Betty Reid Soskin จากอดีตเจ้าของร้านแผ่นเสียงคนดำเจ้าแรกๆ สู่เจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานผู้เป็นที่รักของอเมริกา เริ่มงานเมื่ออายุ 85 ปี และเกษียณในวัย 100 ปี
เดือนธันวาคมปี 2025 ที่ผ่านมา โลกเพิ่งสูญเสียเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยาน (Ranger) ที่อายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ที่จากไปด้วยวัย 104 ปี
เบ็ตตี เรด ซอสคิน (Betty Reid Soskin) คือเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานที่หลายคนเคารพรัก เธอเริ่มเข้ามาทำงานตำแหน่งนี้ในวัย 85 ปีซึ่งถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่อายุมากเป็นประวัติการณ์ ก่อนจะใช้ชีวิตอย่างสมบุกสมบัน เป็นที่รักของผู้คนในอุทยานอีกเกือบสองทศวรรษ และตัดสินใจเกษียณตัวเองในขวบปีที่อายุครบ 100 เมื่อเดือนมีนาคมปี 2022
ซอสคินเป็นอีกหนึ่งคนที่ผ่านประสบการณ์สหรัฐฯ ในยุคสงครามโลก และประวัติศาสตร์การเหยียดสีผิวอันเข้มข้น โดยช่วงนั้น เธอถูกส่งตัวไปทำงานเป็นเสมียนในหน่วยกองทัพอากาศ (Air Force) ในเมืองโอ๊คแลนด์ "แต่ฉันอยู่ได้ไม่นานหรอก เพราะตอนนั้นยังไม่ทันตระหนักว่า คนผิวสีที่กองทัพอากาศเรียกตัวไปนั้น มีสิทธิได้ทำงานก็แค่ในโรงอาหารหรือไม่ก็ขัดห้องน้ำ แต่ฉันถูกส่งไปในฐานะเสมียน และก็เป็นตอนนั้นแหละที่พวกเขารู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าฉันเองก็เป็นคนดำ และฉันเองก็ไม่รู้ว่าการเป็นผู้หญิงผิวสีและได้มาเป็นเสมียน ถือเป็นเรื่องต้องห้าม"
ตัวซอสคินไม่ได้มีลักษณะเป็นแอฟริกัน-อเมริกัน เธอดูเหมือนคนขาว (white-passing) แม้โดยเชื้อชาติแล้ว เธอจะเป็นคนดำก็ตาม
"ไม่กี่วันหลังจากนั้น เด็กสาวผมบลอนด์ที่นั่งทำงานตรงข้ามกับฉัน ก็ถูกร้อยโทคนหนึ่งเรียกตัวไปหา เธอเดินไปหาเขา และฉันเห็นว่าทั้งสองคนคุยกันพลางหันกลับมามองที่ฉันด้วย และฉันก็เห็นเธอพยักหน้า ใบหน้าแดงก่ำ พอเธอเดินกลับมา ฉันถามเธอว่าคุยอะไรกันเหรอ เพราะเห็นชัดๆ เลยว่าคุยเรื่องฉันกัน
"เด็กสาวบอกว่า ร้อยโทบอกเธอว่าเขาสังเกตเห็นเธอกับฉันสนิทกัน ออกไปกินมื้อกลางวันด้วยกัน และเขาคิดว่าเธอควรจะรู้ไว้ว่าฉันไม่ใช่คนขาว" ซอสคินเล่า "พอฟังจบ ฉันลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานของร้อยโททันที ถามเขาว่า 'แล้วใครบอกคุณว่าฉันไม่ใช่คนดำ' ร้อยโทบอกฉันว่า 'ไม่ต้องกังวล ทุกคนยังอยากทำงานกับคุณต่อนะ เบตตี' ฉันจึงถามเขาว่า 'แล้วพวกเขาอยากทำงานใต้คำสั่งฉันไหมล่ะ หากว่าฉันได้เลื่อนขั้น' ร้อยโทตอบฉันว่า เขาจะขอดูอีกทีว่ารายยได้ฉันเหมาะสมกับความสามารถไหม
"ฉันบอกเขาว่า 'ไม่ล่ะค่ะ' แล้วเก็บของ เดินจากมาแล้วไม่กลับไปอีกเลย"
ช่วงที่สงครามใกล้จบลง เธอกับสามีคนแรก (ที่เป็นคนดำและฝันอยากเป็นทหารเรือ หากแต่ถูกกีดกันเนื่องจากในเวลานั้น ในบางหน่วยอนุญาตให้คนดำทำงานแค่ในห้องครัวเท่านั้น ไม่ใช่สนามรบ) เปิดร้านแผ่นเสียง Reid’s Records ร้านแผ่นเสียงที่เจ้าของเป็นคนดำ เจ้าแรกๆ ในแคลิฟอร์เนีย สองสามีภรรยามักเปิดแผ่นเสียงของคนดำ, บทเพลงที่ว่าด้วยการประท้วง การเรียกร้องสิทธิมนุษยชนและกลุ่มนักเคลื่อนไหวต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติอยู่บ่อยครั้ง และแม้เมื่อทั้งสองหย่าร้างกันในปี 1972 ซอสคินก็ยังดำเนินกิจการร้านแผ่นเสียงและขับเคลื่อนกิจกรรมทางสังคม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางสิทธิสตรีและเชื้อชาติ เช่น การรำลึกบทบาทของผู้หญิงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มากไปกว่านั้น เธอยังเขียนเพลงเองและขับร้องด้วย
"ฉันว่าดนตรีมันมีพลังในการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้จริงๆ นะ เพราะฉันร้องในสิ่งที่ฉันพูดออกมาไม่ได้ และสิ่งนั้น จะได้รับการยอมรับเสมอหากว่ามันเป็นบทเพลง" เธอบอก
เรื่องราวของการถูกกดขี่ โดยเฉพาะจากประเด็นเรื่องเชื้อชาติ ฝังลึกลงในความรู้สึกของซอสคินตั้งแต่ยังสาว "สมัยอายุน้อยๆ ฉันไม่เคยนิยามตัวเองเป็นเฟมินิสต์เลยนะ เพราะผู้ชายในชีวิตของฉัน ไม่ว่าจะพ่อหรือสามี ล้วนเจ็บปวดจากการถูกกดทับแบบที่ฉันเองก็เจ็บปวด" เธอบอก "กระทั่งยุค 90s นั่นแหละ ที่ฉันรู้สึกว่าเฟมินิสต์ดูเป็นบทบาทที่ฉันทำได้จริงๆ ในฐานะ เบตตี"
ซอสคินสมัครเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานในปี 2007 ในวัย 85 ปี ตำแหน่งหน้าที่ของเธอคือการนำชมอุทยาน อธิบายประวัติศาสตร์และความเป็นมาต่างๆ ของอเมริกา จนได้รับการยกย่องจากรัฐว่าเป็น "ผู้ที่อุทิศตนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อให้แน่ใจว่าประสบการณ์ของชาวแอฟริกัน-อเมริกันจะไม่ถูกลืมเลือนไป"
สำหรับซอสคิน การเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานสลักสำคัญต่อเธอมากในแง่ของการถักร้อยและส่งต่อเรื่องราวของผู้คนที่สุ้มเสียงอาจไม่เป็นที่ได้ยินในสังคม "ฉันคิดว่ากรมอุทยานแห่งชาติถือเป็นแนวหน้าในการขับเคลื่อนประเด็นเหล่านี้นะ" ซอสคินบอก "เพราะเป้าประสงค์ของกรมอุมยานคือการฉายให้เห็นความหลากหลายในประวัติศาสตร์อเมริกา -ไม่เพียงแต่เรื่องเล่าของคนดำเท่านั้น- และเจ้าหน้าที่รุ่นก่อนๆ ก็บอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้มาโดยตลอด
"และนี่แหละคือหน้าที่ของฉัน หากแต่สิ่งที่ฉันทำคือการสานต่อความสำเร็จที่คนรุ่นก่อนหน้าฉันสร้างไว้แล้ว และพูดจริงๆ เลยนะ กรมอุทยานแห่งชาติถือเป็นกรมจากหน่วยงานกลางของสหรัฐฯ ที่มีอำนาจในการตีความประวัติศาสตร์อเมริกันมากที่สุดหน่วยงานหนึ่งเลย"
ในปี 2015 เธอได้รับเชิญจาก บารัค โอบามา (Barack Obama) อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ไปเป็นผู้จุดไฟประดับต้นคริสต์มาสในวอชิงตัน อันถือเป็นตำแหน่งหน้าที่อันทรงเกียรติในช่วงเทศกาล (อย่างไรก็ดี จอช บุช อดีตประธานาธิบดีจากรีพับลิกันเคยเชิญเธอมาทำหน้าที่นี้สมัยที่เขายังดำรงตำแหน่ง แต่ซอสคินปฏิเสธ)
"จำได้ว่ามีช่วงหนึ่งในงาน บารัค โอบามากับมิเชลล์ต้องยืนคู่กันระหว่างธงสหรัฐฯ สองผืน แต่ตอนนั้นฉันไม่ได้มองที่ประธานาธิบดีเลย" ซอสคินรำลึก "ฉันมองไปที่มิเชลล์ และพูดออกมาดังๆ เลยว่า 'คุณสวยเหลือเกิน'
"ฉันยืนอยู่ในงานราวกับเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ ยืนอยู่เคียงข้างประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใต้เงาของทำเนียบขาวซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าทาส"
การจากไปของซอสคินสร้างแรงสะเทือนมหาศาล ในแง่ที่ว่าเธอคือหนึ่งในบทบันทึกทางประวัติศาสตร์ของอเมริกัน ที่บอกเล่า ถ่ายทอด และยืนหยัดในการประกาศสุ้มเสียงของการเป็นผู้หญิงผิวดำ ในยุคสมัยที่สิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะด้านเชื้อชาติหรือเพศสภาพ แทบไม่ถูกพูดถึงในสหรัฐฯ
อ้างอิง
https://www.youtube.com/watch?v=68XrGTf1-2k
https://www.youtube.com/watch?v=Z8gt62n2b8E
https://strangersguide.com/articles/betty-reid-soskin-interview/
บทความต้นฉบับได้ที่ : Betty Reid Soskin จากอดีตเจ้าของร้านแผ่นเสียงคนดำเจ้าแรกๆ สู่เจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานผู้เป็นที่รักของอเมริกา เริ่มงานเมื่ออายุ 85 ปี และเกษียณในวัย 100 ปี
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com