โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถกด่วน!ปัญหาตะวันออกกลาง

ไทยโพสต์

อัพเดต 2 มีนาคม 2569 เวลา 7.06 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายกฯ สั่งหน่วยงานมั่นคง-เศรษฐกิจ เกาะติดสถานการณ์สู้รบ เตรียมมาตรการรับมือ เร่งช่วยคนไทยในอิหร่าน-อิสราเอลให้ปลอดภัยที่สุด นัดถก "สมช." กางแผนอพยพฉุกเฉินพากลับบ้าน พร้อมหารือ "เอกชน-แบงก์" ยันไทยวางตัวเป็นกลาง วอนทุกฝ่ายเจรจายุติขัดแย้ง "เอกนิติ" ตั้งวอร์รูมเศรษฐกิจ คาดผลกระทบ 6 ด้าน "ศุภจี" สั่งทูตพาณิชย์ทั่วโลกประเมินส่งออกไทย "พลังงาน” เริ่มระงับส่งออกน้ำมัน มั่นใจสำรองเพียงพอ ตร.ยกระดับรักษาความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ตอนหนึ่งว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางมีแนวโน้มที่จะขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจของโลกรวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีคนไทยหลายหมื่นคนที่ไปใช้ชีวิตและประกอบอาชีพอยู่ในประเทศในแถบนี้ รัฐบาลไทยถือว่าความปลอดภัยของคนไทยที่อยู่ในประเทศกลุ่มเสี่ยงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด จะเร่งทำทุกวิถีทางที่จะทำให้พวกเขาปลอดภัยและได้เดินทางกลับสู่มาตุภูมิโดยเร็วที่สุด

โดยขณะนี้ได้ประสานงานและหารืออย่างใกล้ชิดกับ รมว.การต่างประเทศและผู้บัญชาการทหารอากาศเพื่อเตรียมอากาศยานของเราไปรับพี่น้องชาวไทยที่ติดอยู่ในประเทศอิหร่านให้ออกมาก่อนเป็นลำดับแรก ส่วนนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ได้สั่งการให้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ และจัดเตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ชาวไทยอย่างเต็มที่ และตนได้รับทราบรายงานและติดตามความเป็นไปของสถานการณ์จากหน่วยงานความมั่นคงทุกหน่วย พร้อมทั้งได้สั่งการให้กระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจนี้ตลอด 24 ชั่วโมง

นายอนุทินระบุว่า รัฐบาลจะเตรียมการทุกวิถีทางที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด ขอให้คำมั่นว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ภารกิจในการให้ความช่วยเหลือดูแลพี่น้องชาวไทยที่อยู่ในพื้นที่สู้รบในตะวันออกกลางในขณะนี้ได้สำเร็จลุล่วงและสัมฤทธิผลด้วยเวลาที่รวดเร็วที่สุด

จากนั้นเวลา 09.45 น. นายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลคนไทยในตะวันออกกลางว่า ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้รับรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศ จึงสั่งการให้เตรียมการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการสู้รบในช่วงนี้ ขณะเดียวกันได้ประสานกับกองทัพอากาศ (ทอ.) และหารือกับ ผบ.ทอ. เพื่อเตรียมพร้อมอากาศยานที่จะใช้รองรับพี่น้องคนไทย โดยเฉพาะที่ประเทศอิหร่าน เพื่อหาช่องทางนำประชาชนเดินทางกลับมาได้อย่างไร แต่การใช้อากาศยานของกองทัพอากาศ อาจจะต้องแวะเติมน้ำมันหลายที่ จึงให้พิจารณาช่องทางอื่น เช่น การเช่าเหมาลำ เพื่อให้สามารถนำประชาชนกลับมาได้เร็วที่สุด ตอนนี้จะต้องไปเช็กน่านฟ้า เนื่องจากมีการปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่ทำให้ต้องมีการอพยพคนไทยไปยังประเทศที่สาม และหาวิธีการรับตัวกลับมา

ส่วนตัวเลขคนไทยที่อยู่ในตะวันออกกลางนั้น รวมกว่า 7.7 หมื่นคน ในส่วนของคนไทยในอิหร่านมีประมาณ 7,700 คน ขอให้คนไทยติดตามรายละเอียดจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนั้น ได้มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เตรียมรับสถานการณ์ในทุกรูปแบบ เพราะอย่างไรก็ได้รับผลกระทบในด้านค่าครองชีพ ค่าน้ำมัน รวมถึงต้นทุนพลังงานต่างๆ ฉะนั้นต้องหาวิธีให้เกิดผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด โดยเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่ง (สมช.) ในวันที่ 2 มี.ค.นี้ เวลา 10.00 น. จากนั้นจะมีการประชุมทุกภาคส่วน รวมถึงภาคเอกชน ธนาคาร หอการค้า ต้องดูแลในเรื่องการค้า การส่งออกและนำเข้า รวมถึงมาตรการตรึงราคา เพื่อไม่เกิดผลกระทบรุนแรงต่อผู้บริโภคในประเทศไทย

ไทยวางตัวเป็นกลาง

ผู้สื่อข่าวถามว่า คาดการณ์ว่าเครื่องบินที่จะไปรับคนไทยจะสามารถเดินทางได้เมื่อใด นายกฯ กล่าวว่า ส่วนสำคัญคือประเทศปลายทาง เนื่องจากเรามีความพร้อมตลอดเวลา ในส่วนของ ทอ.ได้เตรียมไว้หลายลำ แต่อาจจะใช้โค้ดการบินของรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ต้องเติมน้ำมันและให้บินตรงแทนว่าสามารถทำได้หรือไม่ ยืนยันว่ารัฐบาลไทยจะดำเนินการในทุกวิถีทางเพื่อให้คนไทยเหล่านั้นอยู่ในความปลอดภัยสูงสุด หากประสงค์จะกลับมาเมืองไทยเตรียมพร้อมที่จะไปรับ

เมื่อถามว่า ประเทศไทยควรวางตัวแบบไหน นายอนุทินกล่าวว่า ไทยต้องวางตัวให้เป็นกลางให้มากที่สุด แต่ต้องมีความห่วงใยในสถานการณ์ เพราะมีคนไทยอยู่ในประเทศนั้นด้วย เราวิงวอนขอทุกฝ่ายให้ความสำคัญเรื่องการเจรจาทางการทูต การพูดคุยการสร้างความเข้าใจให้มากที่สุด ต้องการให้โลกเกิดสันติภาพให้เร็วที่สุด

รายงานข่าวจากหน่วยความมั่นคงเปิดเผยว่า รัฐบาลไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเตรียมมาตรการช่วยเหลือและอพยพคนไทยในกรณีเกิดภาวะสงครามหรือเหตุฉุกเฉิน โดยสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลในพื้นที่จะทำหน้าที่แจ้งเตือนความปลอดภัย แนะนำให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง เตรียมเอกสารเดินทางให้พร้อม และเปิดสายด่วนเพื่อสื่อสารข้อมูลอย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ยกระดับรุนแรงขึ้น จะมีการหาพื้นที่ปลอดภัย จุดรวมพล ตามแผนฉุกเฉิน เพื่อดำเนินการอพยพออกจากพื้นที่จัดแย้งต่อไป

ส่วนการประชุม สมช. วันที่ 2 มี.ค. เพื่อบูรณาการแผนรับมือ โดยจะสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน กระทรวงกลาโหม และกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เร่งดำเนินการตามแผนอพยพฉุกเฉิน เพื่อนำคนไทยกลับประเทศอย่างปลอดภัย คาดว่าจะใช้เครื่องบินพาณิชย์แบบเช่าเหมาลำจากประเทศที่ปลอดภัย หรือใช้สายการบินไทยเป็นหลัก โดยกองทัพอากาศได้สแตนด์บายอากาศยานแบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และจะประสานด้านสนามบิน เส้นทางบิน ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจะประสานให้คนไทยในพื้นที่สู้รบลงทะเบียน แจ้งความประสงค์ และนัดหมายจุดพบในพื้นที่ปลอดภัยสูงสุด ก่อนจัดเที่ยวบินเข้ารับตัวกลับประเทศไทย ในบางกรณี อาจต้องเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนไปยังประเทศที่สาม เพื่อความปลอดภัยในการขึ้นเครื่องและลดความเสี่ยงจากการสู้รบโดยตรง

ที่กระทรวงการต่างประเทศ เวลา 16.00 น. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวระหว่างการประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ร่วมกับผู้บริหารกระทรวง และสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์ความตึงเครียด รวมถึงการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศออกประกาศแจ้งเตือนคนไทย สำหรับคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 3) มีเนื้อหาว่า ขอแนะนำให้คนไทยที่พำนักอยู่ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะที่อิหร่านและพื้นที่เสี่ยงที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐ ไม่ตื่นตระหนก หลบอยู่ในที่พักหรือที่หลบภัย ติดตามข่าวสาร ประกาศแจ้งเตือนของทางการท้องถิ่นและสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามมาตรการของทางการท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ขอให้คนไทยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ในกรณีต้องการขอรับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน สามารถติดต่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ใกล้ท่าน หรือสอบถามสายด่วน Call Center กรมการกงสุล ที่หมายเลข 0-2572-8442 ตลอด 24 ชั่วโมง และ Hotline กองคุ้มครองฯ กรมการกงสุล สายด่วนกองคุ้มครองฯ

ตั้งวอร์รูมเศรษฐกิจ

ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายเอกนิติสั่งการให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room) ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), สำนักงบประมาณ, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมี สศค.เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก

ซึ่งกระทรวงการคลังสรุปผลได้ ดังนี้ 1.ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต คาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจมีความผันผวน และปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นสำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้ ซึ่งประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้

2.ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน หากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณภูมิภาคในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือและค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการดำเนินมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออก

3.ผลกระทบด้านภาคการท่องเที่ยว ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ส่งผลให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางการบิน ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างบางส่วน อาจกระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล โดยต้นทุนตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นและระยะเวลาเดินทางที่ยาวขึ้น 4.ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ ราคาพลังงานโลกที่ผันผวน อาจกดดันต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศจะอยู่ในวงจำกัด

5.ผลกระทบด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง อาจเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายกระแสเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จึงได้ประสานงานให้ ก.ล.ต.ใช้เครื่องมือและมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่เหมาะสม 6.ผลกระทบด้านแรงงาน ส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน ทั้งในด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน

ทั้งนี้ ขอย้ำว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและความแข็งแกร่งเพียงพอ ประกอบกับภาคการคลังยังมีความยืดหยุ่นและมีขีดความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนภายนอก

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก รายงานสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ การค้า และมาตรการของประเทศคู่ค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งติดตามการเปลี่ยนแปลงเส้นทางขนส่ง การประกันภัยทางทะเล ต้นทุนโลจิสติกส์ และพฤติกรรมการสั่งซื้อของผู้นำเข้า

นอกจากนี้ กระทรวงอยู่ระหว่างจัดทำการประเมินผลกระทบเชิงลึกเป็นรายสินค้า เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในแต่ละอุตสาหกรรม พร้อมเตรียมแนวทางกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่นเพิ่มเติม อาทิ เอเชียใต้ แอฟริกา และลาตินอเมริกา ในด้านการดูแลผู้ประกอบการ กระทรวงพาณิชย์จะจัดประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานด้านโลจิสติกส์ เพื่อรับฟังปัญหาและกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเหมาะสม รวมทั้งประสานกับสถาบันการเงินของรัฐในการเตรียมเครื่องมือทางการเงินรองรับกรณีที่ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดโลก

ระงับส่งออกน้ำมัน

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สั่งการด่วนเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์และให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบและเตรียมแผนและมาตรการรองรับทั้งในส่วนของปริมาณสำรองและด้านราคา รวมทั้งเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ วันที่ 1 มี.ค.69 มีน้ำมันคงเหลือ 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอใช้ 22 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร ใช้ได้ 60 วัน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้ออกตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำรอง ณ สถานที่เก็บทั่วประเทศเป็นระยะๆ พบว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอตามที่กำหนด นอกจากนี้ รมว.พลังงานยังได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จัดทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย รวมทั้งเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติออกไปก่อนเพื่อลดผลกระทบในช่วงนี้ และในส่วนของไฟฟ้า ได้สั่งการให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเต็มกำลังการผลิต รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ตั้งศูนย์วอร์รูม ติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ตลอด 24 ชั่วโมง หากสถานการณ์รุนแรงถึงขั้นอพยพ หากมีข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรี กระทรวงแรงงานพร้อมร่วมปฏิบัติภารกิจ รวมทั้้งชะลอการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในพื้นที่เสี่ยงในตะวันออกกลาง

น.ส.ตรีนุชกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานแรงงาน 3 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล จำนวน 58,921 คน, สำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำนวน 11,227 คน นอกจากนี้ ยังมีสำนักงานแรงงาน ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่เขตอาณา อีกจำนวน 7,347 คน รวมจำนวนทั้งสิ้น 77,495 คน

พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) ในฐานะโฆษก ตร. เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยบุคคล สถานที่สำคัญ และสถานที่ราชการ และสืบสวนหาข่าวคนต่างด้าวที่อาจก่อเหตุ หรือกระทำความผิดกฎหมายที่จะส่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์หรือผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะประเทศเฝ้าระวัง และเพิ่มความเข้มในการลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ตามช่องทางเข้า-ออกตามแนวชายแดน ช่องทางธรรมชาติ ท่าข้ามต่างๆ รวมทั้งเตรียมมาตรการรองรับ ณ ท่าอากาศยาน ในกรณีมีการเดินทางรับคนไทยกลับเข้าประเทศไทย จัดเตรียมแผนเผชิญเหตุและมาตรการรองรับความแออัดในพื้นที่ท่าอากาศยานในกรณีฉุกเฉิน โดยประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศไทยให้ตำรวจท่องเที่ยวช่วยเหลือแนะนำผ่านสายด่วน 1155 และจัดล่ามแปลภาษารองรับการสื่อสาร.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...