"สังศิต" ฟาดการเมืองหยุดปั่นประกันสังคม! ชูไตรภาคี ลูกจ้าง–นายจ้าง–รัฐ ย้ำกองทุน 2.8 ล้านล้านต้องโปร่งใส ศักดิ์ศรีแรงงานต้องมาก่อน
ฟาดพรรคการเมืองเลิกปั่นวาทกรรม “สังศิต” ชูโมเดลไตรภาคี “ลูกจ้าง-นายจ้าง-รัฐ” ลูกจ้างต้องมีศักดิ์ศรี ผ่าตัดองค์กรต้องให้โปร่งใส ขณะที่หลายพรรคการเมืองตื่นตัวเตรียมปฏิรูประบบประกันสังคม โดยกองทุนประกันสังคมมีเงินสะสม 2.8 ล้านล้านบาท มีผู้ประกันตนเกือบ 25 ล้านคน
เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2569 นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ อดีตสว. กล่าวถึงการปฏิรูประบบประกันสังคมว่า สมัยอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ปาฐกถาเรื่อง “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ได้ตั้งคำถามว่าคนไทย จะมีโอกาสได้มีหลักประกันทางสังคม ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนกระทั่งถึงการมีโอกาสทางด้านการศึกษา ตั้งแต่วัยเด็กจนจบมหาวิทยาลัย การมีงานที่สุจริตทำ และการมีเงินบำนาญหลังการเกษียณอายุ และสมัยไปศึกษาต่อเยอรมัน ในฐานะนักศึกษาต้องเข้าสู่ระบบการประกันสังคมของเยอรมัน ได้สัมผัสระบบประกันสังคมที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในปี 2533 รัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ผลักดัน พ.ร.บ.ประกันสังคมเป็นผลสำเร็จ กฎหมายและสำนักงานประกันสังคมเกิดขึ้นมายาวนานแล้วมากกว่า 30 ปี จากประสบการณ์กฎหมายและองค์กรของภาครัฐที่เกิดขึ้นนานกว่า 10 ปีขึ้นไปล้วนแล้วแต่จะแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนและช่องโหว่จำนวนมาก ที่สมควรต้องปรับปรุง แก้ไขและดำเนินการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ
นายสังศิตระบุว่า วันนี้จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุง แก้ไขและปฏิรูป กฎหมายประกันสังคมและสำนักงานประกันสังคมอย่างจริงจัง เพื่อให้ระบบการประกันสังคมของไทยมีความทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของบรรดาผู้ประกันตนเองให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม และทำให้ระบบนี้อยู่ยั่งยืนได้ในระยะยาว ระบบประกันสังคมมีหลักการที่ดี คือลูกจ้างต้องร่วมจ่าย เพื่อประโยชน์ของตนเองในระยะยาว เพื่อมีเกียรติและศักดิ์ศรี ไม่งอมืองอเท้า คอยแต่แบมือรับความเมตตาจากนายจ้างและภาครัฐเท่านั้น ระบบประกันสังคมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อฝ่ายลูกจ้าง มุ่งเน้นให้ลูกจ้างเก็บออมเงินจากรายได้ตัวเองหนึ่งส่วน และบังคับให้นายจ้างกับภาครัฐ ร่วมสมทบอีกคนละส่วนรวมเป็นสามส่วน ดังนั้น ลูกจ้างจึงเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์ มากกว่าเงินที่ตัวเองได้จ่ายไป นี่เป็นจุดแตกต่างจากการซื้อประกันของบริษัทเอกชน ที่ไม่มีใครมาร่วมจ่ายค่าประกันให้แก่เรา
นายสังศิตระบุต่อไปว่า ผลประโยชน์แก่ลูกจ้างที่ครอบคลุมทั้งการเจ็บป่วย ทั้งในและนอกการทำงาน การคลอดบุตร การว่างงาน และชราภาพ ที่ไม่มีในระบบประกันของเอกชน แน่นอนว่าการบริหารเงินก้อนมหึมาของสำนักงานประกันสังคม อาจยังมีจุดที่ควรปรับปรุงแก้ไข ให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น เพื่อให้มีผลประโยชน์ตอบแทน งอกเงยมากขึ้น ให้เน้นบริการลูกค้าคือลูกจ้างผู้ร่วมจ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีผู้เสนอให้ระบบประกันสังคมออกจากการเป็นหน่วยงานของรัฐบาล แล้วเปลี่ยนไปเป็นองค์กรในกำกับของรัฐบาลแทน โดยมีโมเดลของสปสช. เป็นต้นแบบ ผมคิดว่าเราต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริง ต้องประเมินสปสช. อย่างที่เป็นจริง ว่าสปสช. มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ในขณะนี้การบริหารงานของสปสช. ทำให้โรงพยาบาลเอกชนจำนวนมากถอนตัวออกจากระบบของสปสช. เพราะไม่สามารถอดทนกับระบบการบริหารงานที่ขาดธรรมาภิบาล ของสปสช.ได้”
“การปรับปรุงระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดต้องไม่ทำลายหลักการไตรภาคี ที่เน้นให้ลูกจ้าง นายจ้างและภาครัฐต้องร่วมจ่าย ภาครัฐต้องโปร่งใสเปิดเผย ทำงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้มากขึ้น เพื่อลบล้างข้อกล่าวหา ของบางพรรคการเมือง ที่ปั่นข้อมูลไม่ครบถ้วน ใช้วาทกรรมมายั่วยุฝ่ายลูกจ้างให้โกรธแค้นประกันสังคม หันมาเทคะแนนเสียงให้แก่พรรคการเมืองนั้น โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พรรคการเมืองนี้เห็นแต่จุดอ่อนจำนวนมากมายของประกันสังคม แต่ไม่เห็นข้อดี ไม่เคยพูดถึงข้อดีของประกันสังคมเลย พวกเขามองปัญหาอย่างสุดขั้ว เห็นว่าอะไรที่เป็นของภาครัฐแล้วต้องเลวไปหมด อะไรที่เป็นของภาคเอกชนแล้วจะดีไปหมด ไม่เข้าใจหลักการของการประกันสังคมแม้แต่น้อย เป็นพวกคิดแบบตัดตอนประวัติศาสตร์ ไม่รู้ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของประกันสังคมไทย คิดแต่จะถอนรากถอนโคนระบบนี้ให้เป็นไปตาม ตามความต้องการของตนเองเท่านั้น”นายสังศิตระบุ
นายสังศิตระบุถึงทางออกว่า ระบบไตรภาคีแบบนี้ ช่วยให้ลูกจ้างมีสิทธิ์มีเสียงในการบริหารเงินของตน ไม่ต้องรอให้พรรคการเมืองใดมาแอบอ้างเป็นตัวแทน เข้าไปวุ่นวายกับ ประกันสังคม สิ่งที่ต้องปรับปรุงอย่างยิ่ง คือต้องทำให้ลูกจ้างเห็นความสำคัญ ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และมีช่องทางเข้าไปมีส่วนร่วมบริหารเงินกองทุน และผู้บริหารของประกันสังคมต้องตอบสนองต่อความเรียกร้องต้องการของลูกจ้างได้อย่างทันการ นี่ต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ