เผย 3 ระดับแผนอพยพคนไทยทางอากาศจากอิหร่าน
เมื่อวันที่ 1 มี.ค. รายงานข่าวจากหน่วยงานความมั่นคง ระบุว่า ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่าน สังคมไทยกำลังจับตาคำถามสำคัญ รัฐบาลจะเตรียมการอพยพคนไทยอย่างไร หากเหตุการณ์ลุกลามสู่จุดวิกฤติ ภารกิจนี้ไม่ใช่เพียงการจัดเที่ยวบิน แต่คือปฏิบัติการระดับรัฐที่ต้องวางแผนรอบด้าน ภายใต้หลักการของปฏิบัติการอพยพพลเรือนในภาวะวิกฤติ การประเมินสถานการณ์ ก่อนตัดสินใจเคลื่อนกำลัง การตัดสินใจอพยพจะพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งระดับความรุนแรงของการสู้รบ ความเสี่ยงต่อพลเรือน ความปลอดภัยของสนามบินและเส้นทางบิน ตลอดจนการปิดน่านฟ้าหรือข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตร ขณะเดียวกัน บทบาทของสถานทูตไทย ณ กรุงเตหะราน มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งด้านข่าวกรอง การแจ้งเตือนภัย และการดูแลคนไทยในพื้นที่โดยมีเป้าหมายชัดเจน อพยพก่อนสถานการณ์ถึงจุดวิกฤติ รวมพลอย่างเป็นระบบ จัดลำดับความเร่งด่วนขั้นตอนถัดไปคือการลงทะเบียนคนไทยที่ประสงค์เดินทางกลับ กำหนดจุดรวมพล ตรวจสอบจำนวน และจัดระบบขนส่งจากที่พักสู่สนามบิน
กลุ่มที่ได้รับการพิจารณาก่อน ได้แก่ผู้บาดเจ็บ เด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่ไม่มีที่พักปลอดภัย ทุกขั้นตอนต้อง “ครบถ้วน ถูกต้อง และตรวจสอบได้” เพื่อไม่ให้ใครตกหล่น ในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย ก่อนเคลื่อนย้าย ก่อนขึ้นเครื่อง จำเป็นต้องมี “พื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว” พร้อมการคุ้มกันจากเจ้าหน้าที่ และแผนสำรองกรณีฉุกเฉิน รวมถึงการประสานประเทศทางผ่านอย่างรอบคอบความปลอดภัย ต้องมาก่อนความเร่งรีบ
โดยมีทางเลือกอพยพทางอากาศ 3 ระดับ 1.เช่าเหมาลำ ใช้เมื่อสนามบินยังเปิดและปลอดภัย เหมาะกับการอพยพจำนวนมาก 2.สายการบินพาณิชย์ ใช้ในกรณีสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นสงครามเต็มรูปแบบ และ 3.กองทัพอากาศ ใช้เมื่อความเสี่ยงสูง ต้องการความพร้อมพิเศษเครื่องบินที่อาจนำมาใช้ เช่น Airbus A319 และ A320 สำหรับพลเรือนจำนวนมาก หรือ C-130 สำหรับภารกิจในสนามบินที่มีข้อจำกัด
สำหรับเกณฑ์ชี้ขาด เลือกวิธีใดดีที่สุดการตัดสินใจขึ้นอยู่กับความปลอดภัยของสนามบิน จำนวนคนไทยที่ต้องอพยพ ความเร่งด่วนของสถานการณ์ การอนุญาตจากประเทศปลายทาง และความเสี่ยงต่ออากาศยานทุกการตัดสินใจต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง “ความเร็ว” กับ “ความปลอดภัย”
ส่วนความเสี่ยงที่ต้องจับตา ภัยคุกคามทางอากาศ การปิดน่านฟ้ากะทันหัน ความไม่สงบ การก่อการร้าย ความแออัดในสนามบิน รวมถึงข้อจำกัดด้านเชื้อเพลิงและโลจิสติกส์ ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ปัจจัยสู่ความสำเร็จ หัวใจของภารกิจอยู่ที่การประสานงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานความมั่นคง สถานทูต และประเทศพันธมิตร ข่าวกรองต้องแม่นยำ การสื่อสารต้องต่อเนื่อง แผนสำรองต้องมีหลายระดับ และการเคลื่อนย้ายต้องรวดเร็ว เป็นระบบรัฐย้ำความมั่นใจ รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคง พร้อมดำเนินทุกมาตรการเพื่อคุ้มครองคนไทยในต่างแดน โดยยึดความปลอดภัยสูงสุดเป็นหลัก ขอให้คนไทยในพื้นที่ติดตามข่าวจากสถานทูตเท่านั้นลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ปฏิบัติตามคำแนะนำเจ้าหน้าที่และเตรียมเอกสารสำคัญให้พร้อม สรุปแล้ว ภารกิจนี้คือบททดสอบความพร้อมของรัฐในการปกป้องพลเมือง และเป้าหมายสูงสุดมีเพียงหนึ่งเดียว “พาคนไทยทุกคนกลับบ้านอย่างปลอดภัย”