โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามไฟลามทุ่ง? ‘สหรัฐฯ-อิหร่าน-ชาติอาหรับ’ ไม่ถูกกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่

TODAY

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 11.36 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 11.36 น. • TODAY

ทำไมสหรัฐฯ กับอิหร่านถึงขัดแย้งกันรุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธสงครามถล่มกัน

คำถามนี้กลับมาอีกครั้ง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยกระดับอย่างรวดเร็ว และทำให้หลายคนเริ่มสงสัยว่า ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามการเมืองโลกอย่างใกล้ชิด เรื่องนี้อาจดูเหมือนเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ความจริงแล้ว ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีรากย้อนกลับไปมากกว่าสี่ทศวรรษ

และที่สำคัญ มันไม่ใช่แค่เรื่องของสองประเทศ

ในตะวันออกกลาง ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เชื่อมโยงกับหลายปัจจัย ทั้งการแข่งขันทางอำนาจในภูมิภาค ความขัดแย้งกับอิสราเอล รวมถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับประเทศอาหรับรอบอ่าวเปอร์เซีย

TODAY Explainer ตอนนี้ จะพาย้อนดูว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นอย่างไร และทำไมทุกครั้งที่สองประเทศนี้ปะทะกัน ความตึงเครียดจึงมักลุกลามไปทั่วตะวันออกกลาง

[บทที่ 1: วันที่สงครามเปิดฉาก]

1) เช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารที่มีชื่อว่า ‘Operation Epic Fury’ หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติคำสั่งโจมตีในคืนก่อนหน้า

2) การโจมตีระลอกแรกใช้เครื่องบินนับร้อยลำ จากทั้งฐานทัพบนบกและเรือบรรทุกเครื่องบิน

3) เป้าหมายหลักของการโจมตีคือโครงสร้างด้านความมั่นคงของอิหร่าน ตั้งแต่ศูนย์บัญชาการของกองทัพ ฐานยิงขีปนาวุธ ระบบเรดาร์และป้องกันภัยทางอากาศ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านข่าวกรอง

4) กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ออกมาเปิดเผยภายหลังว่า ใน 24 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ มีเป้าหมายมากกว่า 1,000 แห่งถูกโจมตี

5) หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้ คือการโจมตีเพื่อ ‘เด็ดหัวผู้นำ’ (Decapitation Strike) โดยเป้าหมายคือ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลและกองทัพ ที่กำลังประชุมกันอยู่ในคอมเพล็กซ์แห่งหนึ่งในกรุงเตหะราน

6) การโจมตีทำให้อาคารหลายแห่งในบริเวณดังกล่าวถูกทำลาย และมีรายงานว่าผู้นำระดับสูงของอิหร่านหลายคนเสียชีวิต แม้จะยังมีการปฏิเสธว่า คาเมเนอีเสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้

7) หลังการโจมตีเริ่มขึ้นไม่นาน อิหร่านตอบโต้ทันที ด้วยการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลและโดรนจำนวนมาก เป้าหมายไม่ได้มีเพียงอิสราเอล แต่ยังรวมถึง ฐานทัพของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางด้วย

8) มีรายงานการโจมตีฐานทัพในหลายประเทศ เช่น บาห์เรน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และจอร์แดน หลายประเทศในภูมิภาคต้องเปิดระบบป้องกันภัยทางอากาศเพื่อสกัดขีปนาวุธ

9) เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังการโจมตี ความขัดแย้งก็เริ่มลุกลามไปทั่วภูมิภาค และดึงหลายประเทศในตะวันออกกลางเข้ามาเกี่ยวข้องทันที

[บทที่ 2: เบื้องหลังปฏิบัติการ Operation Epic Fury]

10) แม้การโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์จะดูเหมือนเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยในภายหลังว่า ปฏิบัติการนี้ถูกวางแผนและเตรียมการล่วงหน้ามาเป็นเวลานาน

11) พล.อ.อ.แดน เคน (Dan Caine) ประธานคณะเสนาธิการร่วมของกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็น “ผลลัพธ์ของการวางแผนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง” ซึ่งในบางส่วนอาจย้อนกลับไปนานหลายปี

12) ก่อนการโจมตีราวหนึ่งเดือน กองทัพสหรัฐฯ เริ่มเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์จำนวนมากเข้าสู่ตะวันออกกลาง ทั้งเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ และเครื่องบินรบ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือทั้งการโจมตีและการตอบโต้จากอิหร่าน

13) ขณะเดียวกัน หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึง CIA ก็ติดตามความเคลื่อนไหวของผู้นำระดับสูงของอิหร่านอย่างใกล้ชิดเป็นเวลาหลายเดือน ตั้งแต่รูปแบบการใช้ชีวิต การเดินทาง ไปจนถึงการประชุมและการสื่อสารของผู้นำสำคัญ รวมถึง อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

14) จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อหน่วยข่าวกรองได้ข้อมูลมาว่า ผู้นำระดับสูงหลายคนของอิหร่านมีแผนเข้าร่วมการประชุมในพื้นที่เดียวกัน ภายในคอมเพล็กซ์แห่งหนึ่งในกรุงเตหะราน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานผู้นำสูงสุด ทำเนียบประธานาธิบดี และหน่วยงานด้านความมั่นคง

15) ทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลมองว่า โอกาสที่ผู้นำระดับสูงจำนวนมากจะอยู่ในสถานที่เดียวกันแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ และอาจเป็น ‘จังหวะสำคัญ’ ที่เปิดโอกาสให้ปฏิบัติการโจมตีเกิดขึ้น

16) เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เดิมทีแผนโจมตีถูกออกแบบให้เกิดขึ้นในเวลากลางคืน แต่เมื่อได้รับข้อมูลข่าวกรองใหม่ แผนปฏิบัติการจึงถูกปรับให้เป็นการโจมตีในช่วงเช้าแทน

17) โดยก่อนการโจมตีเริ่มขึ้น กองบัญชาการไซเบอร์และกองบัญชาการอวกาศของสหรัฐฯ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการรบกวนระบบสื่อสารและการตรวจจับของอิหร่าน เพื่อลดความสามารถในการตอบโต้ของฝ่ายตรงข้าม

18) เมื่อถึงเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปฏิบัติการจึงเริ่มต้นขึ้นด้วยการโจมตีแบบประสานกันครั้งใหญ่ ทั้งจากอากาศและทางทะเล เครื่องบินรบ เรือรบ โดรน และระบบอาวุธระยะไกลถูกใช้พร้อมกันในระลอกแรก

19) หนึ่งในภารกิจที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 บินตรงจากสหรัฐฯ ไปยังเป้าหมายในอิหร่าน และบินกลับฐานแบบรวดเดียว

20) เจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีระลอกแรกมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างบัญชาการของกองทัพอิหร่าน ฐานยิงขีปนาวุธ และโครงสร้างพื้นฐานด้านข่าวกรอง โดยมีเป้าหมายเพื่อรบกวนและลดความสามารถของอิหร่านในการประสานการตอบโต้ในช่วงแรกของปฏิบัติการ

21) ปฏิบัติการดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปฏิบัติการโจมตีที่มีการเตรียมการซับซ้อนที่สุดในตะวันออกกลางในรอบหลายปี

[บทที่ 3: ศัตรูที่เริ่มต้นจากการปฏิวัติ]

22) แม้ความขัดแย้งครั้งล่าสุดจะปะทุขึ้นในปี 2026 แต่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านมีรากย้อนไปมากกว่าสี่ทศวรรษ และมีจุดเริ่มต้นสำคัญจากเหตุการณ์ปฏิวัติอิหร่านในปี 1979

23) ก่อนหน้านั้น อิหร่านปกครองโดย พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง แต่การปกครองของชาห์ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากประชาชนจำนวนมากว่าเป็นเผด็จการ และพึ่งพาตะวันตกมากเกินไป

24) ในปี 1979 การประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศนำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์ และการก่อตั้ง สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ภายใต้การนำของ อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ผู้นำทางศาสนาที่ต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐฯ อย่างแข็งกร้าว

25) หลังการปฏิวัติไม่นาน กลุ่มนักศึกษาได้บุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน และจับเจ้าหน้าที่การทูตชาวอเมริกัน 52 คนเป็นตัวประกันนาน 444 วัน เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดแตกหักครั้งใหญ่ในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

26) นับตั้งแต่นั้น สหรัฐฯ ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน และเริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเนื่องยาวนาน ขณะที่อิหร่านมองว่าสหรัฐฯ เป็นศัตรูหลักและเป็นสัญลักษณ์ของการแทรกแซงจากชาติตะวันตก

27) ความตึงเครียดยิ่งเพิ่มขึ้นในช่วงหลายทศวรรษต่อมา จากประเด็นความมั่นคงในภูมิภาค การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในตะวันออกกลาง และข้อพิพาทเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

28) สำหรับสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก ความกังวลสำคัญคือความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านยืนยันมาตลอดว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีเป้าหมายเพื่อการใช้พลังงานและการวิจัยเท่านั้น

29) ความไม่ไว้วางใจที่สะสมมานานหลายสิบปี ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเต็มไปด้วยความตึงเครียด และนำไปสู่การเผชิญหน้าหลายครั้ง ทั้งผ่านมาตรการคว่ำบาตร การปะทะกันทางอ้อมในภูมิภาค และการโจมตีทางทหารเป็นระยะๆ

[บทที่ 4: อิหร่าน vs โลกอาหรับ – เพื่อนหรือคู่แข่ง]

30) หลายคนอาจมองว่าตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง ความสัมพันธ์ระหว่าง อิหร่านกับประเทศอาหรับจำนวนมากเต็มไปด้วยความระแวงและการแข่งขัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ซับซ้อน

31) ความแตกต่างพื้นฐานอย่างแรกคือเรื่อง ชาติพันธุ์ ชาวอิหร่านส่วนใหญ่เป็นชนชาติเปอร์เซีย ขณะที่ประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต และบาห์เรน เป็นชนชาติอาหรับ ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา และประวัติศาสตร์ทำให้ทั้งสองฝั่งมองกันในฐานะคู่แข่งด้านอิทธิพลในภูมิภาคมานาน

32) อีกปัจจัยสำคัญคือ ความแตกต่างทางนิกายในศาสนาอิสลาม ประเทศอาหรับส่วนใหญ่ในภูมิภาคนับถืออิสลามนิกายสุหนี่ ขณะที่อิหร่านเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชีอะห์ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในโลกมุสลิม ความแตกต่างทางศาสนานี้มักถูกมองว่าเป็นหนึ่งในรากของการแข่งขันทางการเมืองในตะวันออกกลาง

33) หลังการปฏิวัติอิหร่านในปี 1979 ผู้นำอิหร่านประกาศแนวคิดการส่งออก ‘การปฏิวัติอิสลาม’ ไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค ทำให้หลายประเทศอาหรับ โดยเฉพาะ ซาอุดีอาระเบีย มองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตน

34) ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา อิหร่านจึงถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธและพันธมิตรในหลายประเทศ เช่น ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน กลุ่มติดอาวุธชีอะห์ในอิรัก และกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค

35) ขณะที่ประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซียจำนวนมากมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และเปิดให้กองทัพสหรัฐฯ ตั้งฐานทัพในประเทศของตน เช่น บาห์เรน กาตาร์ คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

36) นั่นทำให้เมื่อเกิดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ประเทศเหล่านี้มักตกอยู่ในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อน เพราะในขณะที่พวกเขาเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเข้าสู่ดินแดนของตัวเอง

37) ภาพรวมจึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับโลกอาหรับไม่ได้เป็นเพียงมิตรหรือศัตรูอย่างชัดเจน หากแต่เป็น ความสัมพันธ์ที่ผสมกันระหว่างการแข่งขัน อิทธิพลทางการเมือง และการคานอำนาจในภูมิภาค

[บทที่ 5: สุหนี่–ชีอะห์ ความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่]

41) นอกจากการแข่งขันทางการเมืองและอิทธิพลในภูมิภาคแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่มักถูกพูดถึงเมื่อกล่าวถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางคือ ความแตกต่างระหว่างนิกายสุหนี่และชีอะห์ในศาสนาอิสลาม

42) ความแตกต่างนี้มีรากย้อนไปถึงช่วงหลังการเสียชีวิตของศาสดามุฮัมมัด ในปี ค.ศ. 632 เมื่อชาวมุสลิมมีความเห็นต่างกันว่า ใครควรเป็นผู้นำของชุมชนมุสลิมต่อจากศาสดา

43) ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าผู้นำควรถูกเลือกจากบุคคลที่มีความสามารถและได้รับการยอมรับจากชุมชน ซึ่งต่อมากลายเป็นแนวคิดของ ‘นิกายสุหนี่’ ที่ปัจจุบันเป็นนิกายหลักของโลกมุสลิม

44) ขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่าผู้นำควรมาจากสายตระกูลของศาสดามุฮัมมัด โดยสนับสนุน อาลี บิน อบีตอลิบ ญาติ และบุตรเขยของศาสดา แนวคิดนี้พัฒนาต่อมาเป็น ‘นิกายชีอะห์’

45) ปัจจุบัน ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ของโลกประมาณ 80–90% เป็นสุหนี่ ขณะที่ชีอะห์มีราว 10–15% และกระจุกตัวอยู่ในบางประเทศ เช่น อิหร่าน อิรัก บาห์เรน และเลบานอน

46) อิหร่านถือเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในโลกชีอะห์ และมักถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและศาสนาของนิกายนี้ ขณะที่ซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นประเทศสุหนี่ มีบทบาทสำคัญในโลกมุสลิมอีกด้านหนึ่ง

47) แม้ความแตกต่างทางนิกายจะไม่ได้ทำให้เกิดความขัดแย้งโดยตรงเสมอไป แต่ในหลายกรณี ความแตกต่างนี้ถูกนำมาเชื่อมโยงกับการแข่งขันทางอำนาจระหว่างประเทศในภูมิภาค

48) นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับบางประเทศอาหรับ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังสะท้อนการแข่งขันเชิงอิทธิพลระหว่างโลกสุหนี่และโลกชีอะห์ด้วย

49) อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากก็เตือนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ควรถูกอธิบายเพียงด้วยความแตกต่างทางศาสนา เพราะในหลายกรณี ปัจจัยด้าน ภูมิรัฐศาสตร์ อำนาจรัฐ และผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน

50) ความแตกต่างระหว่างสุหนี่และชีอะห์จึงอาจไม่ได้เป็นสาเหตุของทุกความขัดแย้งในภูมิภาค แต่ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ที่ช่วยอธิบายว่าทำไมตะวันออกกลางจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ซับซ้อน

[บทที่ 6: ถ้าสงครามลุกลาม ใครจะถูกดึงเข้ามา]

51) แม้ความขัดแย้งจะเริ่มต้นจากการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน แต่สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนว่า สงครามในตะวันออกกลางกำลังขยายวงอย่างรวดเร็ว ผ่านเครือข่ายพันธมิตรและกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค

52) หนึ่งในแนวรบใหม่ที่เปิดขึ้นแล้วคือในเลบานอน เมื่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของอิหร่าน ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีอิสราเอล ขณะที่อิสราเอลตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศต่อพื้นที่ในกรุงเบรุตและตอนใต้ของเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก และทำให้ประชาชนหลายหมื่นคนต้องอพยพออกจากพื้นที่

53) ในอิรัก กลุ่มติดอาวุธชีอะห์ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่านก็ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มเหล่านี้เคยโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ หลายครั้ง และอาจเปิดแนวโจมตีอีกครั้งหากสถานการณ์ยกระดับ

54) ขณะเดียวกัน กลุ่มฮูตี ในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นในความขัดแย้งในภูมิภาค โดยที่ผ่านมาเคยยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีทั้งเป้าหมายในซาอุดีอาระเบีย รวมถึงเรือพาณิชย์ในทะเลแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางการค้าสำคัญของโลก

55) อีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ทั่วโลกจับตามองคือ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งมีน้ำมันและก๊าซจำนวนมากจากตะวันออกกลางต้องผ่านเส้นทางนี้ก่อนออกสู่ตลาดโลก ล่าสุดมีรายงานว่า มีการโจมตีเรือและความตึงเครียดทางทหารในพื้นที่ ทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบหยุดชะงัก ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกผันผวนและราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นทันที

56) ในระดับมหาอำนาจโลก หลายฝ่ายกำลังจับตาท่าทีของรัสเซียและจีน ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับอิหร่าน แม้ทั้งสองประเทศจะออกมาประณามการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าจะให้การสนับสนุนทางทหารหรือความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมแก่เตหะราน

57) ขณะเดียวกัน ประเทศในอ่าวเปอร์เซียจำนวนมาก เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และคูเวต ต่างพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเข้าสู่ดินแดนของตน แม้หลายประเทศจะมีฐานทัพของสหรัฐฯ ตั้งอยู่ภายในประเทศ และบางแห่งตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีตอบโต้จากอิหร่าน

58) ทั้งหมดนี้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ไม่ได้เป็นเพียงการเผชิญหน้าระหว่างรัฐเท่านั้น แต่เป็นความขัดแย้งที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายพันธมิตร กลุ่มติดอาวุธ และผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ทั่วทั้งตะวันออกกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...