โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

IMF ชี้โลกเข้าสู่ยุค “ภาวะช็อกซ้ำซ้อน” ความไม่แน่นอนกลายเป็นความปกติใหม่

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 14.58 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 07.58 น.

IMF เตือนโลกรับมือยุค 'ภาวะช็อกซ้ำซ้อน' ความไม่แน่นอนกลายเป็น New Normal แนะเอเชียต้องรักษายุคทองและก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง เร่งปรับตัวด้วย AI เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

5 มี.ค. 2569 - นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวเปิดงาน Asia in 2050 Conference หนึ่งในงานของ Road to Thailand สู่การเป็นเจ้าภาพงาน 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings ของไทยในเดือนตุลาคมนี้

โดยนางกอร์เกียวา เผยว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งในด้านเทคโนโลยี ประชากรศาสตร์ การค้า และภูมิรัฐศาสตร์

“เรากำลังอยู่ในยุควิกฤตที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง และภาวะช็อกที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน หรือการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ซึ่งความไม่แน่นอนเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น "ความปกติใหม่" (New Normal) ที่ทุกคนต้องยอมรับ”

โดย ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นตัวอย่างของภาวะช็อกที่ส่งผลกระทบต่อความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจโลก หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานทั่วโลก ความเชื่อมั่นของตลาด การเติบโตทางเศรษฐกิจมีความผันผวนที่เห็นได้ชัดจากตลาดหุ้นในช่วงที่เกิดวิกฤต

“ในโลกที่อยู่ในสภาวะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผู้กำหนดนโยบายและภาคเอกชนต้องมีมากกว่าแค่กลยุทธ์ที่มั่นคง แต่ต้องมี ความคล่องตัว" (Agility) เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภาวะช็อกที่คาดเดาไม่ได้ คำแนะนำที่สำคัญคือการมุ่งเน้นในสิ่งที่ประเทศสามารถควบคุมได้เอง เพื่อทำให้เศรษฐกิจของตนเองอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด”

นางกอร์เกียวา กล่าวว่า วันนี้เป็นยุคทองของเอเชีย (Asia's Golden Hour) ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา นับจากปี 2000 หลังวิกฤตการเงิน ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีของเอเชีย ภูมิภาคนี้ได้สร้างระบบการตรวจสอบภาคการเงินใหม่ มีเงินสำรองที่แข็งแกร่ง และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา นำไปสู่เสถียรภาพทางการเงิน อัตราเงินเฟ้อต่ำ การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) การอัปเกรดเทคโนโลยี และการเติบโตของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นจนทำลายสถิติ มีความก้าวหน้าในการสร้างงานและลดความยากจนในวงกว้าง โดยเฉพาะในจีนและอินเดีย

“ปัจจุบันเอเชียขับเคลื่อนการเติบโตของ GDP โลกถึง 2 ใน 3 และมีสัดส่วนการค้าโลกเกือบ 40% จนไม่สามารถพูดถึงอนาคตของเศรษฐกิจโลกได้โดยไม่กล่าวถึงเอเชีย”

นางกอร์เกียวา เผยอีกว่า AI ถูกมองว่าเป็นโอกาสสำคัญและเป็นความท้าทายแรกในการก้าวไปสู่อนาคตปี 2050 ซึ่ง AI สามารถช่วยเพิ่มการเติบโตของ GDP ต่อปีได้ถึง 0.8% หรือเกือบ 1% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศจะนำ AI มาประสานเข้ากับกระบวนการผลิตและแรงงานได้ดีเพียงใด

ซึ่งความพร้อมและการนำไปใช้ในแต่ละประเทศ เช่น สิงคโปร์ อยู่อันดับสูงสุดในดัชนีความพร้อมด้าน AI จีนและเกาหลีใต้ เป็นผู้นำด้านการรับ AI มาใช้ (AI Adoption) และการออกแบบโมเดล อินเดียกำลังสร้างแนวทางเพื่อให้ AI เข้าถึงได้ง่าย ญี่ปุ่น มีประสบการณ์สูงในการใช้ AI ในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์

สำหรับประเทศกำลังพัฒนา การจะเก็บเกี่ยวประโยชน์จาก AI ต้องอาศัยการลงทุนขนาดใหญ่จากทั้งภาครัฐและเอกชนในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และการยกระดับทักษะแรงงาน นอกจากนี้ต้องขจัดอุปสรรคด้านกฎระเบียบและสร้างแนวกัน (Guardrails) เพื่อให้แน่ใจว่ามีการใช้ AI ในทางที่ดี

“แม้ AI จะมีประโยชน์ แต่ก็สร้างความกังวลในบางมิติ ความต้องการงานทักษะสูงและทักษะต่ำจะเพิ่มขึ้น แต่งานระดับกลางอาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะงานระดับเริ่มต้นของคนรุ่นใหม่ที่เป็นงานแบบรูทีนและถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติได้ง่าย”

นางกอร์เกียวา กล่าวอีกว่า หลายประเทศในเอเชียกังวลว่ากระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจกำลังช้าลง และอาจติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง บางประเทศ เช่น ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ได้เริ่มใช้กลไกการปรับโครงสร้างหนี้นอกศาล (Out-of-court debt restructuring) เพื่อช่วยบริษัทที่กำลังลำบากให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจต่อไปได้

“เรามีเป้าหมายให้ประเทศในเอเชียต้องก้าวข้ามความเสี่ยงของกับดักรายได้ปานกลาง และมุ่งสู่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาให้ได้มากขึ้นภายในปี 2050 เพื่อสร้างความมั่งคั่งและทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในอนาคตที่ดี โดยผู้กำหนดนโยบายต่างๆต้องวางเป้าหมายให้ไกลและลงมือทำอย่างจริงจัง ”

อ้างอิง : www.imf.org

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...