โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

JS100

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • JS100:จส.100
นายกฯ หารือทุกภาคส่วนรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง เร่งมาตรการลดผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

เวลา 13.30 น.วันนี้ ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมผู้แทนภาคเอกชน ได้แก่ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

โดยกล่าวว่า แม้ความขัดแย้งดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเพื่อลดความรุนแรงของผลกระทบ พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสให้กับประเทศไทยในทุกมิติ

วันนี้ได้เชิญผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมรับฟังสถานการณ์และเสนอแนวทางที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุน ทั้งนี้ ก่อนการประชุม รัฐบาลได้หารือร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงการคลัง เพื่อประเมินสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน และอาจส่งผลต่อต้นทุนการขนส่ง รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ปริมาณการผลิตน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง และกลุ่มผู้ผลิตได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิต จึงคาดว่าผลกระทบต่อราคาจะไม่รุนแรงมากนัก

สำหรับประเทศไทย ด้านความมั่นคงทางพลังงานยังอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์ได้ มีการสำรองพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชน และกระทบต่อเศรษฐกิจในวงจำกัด

ในส่วนของการดูแลคนไทยในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้ประสานสถานเอกอัครราชทูตในแต่ละประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยของแรงงานและคนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่ หากยังไม่มีความประสงค์เดินทางกลับ จะดูแลให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัย แต่หากมีความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทย รัฐบาลพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในทุกวิถีทาง โดยได้ประสานกับหน่วยงานด้านคมนาคมและกองทัพ เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดเที่ยวบินหรือภารกิจรับคนไทยกลับประเทศในกรณีฉุกเฉิน โดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน ซึ่งได้จัดเตรียมแผนรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ผลกระทบในทุกมิติ 2) มาตรการรองรับระยะสั้น และ 3) การวางกลยุทธ์ระยะยาว โดยมีผลกระทบผ่าน 5 ช่องทางหลัก ได้แก่

พลังงาน น้ำมันประมาณร้อยละ 20 ของโลกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สถานการณ์ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้น ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย โดยภาพรวมเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 5 อย่างไรก็ตาม ตลาดน้ำมันยังมีอุปทานส่วนเกินจำนวนมาก กระทรวงพลังงานได้เตรียมกลไกดูแล โดยเฉพาะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถบรรเทาผลกระทบในระยะสั้นได้ อีกทั้งประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอประมาณ 60 วัน จึงมั่นใจว่าสามารถดูแลไม่ให้กระทบต่อประชาชน และมีเวลาเพียงพอในการหาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติม

การค้าสินค้าและบริการ ผลกระทบทางตรงยังไม่มาก เนื่องจากไทยส่งออกไปตะวันออกกลางไม่ถึงร้อยละ 4 และนำเข้าประมาณร้อยละ 8 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน อย่างไรก็ดี ผลกระทบทางอ้อมด้านการขนส่งอาจเพิ่มขึ้น นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์หารือกับภาคเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ

การท่องเที่ยว ผลกระทบทางตรงอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางคิดเป็นประมาณร้อยละ 4 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อาจเป็นโอกาสในระยะยาว หากศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางได้รับผลกระทบและมีการย้ายฐานมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย

ตลาดเงินและตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับตัวดีขึ้น แม้มีการอ่อนตัวเล็กน้อยแต่ยังคงมีเสถียรภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่าทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยมีเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถรองรับความเสี่ยงได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในระดับสูง สะท้อนถึงเสถียรภาพที่แข็งแกร่งของระบบการเงินไทย

แรงงาน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานวางกลยุทธ์และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภายใต้โจทย์สำคัญว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของการเมืองโลก ไทยจะคว้าโอกาสในทุกมิติได้อย่างไร ทั้งด้านการลงทุนที่อาจย้ายเข้าสู่เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร ตลอดจนการใช้จุดแข็งด้านบทบาทความเป็นกลางของไทย เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวถึงในมิติด้านการค้าว่า ผลกระทบทางตรงต่อไทยยังจำกัด เนื่องจากการส่งออกไปอิสราเอลคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.2 และการค้ากับอิหร่านประมาณร้อยละ 0.02 ของมูลค่าการค้ารวมของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงต้องเฝ้าระวังผลกระทบภาพรวมของภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนการค้ากับไทยประมาณร้อยละ 4–5 รวมถึงผลกระทบทางอ้อมด้านโลจิสติกส์ในยุโรปที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน โดยกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดมาตรการหลัก 6 ประการ ได้แก่ 1) กำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา 2) จัดหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตสำรองร่วมกับภาคเอกชน 3) สนับสนุนผู้ส่งออกและบริหารจัดการโลจิสติกส์ 4) จัดตั้งศูนย์ประสานงานและสายด่วน 1169 ตลอด 24 ชั่วโมง 5) ทำงานเชิงรุกกับทูตพาณิชย์ทั่วโลก 6) วิเคราะห์ผลกระทบด้านเงินเฟ้อและค่าครองชีพ ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งศูนย์เร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์และดูแลแรงงานไทย โดยเฉพาะในอิสราเอล ซึ่งมีแรงงานไทยเกือบ 60,000 คน ขณะนี้มีผู้ประสงค์เดินทางกลับไม่ถึง 10–20 ราย ส่วนแรงงานไทยในอิหร่านมีประมาณ 40–50 ราย รัฐบาลได้มอบหมายให้ประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและดูแลความปลอดภัย หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมทันที

โอกาสนี้ ผู้แทนภาคเอกชน โดยประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคเอกชนกังวลเรื่องการนำเข้าน้ำมัน แต่ภายหลังหารือกับกระทรวงพลังงานแล้วมีความมั่นใจในแผนสำรอง ขณะที่อุตสาหกรรมการส่งออกและการนำเข้าวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ยและน้ำมัน ยังได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย พร้อมมองว่าวิกฤติครั้งนี้อาจเป็นโอกาส โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหารและอาหารฮาลาล รวมถึงโอกาสดึงดูดการลงทุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางที่มั่นคงในภูมิภาค

ในช่วงท้าย ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการรับมือสถานการณ์ พร้อมสะท้อนความกังวลด้านการเดินเรือ แต่เห็นว่าการปรับเส้นทางเดินเรือและสถานะความเป็นพื้นที่ปลอดภัยของไทย อาจเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลเรื่องการขาดแคลนแรงงาน จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุแรงงานต่างด้าวเดิม ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศในระยะต่อไป

#นายกหารือภาคเอกชน

#สหรัฐอิหร่าน

Cr:เพจรัฐบาลไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...