โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐ-เอกชนรับมือวิกฤต เร่งหาแหล่งน้ำมัน-ก๊าซ

ไทยโพสต์

อัพเดต 3 มีนาคม 2569 เวลา 4.27 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายกฯ ประชุมทีมเศรษฐกิจทั้งภาครัฐและเอกชน ลั่นทุกวิกฤตมีโอกาส มั่นใจเอาอยู่ไม่ส่งผลกระทบประชาชน “เอกนิติ” เผยผลกระทบ 5 ด้านพร้อมแนวทางดูแล “ศุภจี” ดัน 6 มาตรการรับมือ “อรรถพล” สั่งเร่งหาแหล่งน้ำมัน รับราคาก๊าซอาจพุ่งแต่คุมอยู่ “ส.อ.ท.-นักวิชาการ” ผวาน้ำมันพุ่ง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หวังให้เรื่องจบภายใน 1 สัปดาห์

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 13.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรวมถึงภาคเอกชน และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าร่วม ซึ่งในเวลา 15.40 น. นายอนุทินแถลงผลประชุมว่า ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นประเทศไทยของเรามีผลกระทบอยู่บ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่เราจะเร่งทำการรับมือ และแก้ไขไม่ให้เกิดผลกระทบที่มีความรุนแรง ก็จะพยายามใช้ทุกวิถีทางในการสร้างโอกาส

“ในทุกวิกฤตมันมีโอกาส เราพยายามสร้างโอกาสเหล่านั้นให้เกิดขึ้นกับประเทศไทยให้มากที่สุด ซึ่งผมได้แจ้งให้ตัวแทนภาคเอกชน ประกอบด้วย ประธานสภาอุตสาหกรรม, ประธานสภาหอการค้าไทย, ประธานสมาคมธนาคารไทย รับทราบถึงสถานการณ์และได้รับฟังความคิดเห็น ข้อชี้แนะ และแนวทางที่ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลไทยดำเนินการสนับสนุน” นายอนุทินระบุ

นายอนุทินกล่าวอีกว่า ในภาพรวมได้หารือกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงการคลังก่อนประชุม โดยเราได้มีการประเมินว่าสถานการณ์ในปัจจุบันต้องถือว่ายังมีความไม่แน่นอน แต่ถ้ามันเป็นเช่นนี้มันจะมีผลกระทบต่อต้นทุนต่างๆ รวมถึงต้นทุนการขนส่งสินค้า และในเรื่องของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ต้องปรับตัวสูงขึ้นในระยะหนึ่งแน่นอน แต่การผลิตน้ำมันส่วนเกินในตลาดโลกมันมีอยู่สูง ฉะนั้นในเรื่องราคาน่าจะมีผลกระทบแต่ไม่มากนัก เพราะกลุ่มผลิตน้ำมัน องค์กรร่วมประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก (โอเปก) ได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน

“เรื่องของความมั่นคงทางด้านพลังงาน ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสำรองพลังงาน สำรองน้ำมันเชื้อเพลิง และสำรองในเรื่องของพลังงานต่างๆ ไว้ในระดับที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน และไม่ให้มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก" นายอนุทินย้ำ

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ระบุว่า ผลกระทบมี 5 ช่องทาง คือ 1.เรื่องพลังงาน เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซมีน้ำมัน 20% จากทั่วโลก ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นในระยะสั้น 5% ซึ่งกระทรวงพลังงาน (พน.) ได้เตรียมรองรับผลกระทบ โดยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สามารถดูแลผลกระทบในระยะสั้น และมีน้ำมันสำรองเพียงพออยู่ที่ 60 วัน เชื่อว่าระยะสั้นจะดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนได้ และมีเวลาเพียงพอหาตลาดใหม่

นายเอกนิติกล่าวว่า 2.คือด้านการค้า ในด้านสินค้าและบริการได้รับผลกระทบทางตรงไม่มาก เพราะส่งไปตะวันออกกลางเพียง 4% และนำเข้าเพียง 8% แต่ผลกระทบทางอ้อม ทั้งเรื่องค่าระวางเรือ ค่าขนส่ง และค่าต้นทุนส่วนต่างที่เกิดจากสงคราม ซึ่งเตรียมความพร้อมรองรับไว้แล้ว 3.ด้านการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบทางตรงไม่มาก มีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเพียงแค่ 4% ในระยะสั้นถือว่าไม่เยอะมาก และเป็นการคว้าโอกาสดี เนื่องจากสายการบินที่มีศูนย์กลางอยู่ตะวันออกกลางอาจมีความลำบาก จึงอาจดึงนักท่องเที่ยวมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะไทย

สั่งการบ้านคว้าโอกาส

นายเอกนิติกล่าวอีกว่า 4.ด้านทองคำ ได้รับผลกระทบไม่มาก ไม่ถึง 2% ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ของไทยขึ้นมาถึง 17% มองว่ามีเสถียรภาพ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าทุนสำรองระหว่างประเทศมีจำนวนมาก สามารถรองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในตลาดเงินตลาดทุนได้ และ 5.แรงงานที่มีการประสานกับภาคเอกชน และกระทรวงการต่างประเทศให้การดูแลคนไทย

“นายกฯ ได้มอบการบ้านให้ไปหารือกับภาคเอกชนว่า จะสามารถคว้าโอกาสนี้ได้อย่างไร ทั้งมิติด้านการลงทุนที่จะเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชีย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว การแพทย์และอาหาร และใช้โอกาสการวางตัวเป็นกลางของเราในการคว้าโอกาสในเชิงเศรษฐกิจ” นายเอกนิติกล่าว

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ผลกระทบยังอยู่ในวงที่จำกัด ประเมินว่าสัดส่วนรายได้ที่เกิดขึ้นจากการค้าขาย ทั้งนำเข้าและส่งออกยังเป็นปริมาณไม่มาก ซึ่งสิ่งที่เราต้องพึงระวังคือ ภาพรวมโดยรวมของภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะยังมีมูลค่าของการที่เราค้าขายระหว่างกันอยู่ประมาณ 4-5% แต่ถือว่าไม่มากนัก ส่วนสิ่งที่ต้องระวังอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นผลกระทบทางอ้อม คือการพาณิชย์กับภูมิภาคอื่น เพราะอาจกระทบเรื่องการขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของยุโรป

นางศุภจีกล่าวต่อว่า พณ.จะมีมาตรการหลักใหญ่ 6 มาตรการในเรื่องนี้ คือ 1.การบริหารจัดการราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคในประเทศ ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยไม่ถูกต้อง และไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง 2.จัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยผลิตสำรอง โดยเฉพาะเรื่องพลังงานที่มาจากตะวันออกกลาง 3.ตั้งศูนย์เฉพาะกิจ รับข้อชี้แนะ และให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการที่ต้องการทำการค้าและการส่งออก โดยสามารถติดต่อได้ที่ 1169 ตลอดเวลา 4.บริหารจัดการการขนส่ง การประสานกับผู้ให้บริการขนส่งทางเรือ 5.การทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก และ 6.วิเคราะห์ผลกระทบอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพร่วมกันกับสภาพัฒน์

ขณะที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า หากจำเป็นต้องตรึงราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศ ก็สามารถใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชย เพราะฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นบวกอยู่ที่ 2,459 ล้านบาท ส่วนแผนการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในเดือน มี.ค.นี้ ได้วางแผนปรับเปลี่ยนมาซื้อน้ำมันจากฝั่งแอฟริกาตะวันตกและอเมริกา ซึ่งคาดว่าจะจัดหาและจัดส่งได้ภายในปลายเดือน เม.ย.นี้ ส่วนมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันจะยกเว้น สปป.ลาว โดยจะยังส่งน้ำมันให้บางส่วน เนื่องจากไทยยังคงพึ่งพาพลังงานจาก สปป.ลาว แต่จะเข้มงวดไม่ให้ส่งต่อไปประเทศที่ 3 และบางประเทศที่มีสัญญาซื้อขายก่อนหน้านี้ รวมทั้งจะตรวจสอบและขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันไม่ให้กักตุนน้ำมันเกินความจำเป็น

พน.ลั่นดูแลค่าก๊าซ

“ส่วนก๊าซหุงต้มหรือ LPG ขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบ ในส่วนของเดือน เม.ย.จะใช้วิธีบริหารจัดการจากโรงกลั่นและปิโตรเคมี รวมทั้งซื้อเพิ่มเติมจากแหล่งปิโตรนาส มาเลเซีย ด้าน LNG ที่ไทยต้องนำเข้าจากกาตาร์และต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุชนั้น อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าจะดำเนินการได้หรือไม่ แต่ก็ได้เจรจาจัดหา Spot LNG จากรายอื่นเช่นอเมริกา รวมทั้งการพิจารณาเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงเพื่อลดผลกระทบ ทั้งนี้การจัดหา Spot LNG อาจจะมีราคาสูงกว่าที่ กกพ.กำหนด และอาจกระทบต่อราคา Pool Gas กระทรวงพลังงานจะบริหารจัดการอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้กระทบต่อปริมาณสำรองและราคา”

นายอรรถพลกล่าวอีกว่า ด้านไฟฟ้าคาดว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดหรือพีกอยู่ที่ประมาณ 36,000 เมกะวัตต์ และเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน เม.ย. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพและเพียงพอ เช่น เพิ่มการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งจะไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าช่วงนี้

นายธนกร วังบุญคงชนะ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า จากการประเมินด้วยแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) พบว่า หากราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้ง จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยใน 2 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้น กรณีราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 10-20% ประมาณ 77-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้จีดีพีภาคอุตสาหกรรมลดลงประมาณ 2,700-3,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.06% ของจีดีพีภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ระยะกลาง กรณีราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 50% ประมาณ 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้จีดีพีภาคอุตสาหกรรมลดลงประมาณ 10,125-12,000 ล้านบาท หรือประมาณ 0.15% ของจีดีพีภาคอุตสาหกรรม

ขณะที่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้วิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งว่า ขณะนี้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทานในเรื่องน้ำมัน ซึ่งจะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกและในไทยเร่งตัวขึ้น ผ่านราคาค่าขนส่งค่าน้ำเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้า ส่วนสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว กลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางอาจชะงัก จากข้อจำกัดในการเดินทางและความกังวลเรื่องความปลอดภัย สำหรับด้านแรงงานและการบริโภคภายในประเทศ รายได้เงินโอนระหว่างประเทศจากแรงงานไทยกว่า 77,000 คนในพื้นที่เสี่ยง หากอพยพกลับประเทศจะส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับมาจุนเจือครอบครัวลดลง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์จะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

ปตท.บริหารความเสี่ยง

นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า หากรัฐบาลและกระทรวงการคลังมีนโยบายใดๆ ออกมา กรมสรรพสามิตก็พร้อมดำเนินการอย่างเต็มที่ เพราะมีแนวทางและเครื่องไม้เครื่องมือทั้งหมดที่เตรียมไว้รองรับอยู่แล้ว เพราะเป็นสถานการณ์ใกล้เคียงกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีตตั้งแต่ช่วงสถานการณ์น้ำท่วมปี 2554, สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน

นายบัณฑิต ธรรมประจําจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) กล่าวว่า ปตท.ได้เปิดศูนย์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจเพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ 2.ต้นทุนการนำเข้าพลังงาน และ 3.การจัดหาแหล่งพลังงานอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีพลังงานเพียงพอใช้อย่างต่อเนื่อง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากสถานการณ์จบลงภายใน 1 สัปดาห์ ทุกอย่างก็คงเป็นแค่ช่วงสั้นและคลี่คลายลงไป แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อกว่า 1 สัปดาห์ ก็ต้องมาดูว่านานแค่ไหน หากบานปลายถึงระดับภูมิภาค ราคาน้ำมันคงทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแน่นอน โดยจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก สินค้าพลังงานจะเกิดการขาดแคลน ค่าเดินเรือจะขึ้นราคา

“ภาคอุตสาหกรรมจะเรียกประชุมด่วนภายใน 1-2 วัน เพื่อประเมินความเสี่ยงและหาแหล่งวัตถุดิบ หรือพลังงานทดแทนกรณีเกิดการชะงักงันจากผลกระทบเหตุการณ์สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน”

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือหากมีการปิดเส้นทางขนส่งสำคัญเพียง 1-2 สัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ ซึ่งพลังงานที่ไทยใช้ 1 ใน 3 ต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้ หากการขนส่งหยุดชะงัก แม้เพียงช่วงสั้น ก็จะกระทบต่อความมั่นคงพลังงานไทยโดยตรง ผลกระทบจะไม่ใช่แค่ราคาหน้าปั๊ม แต่จะลามไปถึงค่าไฟ ค่าขนส่ง และราคาสินค้าเกือบทุกประเภท และหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายใน 1-2 สัปดาห์.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...