พบสัจธรรม! ‘อ.อัจฉราวดี’ เชื่อ 2 เหตุผลหลัก ‘ทักษิณ’ วางมือทางการเมืองเมื่อพ้นโทษ
2 มี.ค.2569-อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง และประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต โพสต์ข้อความว่า ผู้ต้องขังที่จำคุกช่วงสั้น การสิ้นอิสรภาพยังไม่ทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นคนสิ้นไป เท่ากับ การต้องถือจานเข้าคิวรอรับอาหารที่อยู่ในถังใหญ่ ๆ มีผู้คุมตักให้ ลักษณะอาหารพอกินกันตาย ข้าวเป็นปลายข้าวหักแข็ง ๆ ถ้าเป็นแกงเขียวหวานไก่ก็มีเพียงวิญญาณไก่ เน้นมะเขือและน้ำแกง
ข่าวที่ว่า หากคุณทักษิณพ้นโทษแล้วจะวางมือทางการเมือง อาจารย์คิดว่าเป็นไปได้สูงมาก เพราะจากชีวิตที่เคยรุ่งโรจน์เรืองอำนาจสุด ๆ จนมักใหญ่ใฝ่สูง แต่กลับต้องมาอยู่ในเรือนจำ ย่อมทำให้ที่คิดว่าเงินคืออำนาจที่บันดาลได้ทุกสิ่ง ได้พบสัจธรรม
17 ปีที่หนีคดีไปเสวยสุขที่ดูไบ แต่กลับทุกข์ทางในสาหัส แม้กลับมาเมืองไทยได้ก็ยังเหลิงอำนาจ เพราะคุณทักษิณกลับมาอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม ๆ ที่เต็มไปด้วยบริวารล้อมหน้าล้อมหลัง พร้อมจะทำทุกอย่างให้ขอเพียงแค่สั่งการ
ที่บอกว่าจะกลับไปเลี้ยงหลาน จึงกลายเป็นประโยคหลอกคนในชาติ
ที่เหิมสุดคือการผลักดันลูกสาวสุดที่รักผู้โง่เขลา ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ข้ามหัวทุกคน เพียงเพราะต้องการให้นายกมีนามสกุลชินวัตร จนเมื่อเรื่องอังเคิลอยากได้อะไรขอให้บอก แดงขึ้นมา และนำไปสู่จุดตกต่ำที่สุดของพรรคเพื่อไทย และยังทำให้พรรคถูกตราหน้าว่าเป็นพรรคขายชาติ
คุณทักษิณเองก็เปลี่ยนสถานะไปเป็นนักโทษชาย ต้องถูกกร้อนผม ใส่ชุดนักโทษมอซอ ต้องไปเจออดีตนักการเมืองที่ตนเคยชี้นิ้วสั่งการที่ถูกตัดสินคดีจนถูกจองจำไปก่อนหน้านี้ จากชีวิตที่มีแต่ออกคำสั่ง มาสู่ชีวิตที่ต้องถูกออกคำสั่ง และอาจต้องเข้าคิวทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการใช้ห้องน้ำ อาบน้ำ การกินอาหาร การทำกิจกรรมใด ชีวิตหักมุมยิ่งกว่าดาวอับแสง ย่อมทำให้ชายวัย 70 ปีปลงในความไม่เที่ยงแท้ ไม่มากก็น้อย
อาจารย์เคยเข้าไปสอนธรรมะในทัณฑสถานหญิงกลางคลองเปรมหลายครั้ง แน่นอนว่า ความรู้สึกของผู้ไปเยือน ย่อมแตกต่างจากผู้ต้องถูกจองจำ แต่กระนั้นทันทีที่เข้าไปในประตูซี่กรงเหล็กขนาดใหญ่ 2 ชั้น ก็ทำให้หดหู่ไม่น้อย
ในฐานะผู้ไปสอน จะมีผู้คุมออกมาต้อนรับด้วยใบหน้าที่เป็นมิตร แตกต่างจากผู้เข้าไปในฐานะนักโทษแน่นอน กว่าจะเข้าไปถึงชั้นในก็ต้องถูกตรวจตราหลายชั้น เสียงปิดเปิดประตูเหล็กขนาดใหญ่ก้องสะท้านดูน่าหวาดเกรง ที่ชั้นในได้พบเจอผู้คุมที่หน้าตาเข้มงวด ถือกระบองติดตัวเป็นอาวุธประจำกาย
ด้านในมีกระดานบอกไว้ว่าเรือนจำนี้มีผู้ต้องขังหญิง 4,000 กว่าคน ส่วนใหญ่เป็นคดีค้ายาเสพติด เมื่อแหงนมองออกไปด้านนอกจะเห็นกำแพงสูงใหญ่มากมีลวดหนามล้อมไว้อีกชั้น เป็นป้อมปราการที่ตอกย้ำว่า โลกภายในนี้คือที่จองจำ โลกภายนอกคือโลกแห่งอิสรภาพ ที่คนส่วนใหญ่อาจไม่เคยเห็นคุณค่า
พื้นที่ทัณฑสถานแบ่งออกเป็นหลายโซน ซึ่งเป็นจุดสำหรับทำกิจกรรม เช่น ฝึกอบรมงานอาชีพ ไปจนถึงทักษะต่าง ๆ ผู้ต้องขังสาว ๆ ส่วนใหญ่แต่งหน้าทาปากเหมือนคนทั่วไป หรือว่าใบหน้าที่แต่งแต้มสีสัน คือเครื่องชูกำลังใจ ที่ทำให้มีชีวิตอยู่ต่อไปแต่ละวันได้
เวลามีใครถูกจองจำเข้ามาใหม่ คนที่ติดอยู่เก่าแก่ ก็จะให้กำลังใจกันและกัน ส่วนใหญ่ร้องไห้จนตาบวมและคิดอยากจะจบชีวิตตัวเอง บทสนทนาแรกพบหนีไม่พ้น “ติดคุกคดีอะไรมา” “โดนข้อหากี่ปี” หลายคนใช้เวลานับเดือนกว่าจะทำใจได้ ใครที่ต้องพรากจากลูกใจก็แทบขาดรอน ความรู้สึกผิดที่สุดของนักโทษที่ได้สัมผัสคือการทำให้พ่อแม่เสียใจ เมื่อใดที่มีมาสอนธรรม จึงเป็นกิจกรรมที่ผู้ต้องขังกระตือรือล้นอยากมาฟังกันมาก เพราะหวังจะได้รับธรรมเยียวยาหัวใจ
อาจารย์ไปสอนในนามของกลุ่มสตรีสากลที่ทำงานเพื่อสังคม อาจารย์เทศน์สอนเรื่องศีล 5 ลึกซึ้งแต่ทันสมัย ยกเอาเรื่องราวในชีวิตที่พบเห็นจริง มาชี้ให้เห็นโทษของการทำผิดศีล ที่คนส่วนใหญ่เห็นว่า ทำผิดศีลก็ไม่เห็นเป็นไร จนกว่าจะได้เห็นว่านรกมีจริง
เมื่อแรกแววตาของทุกคนจะแข็ง ๆ แต่พอสอนจบ แววตาของเขาจะอ่อนโยนลง เมื่อได้ให้แต่ละคนได้พูดระบายความรู้สึก ผู้ต้องขังคนหนึ่งกล่าวด้วยตาแดง ๆ ว่า “หากมีใครมาสอนหนูแบบนี้ หนูคงไม่ต้องติดอยู่ในนี้”
บางคนติดคุกเพราะขโมยโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวแล้วถูกจับได้ ส่วนที่ค้ายาเสพติดโทษก็หนักหลายปี คนที่ค้ายาเสพติดเพียงเพราะอยากรวย โดยไม่คำนึงถึงว่า เขาได้ทำลายชีวิตของใครไปบ้าง
สิ่งที่ติดตาและติดใจมากที่สุดคือ ที่ริมทางเดินจุดหนี่ง อาจารย์เห็นถังขนาดใหญ่ ในนั้นคืออาหารที่เป็นน้ำที่ไม่แน่ใจว่าคืออะไร แต่กลิ่นอาหารเหม็นฉุนตลบไปทั่วจนอยากเอามืออุดจมูก สอบถามแล้วได้ความว่า นั่นคือจุดที่ผู้ต้องขังต้องเข้าคิวถือจานยื่นมาให้ผู้คุมเป็นผู้ตักให้
ใจคิด “อาหารหรือนั่น กลิ่นเหม็นโชยเหมือนอาหารหมู ใครจะกินได้ลง”
เมื่อตรวจสอบข้อมูลส่วนของนักโทษชายแรกเข้า เขาจะมีชุดนักโทษให้ 1 ชุด ขัน 1 ใบ สบู่ 1 ก้อน และแปรงสีฟันขนหยาบ พร้อมยาสีฟันหลอดเล็กให้
ผ้าขนหนูสามารถไปซื้อได้ที่ร้านค้าในเรือนจำ รวมทั้งชุดนักโทษหากต้องการเพิ่ม ซึ่งต้องมีญาติฝากเงินไว้ให้ มีกฎเรื่องขนาดของผ้าขนหนู ที่จะไม่ยาวพอเอามารัดคอ
เวลาประมาณ 4 โมงเย็น ก็ต้องขึ้นเรือนนอน ในเรือนนั้นอยู่กันห้องละ 30 คน มีห้องน้ำ 2 ห้อง เป็นประตูปิดแบบครึ่งเดียว เสียงและกลิ่นจากธุระส่วนตัวในห้องน้ำนั้นกระทบคนทั้งห้อง และด้วยความที่ห้องแคบมาก เวลานอนต้องนอนตะแคงเรียงกัน เป็นแบบนี้ทุกวันจนพ้นโทษ
คำกล่าวที่ว่า ติดคุกไม่เห็นเดือนไม่เห็นตะวัน ก็เพราะเมื่อขึ้นตึกนอนแล้ว ก็หมดสิทธิ์ออกมาข้างนอก
คนระดับที่เคยมีอำนาจล้นฟ้า เมื่อต้องมาเจอสภาพแบบนั้น ศักดิ์ศรีมันไม่เหลือแล้ว เมื่อมองไปข้างนอกไม่เห็นฟ้า เห็นแต่กำแพงสูงใหญ่ ย่อมรู้สึกปลงในความขึ้นและดิ่งลงของชีวิต
สำหรับนักโทษอายุ 70 กว่า ยากที่จะมีจุดรีเทิร์น อีกทั้งที่ผ่านมาก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า ทำอะไรกับใครเอาไว้บ้าง ข่าวที่ว่าเมื่อออกจากคุกแล้วคุณทักษิณจะวางมือทางการเมือง จึงมีความเป็นไปได้สูงเพราะปลง
อีกนัยหนึ่งนี่อาจเป็นวิธีกล่าวคำ “ขอโทษ” ต่อบริวารมากมายที่สวามิภักดิ์ ผู้ที่คุณทักษิณเห็นว่าเป็นเพียงขันทีและลิ่วล้อประจำพรรค ที่ไม่จำเป็นต้องเห็นหัว จึงกลับดันลูกขึ้นเป็นนายก จนกลายเป็นจุดดับและจุดหักเหของชีวิตตนเอง
การหยามหมิ่น ฆ่าโอกาส และสรรพสิ่งให้ตายได้โดยไม่ต้องใช้อาวุธ หมิ่นประเทศตัวเอง หมิ่นผู้ที่พร้อมยอมพลีให้ หมิ่นประชาชน ราคาที่ต้องจ่ายคือการที่พรรคพ่ายแพ้ยับเยิน เพราะแม้แต่ในบ้านตัวเองที่เชียงใหม่ ก็ยังไม่ใครอยากให้ที่ยืนแก่ “ชินวัตร” อีกแล้ว
อยากแนะนำทักษิณว่า หากพ้นโทษให้ไปกราบขอขมาต่อหลวงตามหาบัว ที่เคยกระทำการอันไม่สมควรเอาไว้ บางทีการขอขมาด้วยใจที่เห็นผิดอย่างแท้จริง อาจช่วยทำให้บั้นปลายชีวิตมีความสงบสุขได้บ้าง อย่างน้อยก็ก่อนจะไปเจอนรกของจริงที่ปรโลก
ธรรมะนั้นยุติธรรมเสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าไหร่