โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แบงก์ชาติเปลี่ยนบทบาท จากผู้คุมเสถียรภาพ สู่ผู้ร่วมดันเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ Economic Outlook 2026 : Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival ในงาน CEO Day ว่า ในมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและโครงสร้าง GDP นั้น เศรษฐกิจไทยในปีนี้เผชิญปัญหามากมาย โดยคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตเพียงประมาณ 1.5% ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ 2.2% โดยมีสาเหตุหลักมาจาก

  • การส่งออกชะลอตัว: จากปีที่แล้วที่เคยเติบโตถึง 12.8% แต่ปีนี้คาดว่าจะโตเพียง 0.6% ซึ่งส่งผลให้ GDP หายไปประมาณ 0.4%
  • การใช้จ่ายภาครัฐ (ตัว G): ในช่วงรัฐบาลรักษาการ การกระตุ้นเศรษฐกิจและการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าไป 3-5 เดือน ส่งผลกระทบต่อ GDP อีกประมาณ 0.2-0.3%
  • ปัจจัยประคองเศรษฐกิจ: ปัจจุบันเหลือเพียงการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก แม้การบริโภคจะชะลอตัวลงจาก 4-5% เหลือ 1.9% ก็ตาม
  • ศักยภาพเศรษฐกิจไทย: ผู้ว่าฯ ชี้ให้เห็นว่าในอดีตศักยภาพไทยเคยอยู่ที่ 4% แล้วลดลงมาเหลือ 3% จนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.7% ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและท้าทายในการยกระดับกลับไป

ในด้านปัญหาค่าเงินบาทและความผันผวนจาก 'ทองคำ' นั้น มองว่าว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินพื้นฐานเกิดจากปัจจัยสำคัญคือ การทำธุรกรรมทองคำ

  • อิทธิพลของทองคำ: จากข้อมูลพบว่าในวันที่บาทแข็งค่ามากๆ มีแรงขายดอลลาร์ที่มาจากร้านทอง (ผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์) สูงถึง 45% และในบางช่วงอย่างเดือนสิงหาคมพุ่งสูงถึง 62%
  • การกำกับดูแล: แบงก์ชาติได้ร่วมมือกับกระทรวงการคลังเพื่อขออำนาจในการกำกับดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำบนแอปพลิเคชัน เพื่อรายงานธุรกรรมและควบคุมไม่ให้กระทบต่อความผันผวนของค่าเงินบาท โดยไม่ได้เข้าไปกำกับธุรกิจทองคำทั้งหมด

ขณะที่การกวาดล้าง 'ทุนเทา' และ 'สินทรัพย์ดิจิทัล' นั้น ส่วนตัวก็มีความกังวลเรื่องการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในทางที่ผิดซึ่งกระทบต่อค่าเงิน ประกอบด้วย

  • ธุรกรรมผิดปกติ: พบว่ามีการใช้ USDT ในไทยสูงเกินความจำเป็น (50% ของการซื้อขาย) และกว่า 40% เป็นธุรกรรมจากคนต่างชาติ (Non-residence) ซึ่งน่าสงสัยว่าเหตุใดต้องมาขายในไทย
  • การใช้อำนาจตามกฎหมาย: แบงก์ชาติได้ตีความกฎหมายใหม่เพื่อใช้อำนาจที่ไม่ได้ใช้มานานหลายสิบปี ในการตามเส้นทางเงินของธุรกรรมที่น่าสงสัย ทั้งในส่วนของทองคำและ USDT เพื่อจัดการกับปัญหาเงินเทา

ส่วนยุทธศาสตร์ 'ปิดหนี้ไว ไปต่อได้' และการช่วยเหลือ SME แบงก์ชาติปรับบทบาทจากการดูแลเพียงเสถียรภาพ มาเป็นผู้ร่วมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

  • แก้หนี้รายย่อย: มีโครงการโอนหนี้เสีย (NPL) ที่ต่ำกว่า 100,000 บาท (ประมาณ 1.1 ล้านบัญชี) ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) อย่าง SAM เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้กลับมาใช้ชีวิตได้
  • วินัยทางการเงิน: เน้นให้ลูกหนี้มีวินัยเพื่อจะได้กลับมากู้ในระบบได้ใหม่ โดยใช้เงินจากกองทุนที่เหลือจากการช่วยเหลือช่วงโควิดประมาณ 20,000 ล้านบาท
  • สนับสนุน SME: ร่วมกับสมาคมธนาคารไทยให้สินเชื่อเพื่อให้ SME ปรับตัว (Transformation) เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve)

นโยบายดอกเบี้ยและบทบาทใหม่ของแบงก์ชาติ

  • ดอกเบี้ยนโยบาย: ผู้ว่าฯ ย้ำว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทย (1.25%) ต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นเท่านั้น
  • พื้นที่ดำเนินนโยบาย (Policy Space): แม้จะยังมีพื้นที่ให้ปรับลดได้ แต่ต้องเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินและพิจารณาตามความจำเป็นของข้อมูล
  • การควบคุมเงินสด: แบงก์ชาติสั่งการให้ธนาคารพาณิชย์รายงานธุรกรรมการแลกเงินหรือเบิกเงินที่ผิดปกติเป็นรายวัน เพื่อป้องกันปัญหาช่วงเลือกตั้งและเงินนอกระบบ
  • การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง: ผู้ว่าฯ ยืนยันว่าปัญหาปัจจุบันอย่าง Productivity ต่ำ หรือสังคมสูงวัย ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้มาตรการเชิงโครงสร้างควบคู่ไป

ทั้งนี้ ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้การนำของท่านผู้ว่าการฯ ได้ประกาศปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญ โดยมุ่งเน้นการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างเต็มตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ GDP ของประเทศถดถอยลงไปเรื่อยๆ จนกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหาภาคในที่สุด

นายวิทัย ได้เน้นย้ำถึงค่านิยม 4 ประการของแบงก์ชาติที่ต้องยึดถือ คือ 'ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ และติดดิน' โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ แบงก์ชาติได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสองคำหลัง คือ 'ยื่นมือ' เข้าไปช่วยแก้ปัญหา และ 'ติดดิน' เพื่ออยู่ใกล้ชิดกับปัญหาของประชาชนมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ขององค์กรเพื่อให้สอดรับกับบริบทโลกและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ หนึ่งในประเด็นที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการแก้ปัญหาของประเทศ โดยมองว่าที่ผ่านมาประเทศไทยมี 'คนวิเคราะห์' จำนวนมาก แต่กลับมี 'คนทำ' น้อยเกินไป

ปัญหาเชิงโครงสร้างหลายอย่างถูกวิเคราะห์ซ้ำไปมาเป็นเวลานับสิบปี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนข้อแนะนำและแนวทางปฏิบัติสำหรับภาคส่วนต่างๆ มีดังนี้

  • แบงก์ชาติ: พร้อมปรับบทบาทและขยายขอบเขตการทำงานเพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศ
  • ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ: ขอความร่วมมือให้ช่วยกัน 'ปล่อยสินเชื่อ' เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเคลื่อนที่ต่อไปได้ แม้จะมีอุปสรรคแต่ต้องค่อยๆ แก้ไขเพื่อบรรเทาปัญหา
  • ภาคเอกชน: สนับสนุนให้ช่วยกัน ลงทุน และหลีกเลี่ยงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ 'ทุนเทา'

"เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถกลับมาแข็งแกร่งได้หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน โดยเปรียบเทียบว่าการจะยกประเทศออกจาก 'หล่ม' และทำให้เศรษฐกิจกลับมา 'วิ่งได้' อีกครั้งนั้น ไม่สามารถทำได้โดยใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการประสานงานกันอย่างจริงจัง"

ทั้งนี้ จากการขับเคลื่อนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าได้รับความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมจากภาคเอกชน ส่งผลให้โครงการต่างๆ มีความคืบหน้าไปมาก โดยหลายโครงการ (อาทิ โครงการ Ignite) สามารถดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 99%

อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากแบงก์ชาติในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง การเปลี่ยนผ่านจากการรักษาเสถียรภาพเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงรุก การปรับตัวของ ธปท. และการเรียกร้องให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ

รวมถึงการกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุน เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปลดล็อกปัญหาคอขวดของเศรษฐกิจไทย หากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนยังคงดำเนินไปในทิศทางนี้ จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...