แบงก์ชาติเปลี่ยนบทบาท จากผู้คุมเสถียรภาพ สู่ผู้ร่วมดันเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในหัวข้อ Economic Outlook 2026 : Fiscal & Financial Strategies for Economic Revival ในงาน CEO Day ว่า ในมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและโครงสร้าง GDP นั้น เศรษฐกิจไทยในปีนี้เผชิญปัญหามากมาย โดยคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตเพียงประมาณ 1.5% ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ 2.2% โดยมีสาเหตุหลักมาจาก
- การส่งออกชะลอตัว: จากปีที่แล้วที่เคยเติบโตถึง 12.8% แต่ปีนี้คาดว่าจะโตเพียง 0.6% ซึ่งส่งผลให้ GDP หายไปประมาณ 0.4%
- การใช้จ่ายภาครัฐ (ตัว G): ในช่วงรัฐบาลรักษาการ การกระตุ้นเศรษฐกิจและการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้าไป 3-5 เดือน ส่งผลกระทบต่อ GDP อีกประมาณ 0.2-0.3%
- ปัจจัยประคองเศรษฐกิจ: ปัจจุบันเหลือเพียงการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนที่เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก แม้การบริโภคจะชะลอตัวลงจาก 4-5% เหลือ 1.9% ก็ตาม
- ศักยภาพเศรษฐกิจไทย: ผู้ว่าฯ ชี้ให้เห็นว่าในอดีตศักยภาพไทยเคยอยู่ที่ 4% แล้วลดลงมาเหลือ 3% จนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2.7% ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและท้าทายในการยกระดับกลับไป
ในด้านปัญหาค่าเงินบาทและความผันผวนจาก 'ทองคำ' นั้น มองว่าว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินพื้นฐานเกิดจากปัจจัยสำคัญคือ การทำธุรกรรมทองคำ
- อิทธิพลของทองคำ: จากข้อมูลพบว่าในวันที่บาทแข็งค่ามากๆ มีแรงขายดอลลาร์ที่มาจากร้านทอง (ผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์) สูงถึง 45% และในบางช่วงอย่างเดือนสิงหาคมพุ่งสูงถึง 62%
- การกำกับดูแล: แบงก์ชาติได้ร่วมมือกับกระทรวงการคลังเพื่อขออำนาจในการกำกับดูแลธุรกรรมการซื้อขายทองคำบนแอปพลิเคชัน เพื่อรายงานธุรกรรมและควบคุมไม่ให้กระทบต่อความผันผวนของค่าเงินบาท โดยไม่ได้เข้าไปกำกับธุรกิจทองคำทั้งหมด
ขณะที่การกวาดล้าง 'ทุนเทา' และ 'สินทรัพย์ดิจิทัล' นั้น ส่วนตัวก็มีความกังวลเรื่องการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในทางที่ผิดซึ่งกระทบต่อค่าเงิน ประกอบด้วย
- ธุรกรรมผิดปกติ: พบว่ามีการใช้ USDT ในไทยสูงเกินความจำเป็น (50% ของการซื้อขาย) และกว่า 40% เป็นธุรกรรมจากคนต่างชาติ (Non-residence) ซึ่งน่าสงสัยว่าเหตุใดต้องมาขายในไทย
- การใช้อำนาจตามกฎหมาย: แบงก์ชาติได้ตีความกฎหมายใหม่เพื่อใช้อำนาจที่ไม่ได้ใช้มานานหลายสิบปี ในการตามเส้นทางเงินของธุรกรรมที่น่าสงสัย ทั้งในส่วนของทองคำและ USDT เพื่อจัดการกับปัญหาเงินเทา
ส่วนยุทธศาสตร์ 'ปิดหนี้ไว ไปต่อได้' และการช่วยเหลือ SME แบงก์ชาติปรับบทบาทจากการดูแลเพียงเสถียรภาพ มาเป็นผู้ร่วมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
- แก้หนี้รายย่อย: มีโครงการโอนหนี้เสีย (NPL) ที่ต่ำกว่า 100,000 บาท (ประมาณ 1.1 ล้านบัญชี) ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) อย่าง SAM เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้กลับมาใช้ชีวิตได้
- วินัยทางการเงิน: เน้นให้ลูกหนี้มีวินัยเพื่อจะได้กลับมากู้ในระบบได้ใหม่ โดยใช้เงินจากกองทุนที่เหลือจากการช่วยเหลือช่วงโควิดประมาณ 20,000 ล้านบาท
- สนับสนุน SME: ร่วมกับสมาคมธนาคารไทยให้สินเชื่อเพื่อให้ SME ปรับตัว (Transformation) เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve)
นโยบายดอกเบี้ยและบทบาทใหม่ของแบงก์ชาติ
- ดอกเบี้ยนโยบาย: ผู้ว่าฯ ย้ำว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทย (1.25%) ต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นเท่านั้น
- พื้นที่ดำเนินนโยบาย (Policy Space): แม้จะยังมีพื้นที่ให้ปรับลดได้ แต่ต้องเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินและพิจารณาตามความจำเป็นของข้อมูล
- การควบคุมเงินสด: แบงก์ชาติสั่งการให้ธนาคารพาณิชย์รายงานธุรกรรมการแลกเงินหรือเบิกเงินที่ผิดปกติเป็นรายวัน เพื่อป้องกันปัญหาช่วงเลือกตั้งและเงินนอกระบบ
- การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง: ผู้ว่าฯ ยืนยันว่าปัญหาปัจจุบันอย่าง Productivity ต่ำ หรือสังคมสูงวัย ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้มาตรการเชิงโครงสร้างควบคู่ไป
ทั้งนี้ ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้การนำของท่านผู้ว่าการฯ ได้ประกาศปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญ โดยมุ่งเน้นการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างเต็มตัว เพื่อป้องกันไม่ให้ GDP ของประเทศถดถอยลงไปเรื่อยๆ จนกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหาภาคในที่สุด
นายวิทัย ได้เน้นย้ำถึงค่านิยม 4 ประการของแบงก์ชาติที่ต้องยึดถือ คือ 'ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ และติดดิน' โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ แบงก์ชาติได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสองคำหลัง คือ 'ยื่นมือ' เข้าไปช่วยแก้ปัญหา และ 'ติดดิน' เพื่ออยู่ใกล้ชิดกับปัญหาของประชาชนมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ขององค์กรเพื่อให้สอดรับกับบริบทโลกและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
นอกจากนี้ หนึ่งในประเด็นที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการแก้ปัญหาของประเทศ โดยมองว่าที่ผ่านมาประเทศไทยมี 'คนวิเคราะห์' จำนวนมาก แต่กลับมี 'คนทำ' น้อยเกินไป
ปัญหาเชิงโครงสร้างหลายอย่างถูกวิเคราะห์ซ้ำไปมาเป็นเวลานับสิบปี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนข้อแนะนำและแนวทางปฏิบัติสำหรับภาคส่วนต่างๆ มีดังนี้
- แบงก์ชาติ: พร้อมปรับบทบาทและขยายขอบเขตการทำงานเพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศ
- ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ: ขอความร่วมมือให้ช่วยกัน 'ปล่อยสินเชื่อ' เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเคลื่อนที่ต่อไปได้ แม้จะมีอุปสรรคแต่ต้องค่อยๆ แก้ไขเพื่อบรรเทาปัญหา
- ภาคเอกชน: สนับสนุนให้ช่วยกัน ลงทุน และหลีกเลี่ยงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ 'ทุนเทา'
"เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถกลับมาแข็งแกร่งได้หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน โดยเปรียบเทียบว่าการจะยกประเทศออกจาก 'หล่ม' และทำให้เศรษฐกิจกลับมา 'วิ่งได้' อีกครั้งนั้น ไม่สามารถทำได้โดยใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการประสานงานกันอย่างจริงจัง"
ทั้งนี้ จากการขับเคลื่อนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าได้รับความร่วมมืออย่างดีเยี่ยมจากภาคเอกชน ส่งผลให้โครงการต่างๆ มีความคืบหน้าไปมาก โดยหลายโครงการ (อาทิ โครงการ Ignite) สามารถดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 99%
อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากแบงก์ชาติในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง การเปลี่ยนผ่านจากการรักษาเสถียรภาพเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงรุก การปรับตัวของ ธปท. และการเรียกร้องให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อ
รวมถึงการกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุน เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปลดล็อกปัญหาคอขวดของเศรษฐกิจไทย หากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนยังคงดำเนินไปในทิศทางนี้ จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง