‘ปลัดคลัง’ ยันขึ้น Blacklist ผู้รับเหมาได้ทันที หากได้รับแจ้ง เร่งดัน ‘สมุดพกคุมผู้รับเหมา’ คาดแล้วเสร็จปลายเดือนนี้
‘ปลัดคลัง’ ยืนยัน การขึ้นบัญชี Blacklist ผู้รับเหมาผิดสัญญาทำได้ทันทีตามกฎหมาย หากได้รับแจ้ง พร้อมเผยความคืบหน้ามาตรการ ‘สมุดพกคุมผู้รับเหมา’ คาดแล้วเสร็จปลายเดือนนี้ ใช้ระบบตัดแต้มและจำกัดสิทธิรับงานรัฐ
วันนี้ (15 มกราคม) ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า สามารถขึ้นบัญชีดำ หรือ Blacklist ผู้รับเหมาได้ทันทีตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ 5-6 กรณี โดยไม่ต้องรอมาตรการใหม่เพิ่มเติม
พร้อมชี้ให้หน่วยงานของรัฐต่างๆ เร่งเสนอเรื่องมายังกรมบัญชีกลาง หากพบว่าผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามสัญญา หรือกระทำผิดเงื่อนไข เพราะกรมบัญชีกลางไม่สามารถทราบการละเมิดสัญญาได้โดยตรง
โดยกระบวนการหลังจากนั้น จะมีการส่งต่อให้คณะกรรมการพิจารณาว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายผิดหลักเกณฑ์และสมควรถูกขึ้นบัญชี Blacklist หรือไม่ ซึ่งลวรณย้ำว่า กลไกนี้มีการใช้งานอยู่จริง และมีการดำเนินการขึ้นบัญชีผู้รับเหมาที่ทำผิดเงื่อนไขเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ลวรณยังแนะให้แต่ละหน่วยงานเร่งหารือกับกรมบัญชีกลาง เพื่อให้ขั้นตอนต่างๆ ดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว พร้อมชี้ว่ามีการขึ้นบัญชี Blacklist เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
สำหรับมาตรการ ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลงานก่อสร้างภาครัฐ ลวรณชี้ว่า ได้ดำเนินการในส่วนของกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องแล้วเรียบร้อย เหลือเพียงการออกประกาศในระดับรองเพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในช่วงปลายเดือนนี้
โดย ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ จะเป็นกลไกอีกระบบหนึ่งที่จะคอยหักคะแนนสะสม ตัดแต้ม ลดขั้น หากเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายจากความประมาทเลินเล่อของผู้รับเหมาที่ได้รับงานจากภาครัฐ ซึ่งจะมีการจำกัดสิทธิการรับงานภาครัฐในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อคะแนนเกินระดับที่กำหนด
ทั้งนี้ ลวรณย้ำว่ามาตรการสมุดพกและการขึ้นบัญชี Blacklist มีความใกล้เคียงกันในเชิงผลลัพธ์ แต่เป็นคนละกลไกกันอย่างชัดเจน โดยผู้ที่ถูกดำเนินการตามมาตรการสมุดพกดังกล่าว จะไม่สามารถรับโครงการใหม่ของรัฐได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
ในส่วนของการเยียวยาความเสียหายจากประกันภัย ลวรณระบุว่า โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ต้องมีการทำประกันภัยไว้ตามสัญญา การจ่ายค่าชดเชยจะต้องยึดตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์อย่างเคร่งครัด โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)จะทำหน้าที่เร่งรัดให้มีการจ่ายสินไหมทดแทนโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ แม้จะมีการขอความร่วมมือให้พิจารณาจ่ายเพิ่มเติมได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อตกลงและหลักการประกันภัยที่มีอยู่