เจาะลึกเศรษฐกิจฐานราก ‘ดี-แย่’ นักธุรกิจให้น้ำหนัก ‘ราคาเกษตร’
ตามข้อมูลสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ประกาศปรับเพิ่มคาดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ขยายตัว 1.5-2.5% จากเดิมคาดไว้ 1.2-2.2% มองปัจจัยสนับสนุน คือ 1.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน 2.การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐ ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน 3.การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และบริการที่เกี่ยวเนื่อง และ 4.ปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร
ในส่วนข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ชี้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้ โดยเดือนมกราคม 2569 สะท้อนจากเครื่องชี้วัดต่างๆ อาทิ การส่งออก (ไม่รวมทองคำ) บวก 7% จากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ลงทุนภาคเอกชนบวก 2.7% อุปสงค์ในประเทศเพิ่มขึ้นจากทั้งการบริโภคภาคเอกชน บวก 1% แต่ลดลงจาก 2.3% หากเทียบเดือนธันวาคม 2568 หลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และมองแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวแบบชะลอลง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้
ขณะที่ฝ่ายวิจัยของธนาคารต่างๆ เริ่มปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในทางที่ดีขึ้น เริ่มปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีปี 2569 อย่าง ซีไอเอ็มบี ไทย ปรับเป็น 2.1% หรือวิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ปรับจาก 1.8% เป็น 2 %โดย ระบุถึงเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายสำคัญหลายด้าน ได้แก่ ความตึงเครียดทางการค้าโลกที่ทวีขึ้น นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ ที่ยังมีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ การไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทย ที่อาจมาพร้อมกับการนำเข้าสินค้าสหรัฐ ตามกรอบข้อตกลงการค้าที่คาดว่าจะยังคงดำเนินการต่อ อันจะเพิ่มความเสี่ยงภาวะ Twin Influx ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิตสินค้าของไทยหลายกลุ่ม ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ที่อาจเข้าสู่ภาวะเอลนีโญเร็วกว่าคาด และจะกระทบต่อผลผลิตตลอดจนรายได้เกษตรกร รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนสูงประชากรสูงวัย และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของบางอุตสาหกรรม ในขณะที่แรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐและความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวหลังการเลือกตั้งอาจช่วยหนุนเศรษฐกิจได้บ้าง ไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาลยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ที่มีโอกาสล่าช้า ส่งกรอบการปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีจำกัด ส่วนปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัว แต่ไม่เต็มศักยภาพ โดยปี 2569 คาดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย 35.5 ล้านคน เพิ่มจากปีก่อนที่มา 33.0 ล้านคน การลงทุนภาคเอกชนแม้เติบโตช้า แต่คาดว่าจะรักษาแรงส่งได้ มีสัญญาณเชิงบวกอยู่บ้างจากความเชื่อมั่นที่มีแนวโน้มฟื้นตัวหากรัฐบาลชุดใหม่สามารถจัดตั้งได้เร็ว และการผลักดันผ่านกลไก Thailand FastPass ของ BOI ภาคส่งออกเจอผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอยู่ มีแนวโน้มทั้งปีส่งออกลบ 0.4% การบริโภคภาคเอกชนเจอภาระหนี้ครัวเรือนสูงและมีจำนวนกว่า 80% ของจีดีพีประเทศ ต้องรอรัฐบาลใหม่เร่งมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย
อีกทั้งยังกำลังเป็นประเด็น คือ ราคาพืชเศรษฐกิจหลายชนิดยังอยู่ในช่วงตกต่ำ และประเทศไทยกำลังเข้าสู่เอลนีโญ ความแห้งแล้งกำลังมาเยือนจริงหรือ และรุนแรงแค่ไหน อาจมีผลต่อระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรก
ขณะที่ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิเคราะห์ถึงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อ 25 ก.พ.2569 มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% ต่อปีนั้น มุ่งเน้นเพื่อพยุงเศรษฐกิจและดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในการช่วยลดต้นทุนและมีภาวะเปราะบาง จึงพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ แต่เชื่อว่าจะคงนโยบายดอกเบี้ย 1% ไปเรื่อยๆ และการสำรวจใช้จ่ายช่วงเทศกาล มุมมองต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น
แล้วสำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจฐานราก ในแต่ละภูมิภาคเป็นอย่างไร จึงได้สอบถามตรงกับประธานหอการค้าไทยประจำภาคต่างๆ
⦁เช็กสภาพเศรษฐกิจฐานราก
เริ่มจาก นายครองพล พนาสันติภาพ ประธานหอการค้าภาคกลาง เมื่อถามถึงสถานการณ์เศรษฐกิจภาคกลาง ระบุมาทันทีว่า ภาคเกษตรยังไม่ดี ราคาพืชยังตกต่ำ ซึ่งภาคกลางเป็นแหล่งปลูกข้าวนาปรัง หรือมะพร้าวน้ำหอมราคาก็ตกมาก ขณะที่ภาคท่องเที่ยวก็ยังติดขัดเรื่องปัญหาก่อสร้างถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นถนนที่ตัดผ่านกรุงเทพฯ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดราชบุรี เป็นเส้นทางหลักที่มุ่งสู่ภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อมีปัญหาล่าช้าและปัญหาจราจรติดขัดสะสม ส่งผลให้นักท่องเที่ยวไทยหรือต่างชาติลด ท่องเที่ยวที่ต้องผ่านเส้นนี้ ก็กระทบไปหมดกับการค้าซึมตัวลง การลงทุนใหม่ๆ ไม่เกิด กำลังซื้อทั่วไปถดถอยจากรายได้ที่หายไป ดังนั้น เศรษฐกิจโดยรวมภาคกลางถือว่าอยู่ในระดับทรงๆ ทรุดๆ
“หอค้ากลางกำลังประชุมรวบรวมปัญหาและข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่ คงต้องตอกย้ำเรื่องแก้ปัญหาและสนับสนุนภาคเกษตรยกให้เป็นภาพใหญ่ ทำบิ๊กดาต้า วางแผนตั้งแต่การผลิต การตลาด และการรับมือปัญหา จะให้ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกข้าวก็ต้องหาพืชเกษตรที่จูงใจต่อการเพิ่มมูลค่าและรายได้เกษตรกรด้วย อย่างเลี้ยงโคนม ก็ยังผลักดันเป็นภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้ ทั้งรูปแบบอาหารและเครื่องดื่ม อีกทั้งต้องเร่งรัดคือแก้ปัญหาการก่อสร้างที่ค้างคาและกลายเป็นจุดเสี่ยงต่อการพัฒนาของการพัฒนาในท้องถิ่นจะแก้ไขกันอย่างไร ตอนนี้หอการค้าในแต่ละภาคจะจัดประชุม ก่อนนำเสนอต่อที่ประชุมหอการค้าไทย 5 ภาคในเดือนพฤษภาคม เพื่อให้คณะกรรมการหอการค้าไทยนำเสนอต่อรัฐบาลใหม่ต่อไป” นายครองพลกล่าว
นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าภาคใต้ ระบุว่า เศรษฐกิจในภาคใต้ทั้งปี 2569 เชื่อว่าจะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับเศรษฐกิจประเทศในอัตรา 1.9-2.0% ปัจจัยบวกที่ผลต่อการขยายของเศรษฐกิจใต้ คือ ภาคท่องเที่ยวไปได้ดี ยอดเที่ยวยอดพักที่ภูเก็ต สมุย อัตราสูงดีมาก เฉพาะตลาดจีนผลจากที่รัฐและเอกชนย้ำให้ความมั่นใจผ่านทูตจีนในไทยว่ามาเที่ยวทะเลไทยปลอดภัยแน่นอน อีกทั้งภาพลักษณ์ไทยในสายตานักท่องเที่ยวดีขึ้น โดยช่วงวันหยุดยาว ทั้งช่วงหยุดปีใหม่ถึงหยุดตรุษจีน กระตุ้นให้คนไทย ชาวจีน และชาวมาเลเซีย เลือกเดินทางมาเที่ยวไทย แม้แหล่งเที่ยวอย่างหาดใหญ่ อยู่ในช่วงฟื้นฟูหลังเจอภัยน้ำท่วมใหญ่ ก็ได้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มาร่วมโปรโมตฟื้นเที่ยวหาดใหญ่ รวมถึงผลการเลือกตั้งและอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งดูจากบุคคลภายนอกที่จะเป็นทีมเศรษฐกิจ เป็นที่ยอมรับ ที่สำคัญภาครัฐเน้นให้ความสำคัญต่อการปราบปรามคอร์รัปชั่นและการทำงานที่โปร่งใส ยิ่งเป็นการสร้างความมั่นใจนักลงทุนจากนี้ กำลังซื้อทั่วไปดีขึ้นตั้งแต่ตรุษจีน น่าจะเป็นส่งจีดีพีไตรมาสแรกดีใกล้เคียงไตรมาสก่อนที่มีมาตรการรัฐออกมากระตุ้นใช้จ่าย
สำหรับโจทย์ฝากถึงคณะรัฐมนตรีใหม่ คือ ความชัดเจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นช่วงคอขวด เช่น การแก้ปัญหาจรารจรและถนนในเมืองภูเก็ต ผลักดันการสร้างสนามบินอันดามัน แห่งที่สอง ที่รอการอนุมัติจาก ครม. เพื่อให้เกิดการเตรียมความพร้อมควบคู่กับการพัฒนาในทุกด้าน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อภาคท่องเที่ยวและขนส่งทางอากาศ เร่งรถไฟทางคู่เฟส 2 ภาคใต้ ใช้ประโยชน์การขนส่งทางเรือที่มีอยู่ เช่น ท่าเรือระนอง ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การผุดโครงการแลนด์บริดจ์ต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี ก็น่าจะใช้ท่าเรือระนอง เป็นทางเลือกช่องทางส่งออก และใช้ประโยชน์การเชื่อมโยงรถไฟจีน-ลาว มาถึงไทย
“โจทย์ท้าทายในระยะสั้น คือการเตรียมรับมือผลผลิตเกษตรภาคใต้ โดยเฉพาะทุเรียน ตามข้อมูลกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่าผลผลิตทุเรียนทั้งปีของไทยปีนี้จะเพิ่มขึ้นกว่า 18% ก็ต้องเตรียมพร้อมเรื่องดูแลคุณภาพ การมีแล็บตรวจสอบเพียงพอซึ่งตอนนี้มีน้อย หากส่งออกคุณภาพไม่ดีก็จะเสียหายได้ ถ้ารัฐหนุนลงทุนห้องแล็บตรวจพืชแห่งละพันล้าน แต่จะเกิดประโยชน์ต่อส่งออกหลายพันล้าน ปีนี้หอค้าใต้จะเน้นเรื่องภาคเกษตรมากขึ้น ทุเรียนและมังคุด ผลผลิตเพียงพอและราคายังคุ้มกับการลงทุน ขณะที่ยางพาราและปาล์มน้ำมันเริ่มอิ่มตัว” นายสลิลกล่าว
นายสมชาติ พงคพนาไกร ประธานหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของภาคอีสานที่อยากให้รัฐบาลใหม่เร่งฟื้นฟู คือ ภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ 4 จังหวัดที่มีชายแดนติดกัมพูชา (บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี) ที่หลังจากเกิดเหตุปะทะจำนวนนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติลดลงถึงตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้นตัวเท่าเดิม แต่บางจังหวัดอิงท่องเที่ยวริมฝั่งโขง ยังคึกคักดี อยากให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ร่วมโปรโมตเที่ยวริมฝั่งโขง ซึ่งขณะนี้ภาคเอกชนก็กำลังร่วมทำแอพพลิเคชั่น รวบรวมที่พักและร้านอาหารสุขภาพ เพื่อโปรโมตท่องเที่ยวต่อไป อีกเรื่องอยากให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากปิดชายแดนและการค้าที่ขายไป ผ่านมาตรการด้านภาษี เช่น ยกเลิกภาษีโรงเรือน เพิ่มการจัดอีเวนต์ในภาคอีสานถี่ขึ้น
อีกเรื่องที่มีผลต่อภาคอีสาน คือ การเกษตร ผลผลิตหลายชนิดมีเจอปัญหาราคาต่ำ อย่างมันสำปะหลัง เลยตกมากไม่ถึง 2 บาทต่อกิโลกรัม วันนี้ขยับดีขึ้นเล็กน้อย หรือราคาอ้อย ซึ่งอีสานมีพื้นที่เพาะปลูกมาก
“ธุรกิจอีสานเราก็ติดตามปัจจัยภายนอก ทั้งภาษีทรัมป์ และปัญหาสู้รบในตะวันออกกลาง ล้วนมองเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมประเทศ ส่วนจีดีพีภาคอีสาน วันนี้ไม่ค่อยดีและอัตราการโตทรงตัว จากความไม่แน่นอนในประเทศหลังเลือกตั้งและภายนอกประเทศจากภาวะสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ คงต้องใช้เวลาอีก 3-4 เดือนจากนี้ เศรษฐกิจอีสานน่าจะดีขึ้นแต่อยู่ในระดับไม่สูง” นายสมชาติกล่าว
นายวิรัตน์ ศิริสกุลงาม ประธานหอการค้าภาคตะวันออก กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในภาคนี้ว่า โดยภาพรวมกำลังซื้อตก แต่การลงทุนเริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ถือว่าการลงทุนใหม่ๆ ดีขึ้นมาก โดยยังมีทุนต่างชาติโดยเฉพาะทุนจากจีนเข้ามาต่อเนื่อง ประกอบกับภาคตะวันออกเป็นแหล่งปลูกผลไม้เมืองร้อน เช่น ทุเรียน ที่สร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก ดังนั้นมองว่าจีดีพีภาคตะวันออกน่าจะดีกว่าภาคอื่นๆ
“แม้ตะวันออกมีผลไม้เมืองร้อนเป็นหลักสร้างรายได้ และในเดือนมีนาคมนี้เริ่มมีผลผลิตออกสู่ตลาด ก็กำลังจับตาเรื่องราคาทุเรียนหากถูกกดราคารับซื้อต่ำกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม จะกลายเป็นปัญหาทันที ในภาคเกษตรที่กำลังวิตกเป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐต้องมาดูแล เตรียมจำนวนแรงงานเก็บผลผลิตให้ตรงเวลาและเพียงพอ ด้วยแรงงานต่างชาติอย่างกัมพูชาก็จะลดหายไป ถ้าเตรียมไม่ทันมีนาคมนี้มีปัญหาแน่” นายวิรัตน์กล่าว
นายวิรัตน์กล่าวว่า ดังนั้น โจทย์ที่อยากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาดูแลภาคตะวันออก คือ ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และดูแลภาคเกษตร การจะเร่งรัดลงทุนมากก็ต้องใช้เวลาและภาคอุตสาหกรรมหรือนายทุนใหญ่ๆ ที่จะได้ประโยชน์ แต่การดูแลราคาพืชผลไม้ จะเป็นทางตรงต่อรายได้เกษตรกร และเติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจฐานราก อีกแรงกระตุ้นและช่วยเหลือตรงถึงภาคธุรกิจและการลงทุน คือ ต้นทุนภาษีที่ดินสูง ซึ่งกรมธนารักษ์ได้ใช้ราคาประเมินที่ดินใหม่ ปรับเพิ่มเฉลี่ย 10% ของราคาประเมินในตลาด มีผลต่อภาษีโรงเรือนและที่ดินขยับตาม ก็อยากให้รัฐทบทวนหรือลดหย่อนภาษีในส่วนนี้ พร้อมกับออกเกณฑ์บังคับการจัดซื้อจัดจ้างของทุนต่างชาติ ให้ซื้อวัสดุเพื่อการก่อสร้างและตกแต่งภายในประเทศไทย อย่างตอนนี้นักลงทุนจีนจะใช้การนำเข้ามากกว่าซื้อในไทย ก็ทำให้ไทยเสียประโยชน์แม้จะสนับสนุนการลงทุนในไทยก็ตาม
ขณะที่นักธุรกิจภาคเหนือ มองเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว จากการพึ่งพาภาคท่องเที่ยว แต่กำลังซื้อโดยรวมก็ยังไม่ดี โดยมองภาคเกษตรยังต้องได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเช่นกัน
เหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ที่นักธุรกิจท้องถิ่น ส่งสัญญาณถึงรัฐบาลใหม่ “อนุทิน 2”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจาะลึกเศรษฐกิจฐานราก ‘ดี-แย่’ นักธุรกิจให้น้ำหนัก ‘ราคาเกษตร’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th