โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เจาะลึกเศรษฐกิจฐานราก ‘ดี-แย่’ นักธุรกิจให้น้ำหนัก ‘ราคาเกษตร’

MATICHON ONLINE

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 06.54 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 03.47 น.

ตามข้อมูลสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ประกาศปรับเพิ่มคาดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ขยายตัว 1.5-2.5% จากเดิมคาดไว้ 1.2-2.2% มองปัจจัยสนับสนุน คือ 1.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน 2.การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐ ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน 3.การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และบริการที่เกี่ยวเนื่อง และ 4.ปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของการผลิตภาคการเกษตร

ในส่วนข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ชี้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้ โดยเดือนมกราคม 2569 สะท้อนจากเครื่องชี้วัดต่างๆ อาทิ การส่งออก (ไม่รวมทองคำ) บวก 7% จากหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ลงทุนภาคเอกชนบวก 2.7% อุปสงค์ในประเทศเพิ่มขึ้นจากทั้งการบริโภคภาคเอกชน บวก 1% แต่ลดลงจาก 2.3% หากเทียบเดือนธันวาคม 2568 หลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และมองแนวโน้มเศรษฐกิจขยายตัวแบบชะลอลง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้

ขณะที่ฝ่ายวิจัยของธนาคารต่างๆ เริ่มปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในทางที่ดีขึ้น เริ่มปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีปี 2569 อย่าง ซีไอเอ็มบี ไทย ปรับเป็น 2.1% หรือวิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ปรับจาก 1.8% เป็น 2 %โดย ระบุถึงเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายสำคัญหลายด้าน ได้แก่ ความตึงเครียดทางการค้าโลกที่ทวีขึ้น นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ ที่ยังมีความไม่แน่นอน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ การไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทย ที่อาจมาพร้อมกับการนำเข้าสินค้าสหรัฐ ตามกรอบข้อตกลงการค้าที่คาดว่าจะยังคงดำเนินการต่อ อันจะเพิ่มความเสี่ยงภาวะ Twin Influx ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิตสินค้าของไทยหลายกลุ่ม ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ที่อาจเข้าสู่ภาวะเอลนีโญเร็วกว่าคาด และจะกระทบต่อผลผลิตตลอดจนรายได้เกษตรกร รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนสูงประชากรสูงวัย และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของบางอุตสาหกรรม ในขณะที่แรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐและความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวหลังการเลือกตั้งอาจช่วยหนุนเศรษฐกิจได้บ้าง ไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาลยังมีความไม่แน่นอน รวมถึงความเสี่ยงจากการประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ที่มีโอกาสล่าช้า ส่งกรอบการปรับเพิ่มประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีจำกัด ส่วนปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คือ ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัว แต่ไม่เต็มศักยภาพ โดยปี 2569 คาดมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทย 35.5 ล้านคน เพิ่มจากปีก่อนที่มา 33.0 ล้านคน การลงทุนภาคเอกชนแม้เติบโตช้า แต่คาดว่าจะรักษาแรงส่งได้ มีสัญญาณเชิงบวกอยู่บ้างจากความเชื่อมั่นที่มีแนวโน้มฟื้นตัวหากรัฐบาลชุดใหม่สามารถจัดตั้งได้เร็ว และการผลักดันผ่านกลไก Thailand FastPass ของ BOI ภาคส่งออกเจอผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอยู่ มีแนวโน้มทั้งปีส่งออกลบ 0.4% การบริโภคภาคเอกชนเจอภาระหนี้ครัวเรือนสูงและมีจำนวนกว่า 80% ของจีดีพีประเทศ ต้องรอรัฐบาลใหม่เร่งมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย

อีกทั้งยังกำลังเป็นประเด็น คือ ราคาพืชเศรษฐกิจหลายชนิดยังอยู่ในช่วงตกต่ำ และประเทศไทยกำลังเข้าสู่เอลนีโญ ความแห้งแล้งกำลังมาเยือนจริงหรือ และรุนแรงแค่ไหน อาจมีผลต่อระบบเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรก

ขณะที่ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิเคราะห์ถึงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อ 25 ก.พ.2569 มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ 2 เสียง เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% ต่อปีนั้น มุ่งเน้นเพื่อพยุงเศรษฐกิจและดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในการช่วยลดต้นทุนและมีภาวะเปราะบาง จึงพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ แต่เชื่อว่าจะคงนโยบายดอกเบี้ย 1% ไปเรื่อยๆ และการสำรวจใช้จ่ายช่วงเทศกาล มุมมองต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้น

แล้วสำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจฐานราก ในแต่ละภูมิภาคเป็นอย่างไร จึงได้สอบถามตรงกับประธานหอการค้าไทยประจำภาคต่างๆ

⦁เช็กสภาพเศรษฐกิจฐานราก

เริ่มจาก นายครองพล พนาสันติภาพ ประธานหอการค้าภาคกลาง เมื่อถามถึงสถานการณ์เศรษฐกิจภาคกลาง ระบุมาทันทีว่า ภาคเกษตรยังไม่ดี ราคาพืชยังตกต่ำ ซึ่งภาคกลางเป็นแหล่งปลูกข้าวนาปรัง หรือมะพร้าวน้ำหอมราคาก็ตกมาก ขณะที่ภาคท่องเที่ยวก็ยังติดขัดเรื่องปัญหาก่อสร้างถนนพระราม 2 ซึ่งเป็นถนนที่ตัดผ่านกรุงเทพฯ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดราชบุรี เป็นเส้นทางหลักที่มุ่งสู่ภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อมีปัญหาล่าช้าและปัญหาจราจรติดขัดสะสม ส่งผลให้นักท่องเที่ยวไทยหรือต่างชาติลด ท่องเที่ยวที่ต้องผ่านเส้นนี้ ก็กระทบไปหมดกับการค้าซึมตัวลง การลงทุนใหม่ๆ ไม่เกิด กำลังซื้อทั่วไปถดถอยจากรายได้ที่หายไป ดังนั้น เศรษฐกิจโดยรวมภาคกลางถือว่าอยู่ในระดับทรงๆ ทรุดๆ

“หอค้ากลางกำลังประชุมรวบรวมปัญหาและข้อเสนอถึงรัฐบาลใหม่ คงต้องตอกย้ำเรื่องแก้ปัญหาและสนับสนุนภาคเกษตรยกให้เป็นภาพใหญ่ ทำบิ๊กดาต้า วางแผนตั้งแต่การผลิต การตลาด และการรับมือปัญหา จะให้ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกข้าวก็ต้องหาพืชเกษตรที่จูงใจต่อการเพิ่มมูลค่าและรายได้เกษตรกรด้วย อย่างเลี้ยงโคนม ก็ยังผลักดันเป็นภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้ ทั้งรูปแบบอาหารและเครื่องดื่ม อีกทั้งต้องเร่งรัดคือแก้ปัญหาการก่อสร้างที่ค้างคาและกลายเป็นจุดเสี่ยงต่อการพัฒนาของการพัฒนาในท้องถิ่นจะแก้ไขกันอย่างไร ตอนนี้หอการค้าในแต่ละภาคจะจัดประชุม ก่อนนำเสนอต่อที่ประชุมหอการค้าไทย 5 ภาคในเดือนพฤษภาคม เพื่อให้คณะกรรมการหอการค้าไทยนำเสนอต่อรัฐบาลใหม่ต่อไป” นายครองพลกล่าว

นายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้าภาคใต้ ระบุว่า เศรษฐกิจในภาคใต้ทั้งปี 2569 เชื่อว่าจะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับเศรษฐกิจประเทศในอัตรา 1.9-2.0% ปัจจัยบวกที่ผลต่อการขยายของเศรษฐกิจใต้ คือ ภาคท่องเที่ยวไปได้ดี ยอดเที่ยวยอดพักที่ภูเก็ต สมุย อัตราสูงดีมาก เฉพาะตลาดจีนผลจากที่รัฐและเอกชนย้ำให้ความมั่นใจผ่านทูตจีนในไทยว่ามาเที่ยวทะเลไทยปลอดภัยแน่นอน อีกทั้งภาพลักษณ์ไทยในสายตานักท่องเที่ยวดีขึ้น โดยช่วงวันหยุดยาว ทั้งช่วงหยุดปีใหม่ถึงหยุดตรุษจีน กระตุ้นให้คนไทย ชาวจีน และชาวมาเลเซีย เลือกเดินทางมาเที่ยวไทย แม้แหล่งเที่ยวอย่างหาดใหญ่ อยู่ในช่วงฟื้นฟูหลังเจอภัยน้ำท่วมใหญ่ ก็ได้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มาร่วมโปรโมตฟื้นเที่ยวหาดใหญ่ รวมถึงผลการเลือกตั้งและอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งดูจากบุคคลภายนอกที่จะเป็นทีมเศรษฐกิจ เป็นที่ยอมรับ ที่สำคัญภาครัฐเน้นให้ความสำคัญต่อการปราบปรามคอร์รัปชั่นและการทำงานที่โปร่งใส ยิ่งเป็นการสร้างความมั่นใจนักลงทุนจากนี้ กำลังซื้อทั่วไปดีขึ้นตั้งแต่ตรุษจีน น่าจะเป็นส่งจีดีพีไตรมาสแรกดีใกล้เคียงไตรมาสก่อนที่มีมาตรการรัฐออกมากระตุ้นใช้จ่าย

สำหรับโจทย์ฝากถึงคณะรัฐมนตรีใหม่ คือ ความชัดเจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นช่วงคอขวด เช่น การแก้ปัญหาจรารจรและถนนในเมืองภูเก็ต ผลักดันการสร้างสนามบินอันดามัน แห่งที่สอง ที่รอการอนุมัติจาก ครม. เพื่อให้เกิดการเตรียมความพร้อมควบคู่กับการพัฒนาในทุกด้าน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อภาคท่องเที่ยวและขนส่งทางอากาศ เร่งรถไฟทางคู่เฟส 2 ภาคใต้ ใช้ประโยชน์การขนส่งทางเรือที่มีอยู่ เช่น ท่าเรือระนอง ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การผุดโครงการแลนด์บริดจ์ต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี ก็น่าจะใช้ท่าเรือระนอง เป็นทางเลือกช่องทางส่งออก และใช้ประโยชน์การเชื่อมโยงรถไฟจีน-ลาว มาถึงไทย

“โจทย์ท้าทายในระยะสั้น คือการเตรียมรับมือผลผลิตเกษตรภาคใต้ โดยเฉพาะทุเรียน ตามข้อมูลกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่าผลผลิตทุเรียนทั้งปีของไทยปีนี้จะเพิ่มขึ้นกว่า 18% ก็ต้องเตรียมพร้อมเรื่องดูแลคุณภาพ การมีแล็บตรวจสอบเพียงพอซึ่งตอนนี้มีน้อย หากส่งออกคุณภาพไม่ดีก็จะเสียหายได้ ถ้ารัฐหนุนลงทุนห้องแล็บตรวจพืชแห่งละพันล้าน แต่จะเกิดประโยชน์ต่อส่งออกหลายพันล้าน ปีนี้หอค้าใต้จะเน้นเรื่องภาคเกษตรมากขึ้น ทุเรียนและมังคุด ผลผลิตเพียงพอและราคายังคุ้มกับการลงทุน ขณะที่ยางพาราและปาล์มน้ำมันเริ่มอิ่มตัว” นายสลิลกล่าว

นายสมชาติ พงคพนาไกร ประธานหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า โจทย์ใหญ่ของภาคอีสานที่อยากให้รัฐบาลใหม่เร่งฟื้นฟู คือ ภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ 4 จังหวัดที่มีชายแดนติดกัมพูชา (บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี) ที่หลังจากเกิดเหตุปะทะจำนวนนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติลดลงถึงตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้นตัวเท่าเดิม แต่บางจังหวัดอิงท่องเที่ยวริมฝั่งโขง ยังคึกคักดี อยากให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ร่วมโปรโมตเที่ยวริมฝั่งโขง ซึ่งขณะนี้ภาคเอกชนก็กำลังร่วมทำแอพพลิเคชั่น รวบรวมที่พักและร้านอาหารสุขภาพ เพื่อโปรโมตท่องเที่ยวต่อไป อีกเรื่องอยากให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากปิดชายแดนและการค้าที่ขายไป ผ่านมาตรการด้านภาษี เช่น ยกเลิกภาษีโรงเรือน เพิ่มการจัดอีเวนต์ในภาคอีสานถี่ขึ้น

อีกเรื่องที่มีผลต่อภาคอีสาน คือ การเกษตร ผลผลิตหลายชนิดมีเจอปัญหาราคาต่ำ อย่างมันสำปะหลัง เลยตกมากไม่ถึง 2 บาทต่อกิโลกรัม วันนี้ขยับดีขึ้นเล็กน้อย หรือราคาอ้อย ซึ่งอีสานมีพื้นที่เพาะปลูกมาก

“ธุรกิจอีสานเราก็ติดตามปัจจัยภายนอก ทั้งภาษีทรัมป์ และปัญหาสู้รบในตะวันออกกลาง ล้วนมองเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมประเทศ ส่วนจีดีพีภาคอีสาน วันนี้ไม่ค่อยดีและอัตราการโตทรงตัว จากความไม่แน่นอนในประเทศหลังเลือกตั้งและภายนอกประเทศจากภาวะสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ คงต้องใช้เวลาอีก 3-4 เดือนจากนี้ เศรษฐกิจอีสานน่าจะดีขึ้นแต่อยู่ในระดับไม่สูง” นายสมชาติกล่าว

นายวิรัตน์ ศิริสกุลงาม ประธานหอการค้าภาคตะวันออก กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในภาคนี้ว่า โดยภาพรวมกำลังซื้อตก แต่การลงทุนเริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่อีอีซี ถือว่าการลงทุนใหม่ๆ ดีขึ้นมาก โดยยังมีทุนต่างชาติโดยเฉพาะทุนจากจีนเข้ามาต่อเนื่อง ประกอบกับภาคตะวันออกเป็นแหล่งปลูกผลไม้เมืองร้อน เช่น ทุเรียน ที่สร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมาก ดังนั้นมองว่าจีดีพีภาคตะวันออกน่าจะดีกว่าภาคอื่นๆ

“แม้ตะวันออกมีผลไม้เมืองร้อนเป็นหลักสร้างรายได้ และในเดือนมีนาคมนี้เริ่มมีผลผลิตออกสู่ตลาด ก็กำลังจับตาเรื่องราคาทุเรียนหากถูกกดราคารับซื้อต่ำกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม จะกลายเป็นปัญหาทันที ในภาคเกษตรที่กำลังวิตกเป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐต้องมาดูแล เตรียมจำนวนแรงงานเก็บผลผลิตให้ตรงเวลาและเพียงพอ ด้วยแรงงานต่างชาติอย่างกัมพูชาก็จะลดหายไป ถ้าเตรียมไม่ทันมีนาคมนี้มีปัญหาแน่” นายวิรัตน์กล่าว

นายวิรัตน์กล่าวว่า ดังนั้น โจทย์ที่อยากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาดูแลภาคตะวันออก คือ ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และดูแลภาคเกษตร การจะเร่งรัดลงทุนมากก็ต้องใช้เวลาและภาคอุตสาหกรรมหรือนายทุนใหญ่ๆ ที่จะได้ประโยชน์ แต่การดูแลราคาพืชผลไม้ จะเป็นทางตรงต่อรายได้เกษตรกร และเติมเงินเข้าระบบเศรษฐกิจฐานราก อีกแรงกระตุ้นและช่วยเหลือตรงถึงภาคธุรกิจและการลงทุน คือ ต้นทุนภาษีที่ดินสูง ซึ่งกรมธนารักษ์ได้ใช้ราคาประเมินที่ดินใหม่ ปรับเพิ่มเฉลี่ย 10% ของราคาประเมินในตลาด มีผลต่อภาษีโรงเรือนและที่ดินขยับตาม ก็อยากให้รัฐทบทวนหรือลดหย่อนภาษีในส่วนนี้ พร้อมกับออกเกณฑ์บังคับการจัดซื้อจัดจ้างของทุนต่างชาติ ให้ซื้อวัสดุเพื่อการก่อสร้างและตกแต่งภายในประเทศไทย อย่างตอนนี้นักลงทุนจีนจะใช้การนำเข้ามากกว่าซื้อในไทย ก็ทำให้ไทยเสียประโยชน์แม้จะสนับสนุนการลงทุนในไทยก็ตาม

ขณะที่นักธุรกิจภาคเหนือ มองเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว จากการพึ่งพาภาคท่องเที่ยว แต่กำลังซื้อโดยรวมก็ยังไม่ดี โดยมองภาคเกษตรยังต้องได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเช่นกัน

หล่านี้ล้วนเป็นโจทย์ที่นักธุรกิจท้องถิ่น ส่งสัญญาณถึงรัฐบาลใหม่ “อนุทิน 2”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจาะลึกเศรษฐกิจฐานราก ‘ดี-แย่’ นักธุรกิจให้น้ำหนัก ‘ราคาเกษตร’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...