“ป๋อ ณัฐวุฒิ-เอ๋ พรทิพย์” จากเซ็นใบหย่าสู่จับมือสู้มะเร็ง เปิดบททดสอบชีวิตคู่ที่ไม่มีใครเคยเห็น
ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นคู่ชีวิตเปิดใจเล่าความเปราะบางของความรักอย่างตรงไปตรงมา ในรายการ How Are You Feeling? กับ 2 พิธีกร จ๋า ยศสินี และ ดร.ต้อง พงษ์รพี พาไปสัมผัสบทสนทนาที่ลึกและจริงที่สุดของคู่รักนักแสดงอย่างป๋อ ณัฐวุฒิ และเอ๋ พรทิพย์ จากวันที่ความรักเต็มไปด้วยคำถาม ความคิดไม่ตรงกัน การเลี้ยงลูกคนละวิธี จนถึงจุดที่ตัดสินใจเซ็นใบหย่าแยกทางด้วยความไม่แน่ใจในหัวใจของกันและกัน จนถึงวันที่ต้องจับมือกันเผชิญโรคมะเร็งปอด ความกลัว การดูแลใจทั้งคนป่วยและคนดูแล พร้อมบทเรียนการลดความคาดหวัง และกลับมาเข้าใจกันอีกครั้ง เพื่อมีความสุขกับครอบครัวในวันที่ชีวิตไม่แน่นอน
เอ๋ พรทิพย์ เผยว่า "ตอนนี้เอ๋มีความสุขมาก ไม่เคยรู้สึกว่ามีความสุขมากขนาดนี้ มันเป็นสิ่งที่แปลกเพราะว่าเอ๋มีความรู้สึกว่าทุกชีวิตคนเรามันต้องมีแบบมีเศร้าบ้าง มีทุกข์บ้าง มีอะไรบ้าง แต่ว่าหลังจากที่เอ๋ป่วยมีความสุขขึ้นมาก ตอนที่เขาบอกเป็นมะเร็งเราก็ตกใจ แล้วช็อกหลังจากนั้นคือเอ๋ไม่รับรู้อะไรเลย รับไม่ได้ กับสิ่งที่หมอเขาพูดตรงนั้น แล้วเรารู้สึกว่ามันจริงเหรอ มันคือหมอฟันธงแล้วใช่ไหมว่ามันจริง คือเรามีการต่อต้านและความช็อก พูดอะไรไม่ถูกเลย ในใจคืออย่าตายนะคำเดียวเลยอย่าตาย ห้าม ลูกก็เล็ก พ่อแม่ก็แก่ ยังไม่พร้อม ตอนที่กลับไปเจอลูกๆ ตอนแรกยังไม่ได้บอก คือเขายังไม่รู้ รู้กันอยู่แค่ 2 คน พ่อแม่เอ๋ พ่อแม่พี่ป๋อ ก็ยังไม่มีใครรู้ เราก็รู้ว่าในอาทิตย์นี้ต้องไปผ่าตัด แต่เราบอกเขาว่าไม่เป็นไรยังไม่เป็นไร ๆ เพราะเราคิดว่าเขารับไม่ได้แน่ แล้วก็บอกไปผ่าแป๊บเดียวเล็กนิดเดียวไม่ใหญ่"
"ส่วนเรื่องความเห็นไม่ตรงกัน คือเวลามีปัญหากัน เอ๋จะไม่เถียงไม่อะไรเลย เพราะเถียงไม่ชนะแน่นอน ก็เลยไม่พูดอะไรเลยเวลาเขาพูดอะไรมาก็ฟังอย่างเดียว ฟังแต่ตาต่อต้านนะ เอ๋ว่ามันเป็นข้อดีในความรู้สึกเอ๋ คือถ้าเถียงกลับไปมันไม่จบ แล้วมันจะยิ่งพัง จากเรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เอ๋ก็จะเงียบแล้วก็รู้สึกว่าค่อย ๆ ให้เราใจเย็นลง ค่อย ๆ คิดแล้วเดี๋ยวเขาก็นิ่งเอง ส่วนตอนเซ็นใบหย่า มันโหวงแล้วเรารู้สึกว่าเราไม่มีหลักแล้ว คือเราไม่มีหัวหน้าครอบครัวแล้ว เอ๋ก็คิดว่าถ้าเขาไปเจอผู้หญิงคนอื่นล่ะ เพราะเขาเจอผู้หญิงเยอะ สวย ๆ นู่นนี่ แล้วถ้าเขาไม่กลับมาเซ็นกับเราล่ะ เราจะทำยังไง แล้วลูกจะเป็นยังไง อยากบอกสามีว่า อยากขอบคุณเขาที่มาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา ที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตเอ๋ให้รู้สึกว่ามีความสุข คือถ้าไม่มีเขาก็มองภาพไม่ออกเหมือนกันว่าจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง คือเอ๋ก็ขาดเขาไม่ได้ ขอบคุณที่พี่เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีมาก ๆ พี่รักลูก รักครอบครัว ทำทุกอย่างเพื่อครอบครัวเสมอ จนเอ๋ลืมคำที่พี่เคยบอกว่าพี่รักตัวเอง เพราะตอนนี้พี่ไม่รักตัวเองแล้ว"
ป๋อ ณัฐวุฒิ เผยว่า "สำหรับความรู้สึกของผมเฉย ๆ เป็นคนอยู่กับปัจจุบันอยู่แล้ว ไม่รู้สึกสุขที่สุดหรือทุกข์ที่สุดเพราะเราเชื่อในการตั้งอยู่แล้วมันดับไปอย่างนี้เสมอ This too shall pass ในความรู้สึกเราเอาสิ่งนี้เป็นตัวตั้งชีวิตอยู่แล้ว รู้สึกว่าวันนี้ต่อให้เราได้รับรางวัลที่ดีที่สุดพรุ่งนี้มันก็แค่อีกวันหนึ่ง อีกวันเราอาจจะเป็นอะไรขึ้นมา แล้วก็จะเจอวันที่แย่ที่สุด แล้วเดี๋ยวก็จะมีช่วงเวลาที่ดีกลับมา เพราะฉะนั้นทุกการกระทำในชีวิตมันจะมีดีที่สุดแล้วมันจะมีแย่ที่สุด แต่สุดท้ายมันจะกลับมาอยู่ตรงกลางที่เราแฮปปี้คือข้าวกะเพราไข่ดาวอร่อย ๆ แล้ว พี่รู้สึกว่าโอเควันนี้แล้ว แต่โอเคโมเมนต์ของเอ๋พิเศษหน่อย ด้วยความที่ว่าเราต้องเจอเหตุการณ์เรื่องความเจ็บป่วยมาด้วยกันเรื่องมะเร็ง เหมือนเราแบกอันนี้ไว้กันอยู่แค่ 2 คน เพราะว่าแม่ก็แก่ ไม่อยากเล่าให้ฟังก่อน ในช่วงที่เขารักษาแล้วเรารู้สึกว่าต้องให้มันจบตรงนี้ก่อน ต้องผ่าออกไปก่อน เดี๋ยวผ่าเรียบร้อยค่อยเล่าให้แกฟัง ไม่อยากให้แกมายืนเศร้าอยู่หน้าห้องเครียด เพราะอายุมากแล้วแม่เรา 85 แล้วลูกก็เด็กเกินไปที่จะรับรู้ เท่ากับว่าเรา 2 คนเหมือนแบกโรคมะเร็งปอดไว้อยู่ 2 คน จริง ๆ ผมแบกเขาไว้คนเดียวด้วยซ้ำ เพราะว่าเอ๋มีความทุกข์ แต่ว่าตอนนั้นเหมือนกับไปเลย สภาพความคิดร้องไห้อย่างเดียว มันเหมือนเขาใจสลายแตกสลายไป ผมรู้ว่าเขาเหนื่อยมาก แต่เอ๋โชคดีอยู่อย่างว่ารอบนี้จากคนที่ขี้ขลาดที่สุดกลายเป็นคนที่เก่งที่สุด ในการสู้กับมันแล้วก็ไม่ยอมแพ้ แล้วก็กลับมาได้มีความสุขมาก ไม่เคยรู้สึกว่ามีความสุขมากขนาดนี้ มันเป็นสิ่งที่แปลกเพราะว่าเอ๋มีความรู้สึกว่าทุกชีวิตคนเรามันต้องมีแบบมีเศร้าบ้าง มีทุกข์บ้าง มีอะไรบ้าง แต่ว่าหลังจากที่เอ๋ป่วยมีความสุขขึ้นมาก ความไม่แน่นอน คือมันช็อกมากกว่า คือมันช็อกตรงที่ว่าเดี๋ยวเราจะไปกินข้าวกัน คือเหมือนเราไปตรวจสุขภาพแล้วเดี๋ยวเราก็จะไปกินบะหมี่ที่อยากกินร้านนี้นะ ยังคุยกันทุกอย่างปกติมากเลย แล้วอยู่ ๆ มันมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็ง เดี๋ยวพรุ่งนี้นัดเจอคุณหมอปอดเลยนะ แล้วอีกวันนัดเจอคุณหมอผ่าเลยนะ แล้วอีกวันก็เจอหมอคนที่ 2 เลย คือจะมี Second Opinion ให้เราเลย จากวันนี้อีก 3 วันข้างหน้าต้องมานัดเจอหมอหมดเลยเหรอ แล้วจำได้เลยว่าวันแรกที่เจอหมออย่างที่เล่าให้หลายคนฟังว่า พอเจอหมอปุ๊บหมอมานั่งเสร็จ หมอก็บอกว่าน่าจะเป็นมะเร็ง"
"ตอนเอ๋เป็นมะเร็ง ก็ได้คุยกับคุณหมอในระดับหนึ่งว่าระยะมันก็จะประมาณ 1 มันต้องมาดูว่ามันไปน้ำเหลืองหรือเปล่า 1 มันก็มีหลายแบบ มันอาจจะเป็น 1 ที่ไปที่น้ำเหลืองด้วย กับ 1 ที่ไม่ไปน้ำเหลือง ไม่รู้ว่าระยะไหนมันจะไปน้ำเหลือง แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องเช็คว่ามันระยะไหน แล้วว่ามันไปน้ำเหลืองหรือเปล่า แล้วมันไปส่วนอื่นหรือเปล่า มันมีขั้นตอนการเช็คอยู่ เราก็จะบอกเอ๋ว่าไม่ต้องคิดอะไรเยอะหรอก สุดท้ายมันก็เดิมพันว่าเราอยู่หรือเราจะไม่อยู่เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นคิดไปทีละขั้นแล้วกัน พรุ่งนี้แค่ไปหาหมอก่อน กินข้าวให้อิ่มก่อน นอนให้หลับก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ไปหาหมอด้วยกัน พี่ไม่ทำงานแล้ว เราความเห็นไม่ตรงกัน ตลอดทาง เอ๋เขาจะรู้สึกว่าผมไปควบคุมเขา ก็อาจจะเป็นไปได้ พี่อาจจะเป็นอย่างงั้นจริง ๆ ก็ได้ ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าเรารู้สึกว่าก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรก็ทำอย่างนี้มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ก็คือควบคุมตัวเองมาตลอดว่าอันนี้ไม่เอา สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่สิ่งแปลกของเรา เราควบคุมได้ พอวันหนึ่งพอมันเป็นคู่กันแล้วเราดันไปควบคุมเขาด้วยเหมือนกัน โดยที่เราไม่รู้ตัว แล้วเราคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ ต้องอย่างนี้สิ ต้องไปนั่นสิ เมื่อก่อนเธอจะใส่แว่นใช่ไหม เอ๋ต้องถอดแว่นดำนะเธออย่าไปใส่แว่นดำมากคน เขาจะดูว่าเธอเก๊กรู้ไหม เธอต้องส่งสบตาหาคน เขาก็จะทำไมพี่ หนูจะใส่แค่แว่นดำพี่จะยุ่งอะไรกับหนูนักหนา หนูว่ามันสวยดี คือตอนนั้นมันจะเป็นภาวะที่เหมือนเราทำงานมาเหนื่อย ๆ จำได้เลยตอนลูกคนโตเราเหนื่อยมาก เราทำงานบางทีถ่ายละคร 2 เรื่อง ถ่ายหนังอีก 1 เรื่อง แล้วก็จะเป็นช่วงที่ต้องกลับมาเลี้ยงลูก เราก็เลยรู้สึกว่าจะได้กลับบ้านแล้ว ขออุ้มหน่อยสิ ไม่ให้อุ้ม เขาก็จะไปหาเอ๋เพราะเอ๋อยู่กับเขาไง แต่ตอนนั้นด้วยความจิตริษยาของเราก็ว่าลูกก็ไม่ให้อุ้ม อยากอุ้มลูกจังเลย"
ป๋อ เล่าต่อว่า "วันที่มืดมนที่สุด จำสายตาที่ในห้องนอนได้เลยตอนนั้น ก่อนอัดตีท้ายครัว แล้วตีท้ายครัวเกือบไม่ได้ทำ คือนั่งคุยกันในห้องนอน แล้วหลาย ๆ ครั้งคือเอ๋เขาก็จะเป็นตาปกติ แต่เรารู้เลยว่าตอนช่วงนั้นเขาไม่ได้รักเราแล้ว แต่ฉันก็ไม่ได้รักเธอเหมือนกัน คือได้ไม่เป็นไร งั้นเราแยกกันเราคงต้องจบแล้ว จบถึงขั้นว่าคิดต่อแล้วนะว่ามันจะต้องยังไง คือเคยคุยกับเพื่อนเลยว่ายังไง คนเขาหย่ากันแล้วเขาต้องทำยังไง คือไปถึงตรงนั้นแล้ว แค่ลองหา เริ่มหาไอเดียแล้ว แต่ไม่อยากไปถึงจุดนั้นไง ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็จนวันหนึ่งไปหาพระ พระท่านก็คงจะมีจิตวิทยาในการแนะนำว่า ก็ถ้าไม่รักกันขนาดนี้ก็ไปหย่ากันสิ ลองหย่ากันสัก 6 เดือน อย่างตอนเซ็นใบหย่า อันนั้นยากสุด ก่อนจะไปจนเรื่องเตรียมการว่าเอาเอกสารมาเซ็น ทุกอย่างคิดว่ายังไงต้องแยกกันแล้ว แต่ก็จะแยกกันแค่ 6 เดือน แต่ตอนจะเซ็นจริง ๆ แล้วถ้าเกิดเขาเจอใครสักคนที่มันดีกว่าเรา แล้วมันดีไปหมด ความรู้สึกรักเขามันกลับดีดขึ้นมาเฉยเลย เพราะรู้สึกว่านี่เราเสียเขาไปแล้ว นี่เราแยกกันแล้วนะ นี่เราหย่ากันแล้วนะ แล้วถ้าเกิด 6 เดือนแล้วเขาบอกว่า พี่หนูคิดว่าหนูไม่อยากกลับมาแล้วล่ะ เราเซ็นกัน 6 เดือน คือในระหว่าง 6 เดือนมันก็มีความรู้สึกว่ารักเขามากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วหวง แล้วก็อยากจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมมากขึ้น แล้วทุกอย่างมันกลับดีขึ้น ๆ จนอยากลงชุดว่ายน้ำ ลงไปเลย โป๊ไปเลย แว่นเกี่ยวไปเลย 3 อัน จะกี่อันก็บอก แต่ขอรีทัชนิดหนึ่งให้มันขำ ๆ"
"ตอนเอ๋ป่วยเจอดราม่ารุนแรง ก็คุยกับเอ๋แล้วว่าเรื่องเอ๋มันเกี่ยวกับ PM มะเร็งปอดมันเกี่ยวกับ PM2.5 ซึ่งคนไทย ต้องใช้ลมหายใจแบบนี้อยู่ เราก็เลยเอาเรื่องนี้ไปเป็นวิทยาทานไปบอกคน แต่กลับกลายเป็นว่าเรื่องมัน ไม่รู้มันกลับตาลปัตรเป็นแบบนี้ได้ไง คนหนึ่งเป็นมะเร็งแต่กลับถูกด่าว่าเสแสร้ง กลับถูกด่าว่าเป็นมาแล้ว 2 ปี คือทุกอย่างมันกลับตาลปัตร ทุกวันพี่ยังงงอยู่เลยว่าเขาโกรธอะไรพวกเรา แล้วพี่ก็เลยรู้สึกผิดเองว่า พี่ไม่น่าทำอันนี้ออกมาเลย คือพี่ไม่ทำก็ได้ แล้วพี่ทำเพราะพี่อยากให้เรื่องราวของเอ๋มันไปบอกคนอื่นได้บ้าง สร้างแรงบุญอีกสักนิดหนึ่งเพื่อจะต่อชีวิตของเอ๋ ว่าเอาเรื่องของเราไปเล่าให้คนอื่นฟังอย่างน้อยคนอื่นเขาก็จะได้ไปต่อชีวิตของเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่ดีที่สุดก็ตาม แต่มันก็จะมีคอมเมนต์ทั้งบวกและลบเสมอ สุดท้ายก็เลยบอกเอ๋ว่าโอเคไหมที่มีคนว่าอย่างนี้ เอ๋ก็บอกว่าจะให้ทำยังไงเราก็ปล่อยไป ผ่านไป ก็ต้องมาสู้ด้วยกันต่อไป งั้นเราก้าวข้ามมันไปให้ได้ มันก็แค่วัน ๆ หนึ่ง เดี๋ยวพรุ่งนี้เอ๋ไปตรวจสุขภาพกันดีกว่า เรามีชีวิตที่ดีขึ้นดีกว่า เรามามีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นดีกว่า ไปวิ่งกันดีกว่า มันก็เลยผ่านไปแล้ว พี่ว่าพี่อายุมากขึ้น พอพี่ 50 พี่รู้เลยว่าพี่มีเวลาอีกนิดเดียวในการที่จะมีความสุข และพี่ไม่จำเป็นต้องดูแลใครเท่ากับตัวพี่เองอีกแล้ว เพราะพี่ไม่ได้อยู่ในจุดที่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว พี่เป็นนักรบแก่ ๆ คนหนึ่งที่พี่ไม่จำเป็นต้องไปดูแลใครอีกแล้ว พี่อาจจะต้องหันมาดูแลใจพี่เอง ต้องหันมาดูแลใจเมียพี่ ลูกพี่ พี่ก็จะบอกเสมอว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่พี่รู้สึกดีที่สุดกับตัวเอง มากกว่าตอนที่พี่เป็นพระเอกอีก เรารู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นอีกแล้ว มันพิสูจน์มาหมดแล้ว ถึงแม้ว่าวันนี้เราสู้ให้ใจขาดขนาดไหน ถ้าเราไม่รู้จักปล่อยวางเลยมันจะไม่มีวันจบ จนเราตาย แต่มาถึงวันนี้เราอาจจะต้องรู้จักที่จะต้องเบาเครื่องลง อยากบอกภรรยาว่า คงอยู่ไม่ได้หรอก คือคนที่แข็งแกร่งที่สุด สุดท้ายก็อาจจะเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดเช่นกัน ในบางมุมพี่ไม่สามารถออกไปสู้ได้หรอก ถ้ากลับมาบ้านแล้วไม่มีครอบครัวที่ดี เพราะพี่จะแตกสลาย จะรู้สึกว่าพี่จะไม่มีเรี่ยวแรงในการที่จะทำอะไร ถ้าไม่มีหลังบ้านแบบเอ๋ ถ้าพี่ไม่มีกำลังใจที่ดีแบบลูกทั้ง 2 คน ความมากไปน้อยไปพี่อาจจะต้องขอโทษ แต่พี่ก็จะยังไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่ดีกว่าเดิมให้ได้"