โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปฎิบัติการของสหรัฐฯ กับอิสราเอล ที่ไร้ความชอบธรรม อาจทำให้โลกลุกเป็นไฟ

สยามรัฐ

อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 09.08 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 09.05 น.

ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองโลก มี "เส้นแดง" บางอย่างที่รัฐชาติมักหลีกเลี่ยงที่จะก้าวข้าม เพราะรู้ดีว่าผลลัพธ์ของมันอาจนำไปสู่ความโกลาหลที่ไม่อาจควบคุม

แต่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ตัดสินใจข้ามเส้นแดงนั้น ด้วยการเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเพื่อลอบสังหาร “อายะตุลลอฮ์ อะลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่านจนเสียชีวิต

คำถามที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ว่า ปฏิบัติการทางทหารที่ใช้ยุทโธปกรณ์ล้ำยุคนี้ "สำเร็จ" หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า การกระทำที่ฉีกทำลายกติกาโลกอย่างโจ่งแจ้งนี้ กำลังจะผลักให้โลกทั้งใบเดินหน้าเข้าสู่หายนะแบบใด?

1. จุดจบของบรรทัดฐานโลก: เมื่อ "กฎหมาย" พ่ายแพ้แก่ "อำนาจ"

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประชาคมโลกได้สร้างบรรทัดฐานร่วมกันประการหนึ่ง นั่นคือ "การเคารพอธิปไตยและการไม่ลอบสังหารประมุขแห่งรัฐ" กฎบัตรสหประชาชาติ ระบุชัดเจนว่าห้ามใช้กำลังรุกรานรัฐอื่น เว้นแต่จะได้รับการอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคงฯ หรือเป็นการป้องกันตัวจากการถูกโจมตี

ในกรณีนี้ สหรัฐฯ และอิสราเอลอ้างว่านี่คือ "การป้องกันตัวล่วงหน้า" เพื่อหยุดยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ในมุมมองของนักนิติศาสตร์ระหว่างประเทศ นี่คือข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น อิหร่านไม่ได้เปิดฉากโจมตีสหรัฐฯ หรืออิสราเอลก่อน และไม่มีหลักฐานถึงภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ผู้นำสหรัฐฯ ออกมายอมรับว่า เป้าหมายคือ "การเปลี่ยนระบอบการปกครอง" ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า นี่ไม่ใช่การป้องกันตัว แต่เป็นสงครามรุกรานที่ขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจทางการเมือง

การทำให้การลอบสังหารผู้นำประเทศฝั่งตรงข้ามกลายเป็น "เรื่องปกติ" ที่สามารถทำได้อย่างเปิดเผย คือการส่งสัญญาณที่อันตรายที่สุดไปทั่วโลกว่า นับจากนี้ความชอบธรรมทางกฎหมายไม่จำเป็นอีกต่อไป ขอเพียงแค่มีกำลังทหารที่เหนือกว่า และกล่าวหาอีกฝ่ายว่า "เลว" ก็มีสิทธิ์เด็ดหัวผู้นำของพวกเขาได้ทันที

2. อาชญากรรมสงครามที่มินาบ: ราคาที่ผู้บริสุทธิ์ต้องจ่าย

สงครามที่อ้างว่าทำไปเพื่อความมั่นคง กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่โหดร้ายที่สุดเมื่อจรวดโจมตีพลาดเป้า (หรือเจาะจงเป้าหมายแบบเหมารวม) ไปตกที่โรงเรียนประถมศึกษาในเมืองมินาบ ส่งผลให้เด็กนักเรียนหญิงอายุ 7-12 ปี เสียชีวิตมากกว่า 165 คน

ภาพซากกระเป๋านักเรียนเปื้อนเลือดท่ามกลางเศษคอนกรีต คือประจักษ์พยานถึงความล้มเหลวทางศีลธรรมของมหาอำนาจ แม้สหรัฐฯ และอิสราเอลจะอ้างว่าไม่ทราบถึงการมีอยู่ของโรงเรียน และอ้างถึงฐานทัพที่อยู่ใกล้เคียง

แต่ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ผู้โจมตีมีหน้าที่ผูกพันที่จะต้อง "แยกแยะ" ระหว่างเป้าหมายทางการทหารและพลเรือน การทิ้งระเบิดที่คร่าชีวิตเด็กจำนวนมหาศาลขนาดนี้ ย่อมไม่อาจหลีกหนีข้อกล่าวหา "อาชญากรรมสงคราม" ไปได้ และมันจะกลายเป็นรอยแผลเป็นทางความรู้สึกที่ทำให้ความหวังในการเจรจาสันติภาพใดๆ ในอนาคตมอดดับลง

3. ตัดเส้นเลือดใหญ่: เมื่อเศรษฐกิจโลกถูกจับเป็นตัวประกัน

เมื่ออิหร่านถูกต้อนให้จนมุม พวกเขาไม่ได้ยอมจำนน แต่อาจจะเลือกใช้ไพ่ตายที่มีอานุภาพทำลายล้างเศรษฐกิจโลก นั่นคือการปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเปรียบเสมือนคอหอยของระบบพลังงานโลก

ช่องแคบนี้เป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน (20% ของโลก) เมื่ออิหร่านขู่จะจมเรือทุกลำที่แล่นผ่าน ปริมาณการจราจรทางเรือก็ลดลงจนเหลือศูนย์ในเวลาไม่กี่วัน

การตอบโต้นี้เป็นกระชากห่วงโซ่อุปทานอย่างรุนแรง ราคาน้ำมันพุ่งทะยานและเสี่ยงที่จะแตะระดับ 100-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประเทศแถบเอเชีย ทั้งจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง กำลังเผชิญกับวิกฤตเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน

การโจมตีอิหร่านเพียงครั้งเดียว จึงไม่ได้สร้างความเสียหายแค่ในตะวันออกกลาง แต่กำลังฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกให้เข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหญ่

4. หมากกระดานใหม่ที่อันตรายกว่าเดิม

การเด็ดหัวผู้นำสูงสุดเพื่อทลายโครงสร้างอำนาจของอิหร่าน อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกับที่สหรัฐฯ และอิสราเอลคาดหวังอย่างสิ้นเชิง

ภาวะสุญญากาศทางอำนาจในอิหร่าน ไม่ได้ทำให้เกิดการลุกฮือเรียกร้องประชาธิปไตย แต่มันเปิดทางให้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นสายแข็งกร้าวสุดโต่ง สามารถรวบอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยการผลักดัน มุจตาบา คาเมเนอี (บุตรชายของผู้นำคนก่อน) ขึ้นสู่อำนาจ อิหร่านในยุคหลังจากนี้จะยิ่งก้าวร้าว ดุดัน และไร้พื้นที่สำหรับการประนีประนอม

ในขณะเดียวกัน ความขัดแย้งนี้ได้เปิดช่องให้มหาอำนาจอย่าง "รัสเซีย" และ "จีน" ฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์ รัสเซียพร้อมก้าวเข้ามาเสียบแทนในการส่งออกน้ำมันให้เอเชียเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของตน

ขณะที่จีนก็ใช้เวทีสากลชี้ให้โลกเห็นว่า ระเบียบโลกที่นำโดยสหรัฐฯ นั้นก้าวร้าวและเอาแน่เอานอนไม่ได้ ความล้มเหลวของสหประชาชาติ (UN) ในการยับยั้งวิกฤตครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำว่ากลไกระดับโลกกลายเป็นเพียงเสือกระดาษที่ไร้น้ำยา

5. โยนคบเพลิงลงไปในบ่อน้ำมัน

การสังหาร “อายะตุลลอฮ์ อะลี คาเมเนอี” สะท้อนให้เห็นถึงความโอหังในอำนาจ สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจมองว่านี่คือชัยชนะทางยุทธวิธีที่สามารถทำลายล้างศูนย์กลางอำนาจของศัตรูได้ชั่วข้ามคืน แต่ในความเป็นจริง พวกเขากำลังทุบทำลายเสาหลักนิติธรรมระหว่างประเทศให้แหลกสลาย

โดยการกระทำที่ไร้ความชอบธรรมในครั้งนี้ไม่ได้นำมาซึ่งความสงบเรียบร้อย แต่มันคือการโยนคบเพลิงลงไปในบ่อน้ำมัน ที่พร้อมจะแผดเผาให้ระเบียบโลก และเสถียรภาพระดับภูมิภาคลุกเป็นไฟ

บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม

#ตะวันออกกลาง #อิหร่าน #สหรัฐอเมริกา #อิสราเอล #ภูมิรัฐศาสตร์ #สงครามโลก #น้ำมันโลก #เศรษฐกิจโลก #การเมืองระหว่างประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...