โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

CREDIT กางแผนปี 69 สินเชื่อโตสองหลัก รุก Micro SMEs ดันพอร์ต 3 แสนล้าน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 20.35 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 23.15 น.

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2569 ธนาคารไทยเครดิตตั้งเป้าขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อหลักในอัตราเลขสองหลัก (Double Digit) หรือประมาณ 11-12% ควบคู่ไปกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างเข้มงวด

พร้อมกันนี้ คาดว่าจะคงความสามารถในการรักษาระดับอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ให้ทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 7.5-8.0% ในภาวะดอกเบี้ยขาลง ขณะเดียวกันตั้งเป้าลด Cost to Income Ratio ลงมาอยู่ที่ระดับ 42.0%

และรักษาระดับ NPL ให้ต่ำกว่า 4.5% ผ่านการบริหารจัดการต้นทุนและคุณภาพหนี้ที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนผ่านแอปพลิเคชันMicro Pay และ Alpha ซึ่งมียอดผู้ใช้งานและมูลค่าธุรกรรมเติบโตอย่างก้าวกระโดด

"ธนาคารมีความกังวลต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค อย่างไรก็ตาม กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของธนาคารคือผู้ประกอบการรายย่อยอย่าง Micro SME ซึ่งสถิติผลประกอบการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่ามีความมั่นคงสูงมาก แม้อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลกอยู่บ้าง แต่กลุ่มลูกค้าระดับรากหญ้าและชุมชนท้องถิ่นนี้มีความยืดหยุ่น ทนทานต่อวิกฤตได้ดี ส่งผลให้การดำเนินงานของเราจึงยังมีเสถียรภาพ ปัจจัยความเสี่ยงที่ยังต้องเฝ้าระวังคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และหากเศรษฐกิจโลกกระทบต่อไทยจนรายได้ไม่ เพิ่มขึ้นและจีดีพี (GDP) ต่ำ ก็จะส่งผลกระทบต่อลูกค้ากลุ่มนี้ได้เช่นกัน"

โดยในปี 2569 ธนาคารยังคงมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SMEs) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหลุ่มลูกค้าหลักที่คิดเป็น 80% ของพอร์ตโดยรวม เพราะมองเห็นโอกาสในการขยายตัวจากกลุ่มดังกล่าวโดยเฉพาะ SMEs ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน (Underserved) ที่มีสัดส่วนสูงกว่า 30% ของระบบเศรษฐกิจไทย

ในขณะเดียวกันธนาคารก็ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) เพื่อก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มธนาคารดิจิทัลแบบครบวงจร มุ่งพัฒนานวัตกรรมลดต้นทุนทางเศรษฐกิจและส่งมอบประโยชน์คืนสู่ลูกค้าในระยะยาว

ภายใต้เสาหลักยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นสูง (High Flexibility) พร้อมเดินหน้ายกระดับ Digital Core Banking เพื่อเสริมศักยภาพให้กลุ่มลูกค้ารายย่อย รวมไปถึงความพร้อมในการตั้งรับกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกที่ผันผวน

ทั้งนี้ ด้วยแรงหนุนจากโครงการรัฐ อาทิ Quick Big Win และ SME Credit Boost ธนาคารมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อให้บรรลุเป้าหมายเลขสองหลัก ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

หัวใจสำคัญในการลงทุน ปี 2569 ของธนาคารไทยเครดิต ขับเคลื่อนผ่าน 2 แกนหลัก ดังนี้

  • เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ “alpha SME” ในช่วงไตรมาส 1/2569 เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการย้ายฐานข้อมูลของระบบ Micro Pay สู่แพลตฟอร์มใหม่ที่เสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
  • วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยยกระดับระบบปฏิบัติการหลักของธนาคาร หรือ “Core Banking” สู่ “Full Digital Banking Platform” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงลึกและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ และปริมาณธุรกรรมที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

โดยแนวทางขยายธุรกิจดังกล่าว ตั้งอยู่บนพื้นฐานผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกมิติ

อย่างไรก็ดี ธนาคารมีเป้าหมายที่จะเพิ่มยอดสินเชื่อให้แตะที่ระดับประมาณ 2.8-3 แสนล้านบาท ภายในปี 2572 จากที่สิ้นปี 2568 มียอดการให้สินเชื่ออยู่ที่ 1.81 แสนล้านบาท เติบโต 11.5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และยังสูงกว่าค่าเฉลี่นของกลุ่มอุตสาหกรรมที่โต 1.3%

สำหรับประเด็นผลกระทบจากภาวะสงครามนั้น มองว่าในขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มลูกค้าไมโครเอสเอ็มอีเท่าไหร่นัก แต่สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ผลกระทบทางอ้อมที่อาจส่งผลให้ราคาพลังงานและราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะไปกดดันให้ต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจรายย่อยเพิ่มขึ้นตาม เพราะยังต้องพึ่งพาการใช้น้ำมันและไฟฟ้าในการดำเนินธุรกิจอยู่

NIM ผ่านจุดต่ำสุด

นายกิตติพันธ์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน CREDITกล่าวว่า ภาพรวมปี 2568 ธนาคารรักษาความแข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,116 ล้านบาท เติบโต 10.8% และมียอดสินเชื่อคงค้าง 181,900 ล้านบาท เติบโด18.1% สวนทางอุดสาหกรรมที่โตเพียง 1.3%

โดยเฉพาะในไตรมาส 3 และ 4 ที่กลุ่ม Micro SME แสดงความแข็งแกร่งชัดเจน ส่งผลให้ภาพรวมสิน เชื่อขยายตัวในอัตราเลข 2 หลัก แม้จะใช้เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวัง

ด้านอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 7.7% แม้ปรับลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย (MPC) แต่ถือเป็นระดับที่ช่วยลดภาระลูกค้าและเชื่อว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

ส่วนอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 43.6% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามการชะลอตัวของสินเชื่อจากเดิมที่โดเฉลี่ยกว่า 20% มาอยู่ที่11% อย่างไรก็ตาม การลงทุนยังเป็นไปตามแผนและคาดว่าจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

ขณะเดียวกันคุณภาพสินทรัพย์ CREDIT มีผลงานโดดเด่นที่สุดนับหลังวิกฤตโควิด-19 โดยสามารถบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดลงมาอยู่ที่ 4.2% ซึ่งใกล้เคียงกับกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ และต่ำกว่ากลุ่ม SME ในอุตสาหกรรมที่อยู่ระดับ 10.7%

ในแง่ของต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) นั้น ในปี 2568 ลดลงจาก 2.65% เหลือ1.83% และมีการตั้งสำรองอย่างเข้มงวด (Coverage Ratio) สูงถึง 158% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 16.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในอุตสาหกรรมธนาคาร พาณิชย์

อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ธนาคารยังประสบความสำเร็จในด้านความยั่งยืน โดยคว้าผลประเมิน SET ESG Ratings ระดับ A และ CG Score ระดับ 5 ดาว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...