จบทริปหรู!รวบหนุ่มตกงานขับ BMW ส่งยาไอซ์ 200 กิโลฯ จนมุมพร้อมรถกระบะคู่ใจ
วันที่ 5 มี.ค.ที่หน้ากองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 237 (ร้อย ตชด.237) ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ โพธิ์ศรีมา ผกก.ตชด.23 พ.ต.ท.บุญเลิศ วิเศษชาติ รอง ผกก.ตชด.23 พ.ต.ท.เรวัฒ จำปาน ผบ.ร้อย ตชด.237 แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ตรวจยึดยาไอซ์จำนวน 200 กิโลกรัม และรถยนต์ 2 คัน เหตุเกิดที่บ้านสุขเกษม ต.โพธิ์ตาก อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งเป็นถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้าน สายบ้านเหล่าภูมี-บ้านโพนสวาง เมื่อเวลาเกือบเที่ยงคืนของวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา
ร.ต.อ.จรณ์ แก้วคำแสน หัวหน้าชุดปฏิบัติการข่าว ร้อย ตชด.237 เปิดเผยว่า จากคำให้การของผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ ให้รายละเอียดที่เป็นประโยชน์ว่า นายพงษ์ดนัย (สงวนนามสกุล) หรือ “ต้อม” อายุ 36 ปี ชาวบ้านสุขเกษม ต.โพธิ์ตาก เป็นผู้ติดต่อประสานงานสั่งการลำเลียงยาเสพติดจากริมแม่น้ำโขง เข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศ
เจ้าหน้าที่ชุดการข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก พบว่านายต้อมไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง แต่ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา มีรถยนต์เก๋งยี่ห้อ BMW ขับโฉบเฉี่ยวไปมา ทั้งยังมีรถเก๋งฮอนด้า รุ่นซีวิค ให้ภรรยาใช้อีกคันหนึ่ง การสืบสวนพบว่านายต้อมมักนัดพบกับนายวายุ (สงวนนามสกุล) หรือ “ไทเกอร์” อายุ 24 ปี ชาว ต.กุรุคุ อ.เมืองนครพนม ตามสถานบันเทิงต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดนครพนมเป็นประจำ โดยนายไทเกอร์ใช้รถยนต์กระบะโตโยต้า สีบรอนซ์ทอง เป็นพาหนะ
เจ้าหน้าที่จึงเดินหน้าสืบสวนสอบสวน รวมทั้งสะกดรอยติดตามเป็นเวลานานกว่า 2 เดือน ทำให้ทราบว่าทั้งสองทำงานร่วมกัน โดยมีผลงานล่าสุดเมื่อเดือนกว่า ๆ ที่ผ่านมา ถึงขั้นหาญกล้าท้าทายเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยการลำเลียงยาเสพติดผ่านรถทัวร์โดยสารประจำทางสายนครพนม-กรุงเทพฯ และสามารถเล็ดลอดการตรวจค้นไปได้ เจ้าหน้าที่จึงจับตาบุคคลทั้งสองอย่างใกล้ชิด
กระทั่งวันที่ 4 มี.ค. 69 ช่วงบ่าย ๆ สายสืบแจ้งว่า นายไทเกอร์ได้ขับรถกระบะคู่ชีพออกจากบ้านใน ต.กุรุคุ มุ่งหน้าเข้าเมืองนครพนม ชุดการข่าว ร้อย ตชด.237 จึงประสาน ร้อย ตชด.236 อ.เมืองนครพนม ร่วมสะกดรอยติดตามรถนายไทเกอร์จาก ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม ไปจนถึงปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในพื้นที่บ้านต้อง ต.ฝั่งแดง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม และจอดอยู่ภายในปั๊มจนพลบค่ำ
ต่อมานายไทเกอร์ได้สตาร์ทรถขับไปยังถนนข้างปั๊มน้ำมัน ซึ่งเป็นทางแคบ เจ้าหน้าที่เกรงว่าจะไก่ตื่น จึงไม่ตามเข้าไป อดทนเฝ้ารอประมาณ 2 ชั่วโมง นายไทเกอร์จึงขับรถออกมา มุ่งหน้าไปตามถนนหลวงแผ่นดินหมายเลข 2033 สายนาแก-หนองญาติ
เมื่อมาถึงบ้านเหล่าภูมี ต.หนองญาติ พบรถยนต์เก๋ง BMW ของนายต้อมจอดรออยู่ปากทางถนนสายบ้านเหล่าภูมี-โพนสวาง ก่อนจะขับนำหน้ารถนายไทเกอร์เข้าไปในถนนสายดังกล่าว
รถของเจ้าหน้าที่จึงขับติดตามไปห่าง ๆ แต่แสงไฟหน้ารถทำให้ผู้ต้องสงสัยทั้งสองคันเริ่มไหวตัว ก่อนจะเร่งความเร็วหลบหนี เจ้าหน้าที่ซึ่งเตรียมแผนสำรองไว้แล้ว จึงส่งสัญญาณให้ชุดสืบสวนอีกชุดที่อยู่บนถนนสายดังกล่าว ใช้รถยนต์จอดขวางสกัด แต่รถกระบะเสียหลักออกข้างทางและพยายามหลบหนีต่อ เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามไป
ส่วนรถเก๋ง BMW ถูกสกัดไว้ได้ ภายในรถพบว่านายต้อมเป็นผู้ขับ ขณะที่รถกระบะก็ถูกสกัดไว้ได้เช่นกัน ตรวจสอบภายในรถพบกระสอบบรรจุยาไอซ์ 4 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 200 กิโลกรัม
จากการสอบสวน นายต้อมอ้างว่าไม่รู้จักนายทุนผู้ว่าจ้าง พูดคุยกันเพียงทางโทรศัพท์ และเพิ่งทำเป็นครั้งที่สอง ได้ค่าจ้างครั้งละ 20,000 บาท ส่วนนายไทเกอร์ก็ให้การในลักษณะเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนไม่เชื่อคำให้การของผู้ต้องหาทั้งสอง เนื่องจากทั้งคู่ใช้ชีวิตสุขสบาย ทั้งที่ไม่มีอาชีพชัดเจน โดยเฉพาะนายต้อมซึ่งถือเป็นหัวโจกในการหาทีมงานลำเลียงยาเสพติด และรับงานมาแล้วหลายครั้ง ได้ค่าจ้างไม่น้อยกว่าครั้งละ 100,000 บาท เจ้าหน้าที่จะสืบสวนความเชื่อมโยงเกี่ยวกับทรัพย์สิน เพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์เพื่อตรวจสอบต่อไป
ขณะเจ้าหน้าที่กำลังลงบันทึกจับกุม แม่ของนายไทเกอร์ได้โทรศัพท์เข้ามาที่มือถือของลูกชาย เมื่อทราบว่าลูกถูกจับกุมก็ร้องไห้โฮ ขณะที่นายต้อมหัวหน้าทีมมีภรรยาขับรถเก๋งซีวิคมาเยี่ยม ทั้งคู่ได้พูดคุยสั่งเสียกัน โดยฝ่ายหญิงสวมแมสก์ปิดบังใบหน้าตลอดเวลา
สำหรับยาไอซ์จำนวน 200 กิโลกรัม ราคาซื้อขายหน้าโรงงานอยู่ที่กิโลกรัมละ 150,000–200,000 บาท หากเล็ดลอดเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน จะมีราคากิโลกรัมละ 300,000 บาทขึ้นไป และหากลำเลียงไปถึงประเทศที่สาม ราคาจะเพิ่มสูงเกือบ 10 เท่าตัว
นอกจากนี้ การบรรจุหีบห่อยาไอซ์ล็อตนี้ บนห่อมีตรารูปไก่ พร้อมตัวอักษรภาษาอังกฤษ “FRENCH” และดาว 5 ดวงอยู่ด้านบน ซึ่งอาจเป็นการบอกใบ้ถึงปลายทางของยาไอซ์ล็อตดังกล่าว
เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เมทแอมเฟตามีน (ไอซ์) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย พร้อมของกลางทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป