โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถกความเชื่อเรื่อง "เต้านม" ในคติตะวันตก-ออก เครื่องสะท้อนสังคม “แม่เป็นใหญ่”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 ธ.ค. 2565 เวลา 11.01 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2565 เวลา 10.59 น.

ปฐมเหตุแห่งเต้า

หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขออกมาแถลงผลวิจัยว่า กวาวเครือ หาได้มีพิษภัยทำให้เกิดมะเร็งที่เต้านมต่อหญิงสาวแต่ประการใดไม่

ทันใดนั้นวัฒนธรรมบริโภคอาหารเสริมเต้าแคปซูลราคามหาโหดก็หวนกลับมาแพร่สะพัดท่ามกลางหมู่สาว ๆ ที่อยากอึ๋มอีกระลอกหนึ่ง ซึ่งก่อนนั้นไม่นาน ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็เพิ่งโชยกลิ่นกระแสการตบเต้ากระตุ้นต่อมให้เต่งโตอย่างไม่เกรงกลัวมะเร็งถามหาไปหมาด ๆ ทั้งนี้ยังไม่นับรวมถึงแฟชั่นศัลยกรรมเสริมทรวงอก อันกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้วในสังคมไทย

มีประเด็นที่น่าขบคิดมากมาย เกี่ยวกับวิวัฒนาการเรื่องของ “เต้า”!

เดิมนั้น “เต้า” เคยเป็นเครื่องสะท้อนสังคมว่า “แม่เป็นใหญ่” เป็นเครื่องมือแสดง “อำนาจของผู้หญิง” สามารถเปิดเผยให้เห็นในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่ขวยเขิน ใครจะเต้าใหญ่-เต้าเล็กไม่สำคัญ ไม่ต้องมี “ปม” เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มา

ต่อมา “เต้า” ของแม่กลับกลายเป็น “วัตถุที่สูญหาย” ทั้ง ๆ ที่เคยเป็นสมบัติชิ้นแรกของเราขณะเป็นทารก เนื่องจาก “เต้า” ถูกแทนที่ด้วย “ขวดนมพลาสติก” ไม่พอ ยังถูกยัดเยียดด้วย “หน้าอกพลาสติก” อีกชั้นหนึ่ง

และในปัจจุบัน “เต้า” กำลังเดินทางไปสู่ความเป็น “วัตถุทางเพศ” อย่างเบ็ดเสร็จ!

เต้านี้มีตำนาน

ในโลกศิลปะ เราพบงานจิตรกรรมและประติมากรรมมากมายที่แสดงถึงเรื่องราวของ “เต้า” ในมิติต่าง ๆ ไม่ซ้ำแบบกัน มีเต้าชิ้นเด็ดจำนวนไม่น้อยที่สมควรได้รับการยกย่องกล่าวขานถึงในบทความชิ้นนี้ทั้ง “เต้าตะวันตก” และ “เต้าตะวันออก”

เริ่มจาก “เต้าประวัติศาสตร์” นาม Venus de Willendorf ถือว่าเป็นโคตรเหง้าแห่งเต้ารุ่นเก๋าคู่แรกที่ผู้ศึกษาศิลปะต้องรู้จัก ด้วยมีอายุเก่าแก่ถึงหมื่นปี เป็นเต้าที่มองเผิน ๆ แล้วดูน่าขบขันยิ่งนัก คล้ายดั่งตุ๊กตาล้มลุก แขน-ขาสั้น อ้วนป้อมพุงพลุ้ย แต่เมื่อลองพินิจพิเคราะห์ให้ถ้วนถี่จะพบว่า นี่คือเต้าที่มีความยิ่งใหญ่เอาเรื่องทีเดียว เพราะสรีระของคุณย่าทวดวีนัสแห่งวิลเลนดอร์ฟชิ้นนี้เปิดเผยให้เห็นถึงธรรมชาติของผู้หญิงที่ผ่านสถานภาพของการเป็น “เมีย” และ “แม่” มาแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ สองเต้าจึงหย่อนยานเท้งเต้ง หน้าท้องคล้อยเบ๊อะบ๊ะ ปล่อยเนื้อปล่อยตัวเผละผละ ฟ้องว่าเป็นเต้าที่ผ่านฤดูกาลแห่งการถูกดูดเคล้าเค้นคลึงจากลูกและผัวมาอย่างเมามัน จนไม่ยี่หระต่อความงามให้เต้าต้องตั้งเต่งตึงชูชันอีกต่อไป

เต้าในอุดมคติ

เต้าที่งดงามที่สุดในโลกเห็นจะไม่มีใครเกินVenus de Milo (พบที่เกาะมิโล) ของกรีกเป็นแน่แท้ เป็นเต้าแบบอุดมคติ มีขนาดเล็กกะทัดรัดดุจสาวแรกแย้มหรือสาวพรหมจารี ประติมากรทั่วโลกยกย่องว่า นี่คือแบบฉบับของเต้าที่คลาสสิกที่สุด แม้อายุอานามของเจ้าหล่อนจะปาเข้าไปถึง 2,200 ปีแล้วก็ตาม แต่ยังคงไว้ซึ่งสัดส่วนอันเย้ายวนชนิดที่ยังไม่มีเต้าใดอาจหาญมาเทียบได้ ที่เห็นว่าพอจะสูสีอยู่บ้างก็คือ เต้าวีนัสผู้ถือกำเนิดบนกาบหอย งานชิ้นโบแดงของบอตติเชลลิเพียงชิ้นเดียว

ส่วนซีกโลกตะวันออกนั้น มีเต้านางฟ้าอยู่ 2-3 กลุ่ม ที่ถือว่างดงามแต่ก็ค่อนไปทางบึบบับคล้ายสาวใหญ่มากกว่าสาวรุ่น ได้แก่ ภาพสลักนางอัปสราขอมที่ปราสาทนครวัด นางอัปสราจามที่ปราสาทตระเกียว และนางอัปสรลังกาที่เขาสีคิริย

อย่างไรก็ดี ทั้งวีนัสและอาภัสราที่กล่าวมานี้ แม้จะเป็นเต้าที่แสนวิจิตร แต่ก็เป็นเพียงการแสดงให้เห็นถึง “สรีระ” ของเพศหญิงเท่านั้น หาได้ซ่อนคติปรัชญาอันใดแฝงเร้นเบื้องหลังเต้างามไม่

เต้าตะวันตก : บุคลาธิษฐาน

เท่าที่ประมวลดู ดิฉันพบว่าเต้าตะวันตกมีความน่าสนใจ ในแง่ของการเป็นสัญลักษณ์แห่ง “มหามาตา” อย่างชัดเจน จะเห็นว่าศิลปินทุกสมัยตั้งแต่บรรพกาลจวบจนปรัตยุบันต่างพยายามถ่ายทอดความยิ่งใหญ่แห่ง “เต้า” ออกมาเป็นงานศิลปะเชิงบุคลาธิษฐาน โดยใช้ตัวละครสามตัวนี้เป็นสื่อเสมอมา :- อาร์เตมีส มารี และการิตัส

เทพอาร์เตมีส (Artemis)

ปรากฏอยู่ในเทพนิยายกรีก มีศักดิ์เป็นพี่น้องฝาแฝดของเทพอปอลโล จุดเด่นของนางอยู่ที่การมีเต้าคล้ายเถาองุ่นยุบยับไปหมด (แต่มีนักประวัติศาสตร์ศิลปะบางคนค้านว่าคล้ายกับอัณฑะของโคต่างหาก) แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของ “น้ำนมแห่งมารดา” ที่สามารถพลีกายกลั่นเลือดในอกหล่อเลี้ยงทารกได้ทั่วทั้งโลกอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

การบูชาเทพีอาร์เตมีสได้รับความนิยมไม่เพียงเฉพาะในอารยธรรมกรีก-โรมันเท่านั้น แต่ยังแพร่กระจายไปยังดินแดนตะวันออกกลางที่นับถือศาสนายิวและอิสลามแถบอิสราเอล ตุรกี อิหร่าน อีกด้วย นอกจากนี้ยังส่งอิทธิพลให้กับงานประติมากรรมน้ำพุสมัยหลัง ๆ ที่นิยมทำกระแสน้ำไหลพวยพุ่งออกมาจากเทพีหลายเต้า

พระแม่มารี

โดยปกติเรามักพบภาพพระแม่มารีอุ้มพระคริสต์ในอ้อมแขน นาน ๆ ที่จึงจักเห็นตอนที่พระนางประทานน้ำนมแก่บุตร โดยมากเป็นช่วงที่พักแรมขณะเดินทางไกล อันการป้อนน้ำนมแด่ทารกน้อยนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก สิ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือ เรายังได้พบภาพพระแม่มารีให้พระเยซูดื่มน้ำนมในวัยหนุ่ม ดังเช่นตอน The Last Judgment (การตัดสินครั้งสุดท้าย) ก่อนจะเกิดเหตุการณ์นั้น พระแม่มารีผู้ซึ่งมีลักษณะอ่อนเยาว์ดุจสาวพรหมจารีตลอดกาลได้ควักเต้าให้พระเยซู (ผู้มีพระพักตร์แก่กว่ามารดา) ดื่ม หากจะให้ตีความก็คงหมายถึงว่า ก่อนที่พระเยซูจะทำการพิพากษาชะตากรรมของมวลมนุษยโลก จำเป็นอย่างยิ่งที่พระองค์ควรได้รับการถ่ายทอดความรัก ความเมตตา และความบริสุทธิ์ยุติธรรมจากพระมารดาก่อน

เทพีการิตัส (Caritas)

หรือเทพี Charity สัญลักษณ์แห่งความเสียสละและการแบ่งปันอันยิ่งใหญ่ นางมีลักษณะเป็นหญิงรูปงาม ดูเผิน ๆ แล้วมีความคล้ายคลึงกับพระแม่มารีมาก หากสังเกตให้ดีจะพบความแตกต่างนิดหน่อยตรงที่เทพการิตัสมักอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเด็กเล็กเด็กน้อยที่มากระจองอแงร้องขอน้ำนมเต็มไปหมด ในขณะที่พระแม่มารีอุ้มพระบุตรเพียงองค์เดียว

นอกจากจะใจดีให้น้ำนมแก่เด็กเล็ก ๆ แล้ว เทพีการิตัสยังแบ่งปันเจือจานหยาดกษีรธารไปสู่เหล่านักบุญตกยากอีกจำนวนมาก เช่น Saint Bernard แห่ง Clairvaux และบาทหลวงชรา Cimon ขณะหลบลี้อาญาแผ่นดินกำลังหิวโซ อย่าลืมว่ายุคที่ศาสนาคริสต์เริ่มถือกำเนิดใหม่ ๆ นั้น ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวโรมันหัวโบราณและชาวยิวอย่างมาก ชนผู้หวงอำนาจเก่ากลุ่มนี้จำต้องคอยปราบปรามเหล่านักบุญและผู้ฝักใฝ่ศาสนาคริสต์ อย่างชนิดไม่ปรานีปราศรัย

วิกฤติการณ์ช่วงนั้นเปิดโอกาสให้โลกได้พิสูจน์ถึงพลังอันเหลือเฟือแห่งความเป็นแม่ “ผู้ให้ชีวิตแด่ผองชน” ของสตรีเพศ นอกจากเทพีการตัสแล้ว ยังมีนักบวชหญิงอีกรูปคือนักบุญอกาธา (Santa Agatha) ผู้มีความเสียสละเป็นเลิศ ถึงขนาดยอมให้คนนอกรีตตัดเต้าทั้งสองทิ้ง ทนซมซานโซซัดโซเซไปสิ้นชีพลงที่เกาะซิซิลีของอิตาลีในปี ค.ศ. 251 โทษฐานที่แอบให้น้ำนมแก่นักจาริกแสวงบุญพเนจรอดโซคู่หนึ่ง

เต้าตะวันออก : ธรรมาธิษฐาน

ในขณะที่ “เต้าตะวันตก” เปล่งศักยภาพด้วยสัญลักษณ์เชิงบุคลาธิษฐานอย่างแจ่มชัด “เต้าตะวันออก” กลับมีความซับซ้อนแยบยลยิ่งกว่า และมักนำเสนอผ่านงานศิลปะในเชิงธรรมาธิษฐาน ซึ่งพอจะจำแนกได้เป็น 2 ลักษณะ :- เพิ่มศักติ และประกอบศิวลึงค์

เต้าแห่งศักติ (ศากติ)

คำว่า “ศักติ” หมายถึง “พลังแห่งอิตถีเพศ” มาจากความเชื่อของชาวอินเดียและชาวอุษาคเนย์สมัยโบราณที่ว่า “อำนาจของผู้ชายจะมีความสมบูรณ์และศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริงต้องอาศัย “พลัง” ของสตรีเพศเข้ามาช่วยเสริมส่งด้วยอีกครึ่งหนึ่ง” ดังนั้น ประติมากรรมในศาสนาฮินดูจึงนิยมทำรูปเคารพของเทพีท่าทางขึงขังดุดันยืนเปลือยเต้าอย่างองอาจ ประดิษฐานวางเคียงข้างกับองค์เทพสวามิตามเทวาลัยต่าง ๆ อาทิ นางทุรคา (เจ้าแม่กาลี – เป็นภาคโหดร้ายของนางอุมา ชายาพระอิศวร)นางศรี (อีกนามคือภควดี – หรือลักษมีเทวี ชายาพระนารายณ์) และนางตารา (เป็นเทพที่ฝ่ายพุทธมหายานยืมไปใช้) ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการประกาศพลังอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของอิตถีเพศผ่านเต้าขนาดมหึมา!

ในประเทศจีนสมัยราชวงศ์โจว ก็มีการบูชาศาลเจ้าแม่ 4-6 เต้า ถือว่าเป็นเครื่องหมายของ “พลัง” แห่งความเป็นหญิงเช่นเดียวกัน

เต้ากับศิวลึงค์

ในศิลปะของจัมปา (จาม) ยุคอาณาจักรวิชัยปุระ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งเรียกกันว่าศิลปะแบบถัปมัม (Thap Mam – ปัจจุบันคือเมืองบิญดิญอยู่ทางตอนใต้ของเวียดนาม) มีการใช้สัญลักษณ์รูปเต้าสตรีตกแต่งรายรอบฐานศิวลึงค์อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ถือว่าเป็น “เต้าปริศนา” ที่ไม่เคยพบในวัฒนธรรมอื่นใด สร้างความสับสนุนงงให้แก่นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวตะวันตกยิ่งนัก ตราบจนปัจจุบันก็ยังไม่มีใครกล้าตีความ ยกเว้นนายฟิลลิป แสตร์น ชาวฝรั่งเศส ที่พยายามถอดรหัสว่า การทำรูปเต้าของจามอาจมีความเกี่ยวพันกับชื่อบรรพบุรุษของพระเจ้าอินทรวรมันที่ 4 (กษัตริย์ขอมผู้มีชัยต่ออาณาจักรวิชัยปุระ) ซึ่งมีนามว่า Uroha แผลงมาจากคำว่า Urah (อุระห์) อันหมายถึงทรวงอก?

แต่ดิฉันกลับเห็นว่ารูปเต้าจากปราสาทถัปมัม น่าจะมีความเกี่ยวพันกับ “น้ำนม” โดยตรงมากกว่า เนื่องจากในคืนเพ็ญ “ศิวาราตรี” พวกพราหมณ์จะกระทำพิธีบูชาพระศิวะในเทวาลัย มีการนำน้ำนมโคสีขาวบริสุทธิ์ (โคเป็นพาหนะของพระศิวะ) มาราดรดแท่งศิวลึงค์ให้ไหลไปตามฐาน “สนานโยนิ” ผ่านไปยังท่อ “โสมศูทร” ครั้นพอเสร็จพิธีแล้ว จะมีเด็กยากไร้จากวรรณะศูทรและจัณฑาลแห่เข้ามาเอามือวักหรือเอาภาชนะมาตักเศษน้ำนมที่เหลือค้างตามท่อนั้นดื่มกิน ถือเป็น “ทานมัย” อย่างหนึ่ง

หาก “นัย” แห่งการทำรูปเต้าประดับรอบฐานศิวลึงค์เป็นดั่งที่ดิฉันตั้งข้อสมมติฐานจริง ก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของ “เต้าตะวันออก” ทั้งในฐานะ “มารดาผู้หล่อเลี้ยงโลก” และ “ผู้ให้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ดุจเดียวกับการทำเต้าจำนวนนับไม่ถ้วนของเทพีอาร์เตมีส ผนวกรวมกับการเจือจานแบ่งปันน้ำนมของเทพีการิตัส ณ โลกฝั่งตะวันตกผสมผสานกัน

เต้าแบบไทย ๆ

มีข้อน่าสังเกตว่า “เต้า” ช่างมีความหมายต่องานศิลปกรรมของชาวคริสต์และชาวฮินดูอย่างเหลือล้น โดยศิลปินถือว่าเป็นเรื่องที่งดงาม ไม่ใช่สิ่งอุจาดอนาจาร แต่ไยเล่าในงานพุทธศิลป์ไทย กลับแทบไม่มี “เต้าชิ้นเอก” ขึ้นเวทีประชันกับเขาบ้างเลย

จริงอยู่เราพอจะพบเต้าวับ ๆ แวม ๆ ตามจิตรกรรมฝาผนัง ตั้งแต่ตัวมเหสีจนถึงภาพกากของชาวบ้านจนชินตา แต่ก็แทบจะไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง ไม่มีบทบาทโดดเด่นในแง่มนุษยชาติ จิตรกรไทยโบราณวาดเต้ากลมดิกภายใต้สไบบางเบาปราศจากพลัง เป็นแค่เพียงภาพเล่าเรื่องที่สื่อให้เห็นว่านี่คือสรีระของตัวละครเพศหญิงเท่านั้น หาได้สื่อถึงคติปรัชญาอันลึกซึ้งไม่ว่าในเชิงบุคลาธิษฐาน หรือธรรมาธิษฐาน

จะเนื่องด้วยเพราะความละอายใจต่อธรรมะข้อ “หิริโอตตัปปะ” อย่างรุนแรงของนายช่าง ทำให้เกร็งไม่กล้าแสดงออก หรือเป็นเพราะว่าบทบาทของเพศแม่ยังไม่ได้รับการยกย่องให้เกียรติเท่าที่ควรในหมู่พุทธศาสนิกชนสยามกันแน่?

ถ้าเช่นนั้นคงไม่ต่างอะไรไปจากกรณีการกีดกัน “ภิกษุณี” ของสังคมไทยในขณะนี้แต่อย่างใดเลย!

เต้าในโลกพลาสติก

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าคุณค่าของ “เต้า” ได้ผกผันไปตามกระแสของโลกที่เหวี่ยงขว้าง จากที่เคยเป็นเครื่องมือประกาศ “อำนาจของผู้หญิง” สู่ “วัตถุที่สูญหาย” และกลายเป็น “วัตถุทางเพศ” ในที่สุดจึงขอฝากโศลกบทหนึ่งว่าด้วยเรื่องของ “เต้าในโลกพลาสติก” ซึ่งดิฉันได้รจนาไว้ในเชิงจิตวิเคราะห์ :-

ทุกข์ใดของหญิงเล่า เท่าห้วงทุกข์แห่งเนินถัน

เพศทัณฑ์-รู้ไม่ทัน หลงแบกทุกข์ทุรนทุราย

นมนี้มีอำนาจ ปลุกสัญชาตญาณชาย

เนียนนุ่มรุมกระหาย กระตื่นเหี้ยนกระหือรือ

ตบเต้ากระตุ้นต่อม ให้เต่งโตเพื่อใครหรือ

ตูมเติบจนล้นมือ มิอาจยื้อสังขารา

แข่งขันกันอวบอึ๋ม ใครอกอิ่มกว่ากัน อา!

น้ำนมแห่งมารดา พลันสิ้นค่าในบัดดล

ใดเล่าคือความงาม เมื่อความทรามเข้าแทรกปน

เจ็บเต้าประจานตน เพียงเปรอปรนกิเลสชาย

จากจุดให้กำเนิด สู่กำหนัดมิรู้หน่าย

หมกมุ่นจนเมามาย แค่เรือนกายที่เปล่ากลวง

เล็ก-ใหญ่ ไฉนหนอ มิเคยพอหรือภาพลวง

ใหญ่-เล็ก ก็คือทรวง ย่อมคล้อยล่วงยามโรยชรา

ชายใดแม้นชอบดู จงหมายรู้ไว้เถิดว่า

จิตใจนั้นให้หา วัยทารกเคยอดโซ

โหยหิวน้ำนมแม่ มีก็แค่น้ำนมโค

ลุ่มหลงสาวทรงโต เพื่อลบปมที่กดดัน

มาเถิดอิสตรี คืนศักดิ์ศรีสู่ชีวัน

ใหญ่-น้อยทุกเนินนั้น ล้วนคือถันแห่งมารดร

เสียงจาบจ๊วบปากจ่อสองมือจับ

คว้าขยับดูดเต้า…เจ้าเนื้ออ่อน

ควานหาน้ำนมครางอย่างวิงวอน

เหลือบตาช้อนใจปลื้มได้ดื่มชิม

เนินเนื้อนุ่มแม่นี้มีรสชาติ

อย่าสอดพลาสติกใส่ในนมนิ่ม

ชื่นโอชาหวานสดยามรสลิ้ม

หลับตาพริ้มเพลินเคล้าสองเต้าไป

แม่อย่ากลัวนมยานไม่ตั้งเต่ง

แล้วข่มเหงลูกรักด้วยผลักไส

ขอดูดน้ำนมแม่ ใช่นมใคร

เมื่อเติบใหญ่ลูกจักได้ไม่มีปม

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “เต้าตะวันตก เต้าตะวันออก” เขียนโดย เพ็ญสุภา สุขคตะ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2544

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 มิถุนายน 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...