI เดือนตุลาคมอาจขาดความแม่นยำหรือไม่สามารถรายงานได้เลย
วันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 17.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพและความถูกต้องของข้อมูลเงินเฟ้อที่สำคัญที่สุดของประเทศ ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) หรืออาจทำให้ไม่มีรายงานออกมาเลยก็เป็นได้
นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนต่างกังวลว่ารายงาน CPI เดือนตุลาคม ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในเดือนหน้า จะได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐครั้งนี้ แม้ว่าสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (Bureau of Labor Statistics – BLS) จะได้รับข้อยกเว้นพิเศษให้เรียกเจ้าหน้าที่บางส่วนกลับมาจัดทำรายงาน CPI เดือนกันยายน แต่หน่วยงานดังกล่าว ไม่สามารถเก็บข้อมูลราคาสินค้าใหม่ได้เลยนับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม
โอมาร์ ชาริฟ ประธานบริษัทวิจัย Inflation Insights LLC กล่าวเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม หลังการชัตดาวน์ผ่านไปกว่า 1 สัปดาห์ ว่า “ตั้งแต่ตอนนี้ ความแม่นยำของข้อมูลเริ่มลดลงแล้ว …ถ้าชัตดาวน์ยืดเยื้อถึงสัปดาห์ที่สาม คุณภาพข้อมูลจะย่ำแย่มาก หรืออาจไม่มีข้อมูลให้รายงานเลยด้วยซ้ำ”
ต่างจากรายงานเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่สามารถจัดทำย้อนหลังได้ ข้อมูล CPI ต้องอาศัยการเก็บราคาสินค้าและบริการจำนวนกว่า 80,000 รายการทั่วประเทศ ผ่านการลงพื้นที่จริงโดยเจ้าหน้าที่ของ BLS ในช่วงเวลา 3 รอบ รอบละ 10 วันในแต่ละเดือน
ภารกิจนี้ยิ่งท้าทายมากขึ้นในช่วงรัฐบาลทรัมป์ที่ผ่านมา เนื่องจากมีการลดงบประมาณและบุคลากร ของ BLS ทำให้ต้องงดเก็บข้อมูลบางหมวด และใช้วิธีคำนวณทดแทน (imputation) เพื่อเติมเต็มข้อมูลที่หายไป
เอริกา โกรเชน อดีตผู้อำนวยการ BLS ช่วงชัตดาวน์ปี 2013 กล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ไม่สามารถย้อนกลับไปเก็บข้อมูลราคาในอดีตได้ ดังนั้นจึงต้องใช้การคำนวณทดแทนมากขึ้น เจ้าหน้าที่ที่เหลืออยู่คงต้องเร่งทำงานให้เร็วขึ้น หรือทำงานล่วงเวลาเพื่อชดเชยระยะเวลาที่หายไป”
ไมเคิล ฮอร์ริแกน อดีตหัวหน้าโครงการวัดเงินเฟ้อของ BLS ระบุว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนไม่สามารถเก็บข้อมูลใหม่ได้ภายในเดือนตุลาคม หน่วยงานอาจต้องใช้วิธีขยายช่วงเวลาเปรียบเทียบราคา เช่น เปรียบเทียบราคาจากเดือนกันยายนกับพฤศจิกายนแทน
“แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่การเปรียบเทียบราคาจากเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนก็ยังสามารถสะท้อนทิศทางราคาได้ใกล้เคียงกับที่เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม”
เช่นเดียวกับรายงานเศรษฐกิจอื่น ๆ ในช่วงชัตดาวน์ รายงาน CPI เดือนกันยายน ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา จะถูกเลื่อนออกไป แม้ว่าข้อมูลการเก็บราคาจะเสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน แต่ BLS ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้เรียกพนักงานกลับมาจัดทำรายงาน เพื่อให้สำนักงานประกันสังคม (Social Security Administration) สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวคำนวณ เงินเพิ่มค่าครองชีพ (Cost of Living Adjustment: COLA) สำหรับปีหน้าได้ทันเวลา โดยรายงาน CPI ดังกล่าวจะเผยแพร่ในวันที่ 24 ตุลาคม
ในการชัตดาวน์ปี 2556 รายงาน CPI ถูกเลื่อนออกไปประมาณ 2 สัปดาห์ โดยเก็บข้อมูลได้เพียง 75% ของตัวอย่างปกติ
แม้ปัจจุบัน BLS จะเริ่มใช้ข้อมูลจากแหล่งอื่น เช่น ราคาน้ำมันและรถยนต์จากฐานข้อมูลภายนอก ซึ่งไม่ถูกกระทบจากการปิดหน่วยงาน แต่ ข้อมูลส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยการเก็บโดยตรงจากร้านค้า เจ้าหน้าที่ของ BLS เดินทางไปตามร้านขายของชำ คลินิก และธุรกิจต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเก็บราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคใช้จ่ายจริง ซึ่งแตกต่างจากแบบสอบถามของหน่วยงานอื่นที่สามารถให้บริษัทส่งข้อมูลออนไลน์ได้โดยตรง ซึ่งการที่ BLS ไม่สามารถเก็บราคาทั้งหมดได้ครบตามแผน จะทำให้อัตราการเก็บข้อมูล (collection rate) ลดลง และอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของข้อมูลโดยรวม
นักเศรษฐศาสตร์จาก Morgan Stanley เตือนว่าความล่าช้าของรายงาน CPI เดือนตุลาคมอาจกระทบต่อข้อมูลอื่น ๆ ที่ใช้ CPI เป็นส่วนประกอบ เช่น ดัชนีเงินเฟ้อจากสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ (BEA) ซึ่งเฟดใช้เป็นตัวชี้วัดหลัก รวมถึง CPI เดือนพฤศจิกายน เนื่องจากราคาบางหมวดถูกเก็บทุก 2 เดือน
เวโรนิกา คลาร์ก นักเศรษฐศาสตร์จาก Citigroup Inc. กล่าวว่า “อย่าให้น้ำหนักกับข้อมูลเดือนตุลาคมมากเกินไป โดยเฉพาะถ้ามีความผิดปกติของตัวเลข …มันควรถูกมองด้วยความระมัดระวัง”
อ้างอิง : www.bloomberg.com