IMF ชี้โลกเข้าสู่ยุค “ภาวะช็อกซ้ำซ้อน” ความไม่แน่นอนกลายเป็นความปกติใหม่
IMF เตือนโลกรับมือยุค 'ภาวะช็อกซ้ำซ้อน' ความไม่แน่นอนกลายเป็น New Normal แนะเอเชียต้องรักษายุคทองและก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง เร่งปรับตัวด้วย AI เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
5 มี.ค. 2569 - นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวเปิดงาน Asia in 2050 Conference หนึ่งในงานของ Road to Thailand สู่การเป็นเจ้าภาพงาน 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ของไทยในเดือนตุลาคมนี้
โดยนางกอร์เกียวา เผยว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งในด้านเทคโนโลยี ประชากรศาสตร์ การค้า และภูมิรัฐศาสตร์
“เรากำลังอยู่ในยุควิกฤตที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง และภาวะช็อกที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน หรือการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ซึ่งความไม่แน่นอนเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น "ความปกติใหม่" (New Normal) ที่ทุกคนต้องยอมรับ”
โดย ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นตัวอย่างของภาวะช็อกที่ส่งผลกระทบต่อความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจโลก หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานทั่วโลก ความเชื่อมั่นของตลาด การเติบโตทางเศรษฐกิจมีความผันผวนที่เห็นได้ชัดจากตลาดหุ้นในช่วงที่เกิดวิกฤต
“ในโลกที่อยู่ในสภาวะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้กำหนดนโยบายและภาคเอกชนต้องมีมากกว่าแค่กลยุทธ์ที่มั่นคง แต่ต้องมี ความคล่องตัว" (Agility) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภาวะช็อกที่คาดเดาไม่ได้ คำแนะนำที่สำคัญคือการมุ่งเน้นในสิ่งที่ประเทศสามารถควบคุมได้เอง เพื่อทำให้เศรษฐกิจของตนเองอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด”
นางกอร์เกียวา กล่าวว่า วันนี้เป็นยุคทองของเอเชีย (Asia's Golden Hour) ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา นับจากปี 2000 หลังวิกฤตการเงิน ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีของเอเชีย ภูมิภาคนี้ได้สร้างระบบการตรวจสอบภาคการเงินใหม่ มีเงินสำรองที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา นำไปสู่เสถียรภาพทางการเงิน อัตราเงินเฟ้อต่ำ การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) การอัปเกรดเทคโนโลยี และการเติบโตของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นจนทำลายสถิติ มีความก้าวหน้าในการสร้างงานและลดความยากจนในวงกว้าง โดยเฉพาะในจีนและอินเดีย
“ปัจจุบันเอเชียขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP โลกถึง 2 ใน 3 และมีสัดส่วนการค้าโลกเกือบ 40% จนไม่สามารถพูดถึงอนาคตของเศรษฐกิจโลกได้โดยไม่กล่าวถึงเอเชีย”
นางกอร์เกียวา เผยอีกว่า AI ถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญและเป็นความท้าทายแรกในการก้าวไปสู่อนาคตปี 2050 ซึ่ง AI สามารถช่วยเพิ่มการเติบโตของ GDP ต่อปีได้ถึง 0.8% หรือเกือบ 1% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศจะนำ AI มาประสานเข้ากับกระบวนการผลิตและแรงงานได้ดีเพียงใด
ซึ่งความพร้อมและการนำไปใช้ในแต่ละประเทศ เช่น สิงคโปร์ อยู่อันดับสูงสุดในดัชนีความพร้อมด้าน AI จีนและเกาหลีใต้ เป็นผู้นำด้านการรับ AI มาใช้ (AI Adoption) และการออกแบบโมเดล อินเดียกำลังสร้างแนวทางเพื่อให้ AI เข้าถึงได้ง่าย ญี่ปุ่น มีประสบการณ์สูงในการใช้ AI ในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์
สำหรับประเทศกำลังพัฒนา การจะเก็บเกี่ยวประโยชน์จาก AI ต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่จากทั้งภาครัฐและเอกชนในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และการยกระดับทักษะแรงงาน นอกจากนี้ต้องขจัดอุปสรรคด้านกฎระเบียบและสร้างแนวกัน (Guardrails) เพื่อให้แน่ใจว่ามีการใช้ AI ในทางที่ดี
“แม้ AI จะมีประโยชน์ แต่ก็สร้างความกังวลในบางมิติ ความต้องการงานทักษะสูงและทักษะต่ำจะเพิ่มขึ้น แต่งานระดับกลางอาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะงานระดับเริ่มต้นของคนรุ่นใหม่ที่เป็นงานแบบรูทีนและถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติได้ง่าย”
นางกอร์เกียวา กล่าวอีกว่า หลายประเทศในเอเชียกังวลว่ากระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจกำลังช้าลง และอาจติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง บางประเทศ เช่น ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ได้เริ่มใช้กลไกการปรับโครงสร้างหนี้นอกศาล (Out-of-court debt restructuring) เพื่อช่วยบริษัทที่กำลังลำบากให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจต่อไปได้
“เรามีเป้าหมายให้ประเทศในเอเชียต้องก้าวข้ามความเสี่ยงของกับดักรายได้ปานกลาง และมุ่งสู่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาให้ได้มากขึ้นภายในปี 2050 เพื่อสร้างความมั่งคั่งและทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในอนาคตที่ดี โดยผู้กำหนดนโยบายต่างๆต้องวางเป้าหมายให้ไกลและลงมือทำอย่างจริงจัง ”
อ้างอิง : www.imf.org