โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

หยาดอัสสุชลเหนือซากเตหะราน กับรอยร้าวของโลกที่ไม่อาจเยียวยา

ไทยโพสต์

อัพเดต 2 มีนาคม 2569 เวลา 21.44 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

[caption id="attachment_956285" align="alignnone" width="1567"]

สถานที่ที่ถูกระบุว่าเป็นจุดเกิดเหตุโจมตีร้ายแรงต่อโรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมินาบ จังหวัดฮอร์โมซกัน ทางตอนใต้ของอิหร่าน ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยมีประชาชนยืนท่ามกลางซากความเสียหายของอาคารที่ถูกแรงระเบิด (Photo by Alex MITA / IRIB TV / AFP)[/caption]

วินาทีที่เปลวเพลิงจากระเบิดกัมปนาทฉีกกระชากท้องฟ้าเหนือกรุงเตหะรานจนสว่างจ้าผิดธรรมชาติ โลกไม่ได้เพียงแค่สะดุ้งตื่นจากเสียงปะทุของสงคราม หากแต่ต้องยืนมองหยาดอัสสุชลที่ไหลนองเหนือซากอธิปไตยของอิหร่านที่เคยเชื่อว่ามั่นคง

การปฏิบัติการทางอากาศอย่างต่อเนื่องจากการประสานงานของ สหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความคั่งแค้นที่ขยายตัวเกินกว่าพื้นที่ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง

แม้ระบอบการปกครองของอิหร่านจะถูกโลกตะวันตกตราหน้าว่าเป็นเผด็จการหรือลิดรอนเสรีภาพ แต่นั่นคือพื้นที่อธิปไตยและความเชื่อที่ต่างฝ่ายต่างควรเคารพในพื้นที่ของกันและกัน

การใช้กำลังหักหาญเพียงเพราะความต่างทางขั้วอำนาจ ได้กลายเป็นการเติมเชื้อไฟให้กับการทำลายล้างที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นจุดจบได้ในพริบตาเดียว

ความพินาศที่เกิดขึ้นมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่จุดยุทธศาสตร์ทางการทหาร แต่มันบดขยี้ลงบนใจกลางย่านที่พักอาศัย กลิ่นคอนกรีตไหม้คละคลุ้งไปกับกลิ่นอายแห่งความตายของครอบครัวผู้นำและประชาชนที่ต้องสังเวยชีวิตกลางดึกท่ามกลางซากปูนและเศษกระจก

ความจริงอันเจ็บปวดที่ปรากฏชัดคือ ต่อให้มีตำแหน่งหน้าที่หรืออำนาจสูงสุดในรัฐอธิปไตย ก็ไม่อาจปกป้องเลือดเนื้อของตนเองจากเทคโนโลยีสงครามที่มหาอำนาจหยิบยื่นให้ได้เลย

ในอีกมุมหนึ่ง นักเรียนและเยาวชนผู้ไร้เดียงสาที่อาศัยอยู่ไม่ห่างจากจุดโจมตี ก็ต้องกลายเป็นเหยื่อของความรุนแรงโดยไม่มีสิทธิเลือกฝ่าย

สมุดหนังสือและชุดนักเรียนที่ควรเป็นสัญลักษณ์ของอนาคตอันสดใส กลับถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควันและคราบเลือดที่เปรอะเปื้อนสะสมตามจำนวนวันที่สงครามยืดเยื้อ ความตายไม่ได้แยกแยะฝ่ายการเมือง แต่มันกวาดเอาชีวิตคนที่มีวันพรุ่งนี้ให้รอคอยไปอย่างเลือดเย็น

ในโลกของความเป็นจริงที่ต้องยอมรับตามข้อเท็จจริง คือไม่มีใครในสมรภูมินี้ที่เป็นสีขาวบริสุทธิ์ อิหร่านเองก็เคยมีประวัติการโจมตีและสร้างรอยแค้นไว้ในพื้นที่อื่นเช่นกัน

แต่เมื่อการตอบโต้ด้วยความรุนแรงถูกใช้เป็นกติกาหลัก วงจรแห่งการล้างแค้นจึงเริ่มหมุนวนจนยากจะหยุดยั้ง ขีปนาวุธที่อิหร่านส่งกลับไปยังฐานทัพสหรัฐฯ และเมืองสำคัญของอิสราเอล คือภาพสะท้อนของความแค้นที่ทำงานเร็วกว่าการเจรจา

ทุกแรงกระแทกจากระเบิดได้สร้างรอยร้าวใหม่บนหัวใจของมนุษย์ทุกเชื้อชาติ โลกในวันนี้จึงเปรียบดั่งอาคารที่แตกร้าวไปแล้วทั้งโครงสร้าง

ความหวาดระแวงแผ่ขยายไปทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ ฐานทัพ หรือศูนย์กลางเศรษฐกิจ ทุกที่กลายเป็นเป้าหมายในเกมแห่งความเกลียดชังที่ไม่มีใครกล้ารับประกันว่าพรุ่งนี้ใครจะยังคงมีชีวิตอยู่

สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความขัดแย้งของสามประเทศ แต่มันกำลังสั่นสะเทือนมโนธรรมของคนทั้งโลก ความวิตกกังวลแผ่ซ่านไปถึงหัวใจของมหาอำนาจเอง

แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาเอง เริ่มมีการเคลื่อนไหวในบางรัฐที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของประธานาธิบดีและนโยบายสงคราม เพราะต่างรู้ดีว่าไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่แท้จริงในกองซากศพ

ย้อนกลับไปมองบทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สอง ความสูญเสียมหาศาลที่เคยเกิดขึ้นควรเป็นเครื่องเตือนใจที่ดังที่สุด

แต่ทว่าในวันนี้ โลกกลับกำลังเดินเข้าใกล้ปากเหวของสงครามโลกครั้งที่สามอย่างน่าสะพรึงกลัว ทุกก้าวเดินบนเวทีการเมืองโลกเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง และกติกาสากลที่เคยยึดถือกลับถูกละเลยจนไม่เหลือความน่าเชื่อถือ

สิ่งที่ชวนให้หดหู่ใจที่สุด คือความล้มเหลวของระเบียบโลกที่ไม่สามารถหยุดยั้งความตายที่เกิดขึ้นรายวันได้ ในขณะที่ขั้นตอนทางการทูตยังติดอยู่ในวงล้อมของผลประโยชน์ ประชาชนในเตหะรานกลับต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตที่ไร้จุดจบ

ภาพลูกหลานที่ต้องตายไปพร้อมกับผู้นำบ้านเมือง เป็นคำเตือนที่ชัดเจนว่าเมื่อสงครามปะทุขึ้น ไม่มีฐานะหรืออุดมการณ์ไหนจะมาคุ้มกันชีวิตผู้บริสุทธิ์ได้

สำหรับประเทศขนาดเล็กและประเทศที่รักสงบอย่างประเทศไทย ซากเตหะรานไม่ใช่ภาพไกลโพ้น แต่มันคือกระจกสะท้อนถึงความไม่มั่นคงของมนุษยชาติ

การมีศักยภาพในการป้องกันอธิปไตยมิใช่การโหยหาความขัดแย้ง แต่มันคือหลักประกันว่าประชาชนจะไม่ต้องยืนอยู่ท่ามกลางเสียงร่ำไห้เพียงลำพังในวันที่มหาอำนาจตัดสินใจใช้กำลังตัดสินความถูกต้อง

เลือดที่เปื้อนเศษอิฐในเตหะรานคือบทเรียนราคาแพงที่มนุษยชาติกำลังแบกรับด้วยความจำนน ความสูญเสียครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของจำนวนผู้เสียชีวิต แต่มันคือการพังทลายของศรัทธาที่มนุษย์มีต่อกัน

ซากบ้านเมืองคือบทไว้อาลัยที่ดังที่สุดให้กับโลกที่ยังหาทางออกด้วยความรุนแรงไม่จบไม่สิ้น ความเจ็บปวดจะคงอยู่ยาวนานกว่าควันไฟที่จางหาย และความสลดใจจะสลักลึกอยู่ในใจของผู้ที่รอดชีวิตสืบไปจนวันตาย

เตหะรานคือคำเตือนสุดท้าย ว่าโลกที่ปล่อยให้สงครามทำหน้าที่ตัดสินอนาคต จะพบว่าแผ่นดินที่เหยียบยืนอยู่อาจปริแตกโดยไม่ทันตั้งตัว

นี่คือวินาทีที่มโนธรรมของโลกต้องทำงานเพื่อปฏิเสธสงครามอย่างเด็ดขาด ก่อนที่การขยายตัวของความรุนแรงจะนำพามนุษยชาติดิ่งลงสู่เหวพินาศที่ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังและความสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืนมาได้อีกตลอดกาล.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...