โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ห่วง "น้องโมเน่" วัย 2 ขวบ "ร้องกลั้น" กลางไลฟ์สดนานมาก "ภาวะเด็กร้องกลั้น" คืออะไร?

คมชัดลึกออนไลน์

อัพเดต 26 ก.พ. เวลา 01.02 น. • เผยแพร่ 26 ก.พ. เวลา 07.34 น.

ทำเอาแฟนคลับหลายคนเป็นห่วง "น้องโมเน่" ลูกสาว วัย 2 ขวบ ของ "เม พรีมายา" หนักมาก หลังพบว่าน้องโมเน่ "ร้องกลั้น" กลางไลฟ์สดนานมาก โดยผู้ใช้ TIKTOK รายหนึ่งได้โพสต์คลิปไลฟ์สดน้องโมเน่ร้องกลั้น พร้อมเขียนแคปชั่นว่า "เน่ร้องกลั้นนานมากลูกเอ้ยยยย" ก่อนที่แฟนคลับคนอื่นๆจะเข้ามาคอมเมนต์แสดงความห่วงใยน้องโมเน่มากมาย

ดูคลิป

"ร้องกลั้น" คืออะไร?

พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ผู้ชำนาญการด้านกุมารเวชศาสตร์ทารกแรกเกิดและปริกำเนิด ได้โพสต์อธิบายในเฟซบุ๊ก สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ เรื่องของภาวะลูกร้องไห้กลั้นไม่หายใจ (breath holding spell) ว่า ทารกบางคนมีอาการร้องไห้รุนแรงแล้วกลั้นไม่หายใจได้นานประมาณ 30-60 วินาที ทำให้หน้าเขียว หน้าซีด ตัวอ่อนปวกเปียก หรือเกร็งตัวคล้ายชัก หากเป็นครั้งแรกแล้วได้รับสนองตอบจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู โดยแสดงท่าทีตกใจอย่างมาก เท่ากับเป็นการให้ความสนใจต่ออาการดังกล่าว อาจทำให้ลูกเป็นอีกได้บ่อยๆเวลาถูกขัดใจ

วิธีแก้ไขภาวะร้องกลั้น

  • ให้พ่อแม่คุมสติ ไม่แสดงความตกใจ เพราะไม่มีใครกลั้นหายใจได้นานจนสมองขาดออกซิเจนหรือเป็นอันตรายแก่ชีวิต คือ นานกว่า 4 นาที
  • ให้ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ไม่ตามใจ เพราะลูกจะคิดว่าถ้าร้องไห้รุนแรงแบบนี้แล้วจะได้สิ่งที่ต้องการ อาการนี้จะดีขึ้นเมื่อลูกโตขึ้น อายุประมาณ 3 ขวบ
  • เมื่อลูกมีอาการร้องไห้แล้วกลั้นในครั้งแรก คุณควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจดูว่าไม่มีความผิดปกติอย่างอื่นซ่อนเร้น เช่น ภาวะเลือดจาง โรคหัวใจ หรือ โรคลมชัก

พญ.สุธีรา ยังอธิบายต่อว่า ป้าหมอไม่ได้เขียนว่า ไม่ให้ตอบสนอง หรือ ใช้วิธีเดินหนี หรือ ปล่อยให้ลูกร้องไปเรื่อยๆนะคะ ป้าหมอเขียนว่า ให้คุณพ่อคุณแม่กุมสติ อย่าตื่นตระหนกตกใจ เพราะถ้าเราตกใจ ลูกจะเรียนรู้ว่า การร้องแบบนี้จะทำให้ได้รับการตอบสนองได้เร็วที่สุดค่ะ เขาจะร้องแบบนี้ทุกครั้ง แต่ให้ปลอบลูก อยู่กับลูกตรงนั้น แต่ให้เบี่ยงเบนความสนใจของลูกไปสู่สิ่งอื่นค่ะ ถ้าเป็นทารกร้องกลั้น เราก็ดูแลเขาปกติ แต่พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงธรรมดาๆ ไม่ขึ้นเสียงสูง ทำสีหน้าตกใจ แต่ถ้าเป็นเด็กโตเกินขวบ ฟังรู้เรื่องแล้ว ก็พูดกับลูกปกติว่า ใจเย็นๆลูก แม่รู้ว่าหนูโมโห หนูอยากได้ แต่ของชิ้นนี้มันอันตราย หนูเล่นไม่ได้ ถ้าหนูอยากเล่น มาเล่นอันนี้ดีกว่าค่ะ หรือว่า ไปลูก เราไปดูซิ ว่าพ่อมาหรือยัง แม่ได้ยินเสียงรถพ่อมาแล้ว

ไม่มีตรงไหนที่ป้าหมอเขียนว่า ให้ปล่อยลูกร้องนะคะ แต่แนะนำ 2 ประเด็นหลัก คือ

  • อย่าตกใจ เพราะไม่อันตราย
  • ให้เบี่ยงเบนลูกไปสนใจอย่างอื่น เพื่อให้ลูกหยุดร้องไห้

ด้านเว็บไซต์ รักลูก (rakluke) ผู้นำในธุรกิจสื่อและกิจกรรม เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวได้อธิบายภาวะลูกร้องกลั้นเอาไว้ ว่า สามารถพบภาวะดังกล่าว ว่า

ภาวะลูกร้องกลั้นพบได้ 2-5% ของเด็ก เริ่มพบได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 5-6 เดือน แต่จะพบมากขึ้นช่วงอายุ 1-2 ปี หลังจากนั้นอาการจะค่อย ๆ ลดลง และภาวะนี้ไม่ได้เกิดอันตรายต่อสมองหรือทำให้เกิดพัฒนาการช้าแต่อย่างใด สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการที่เด็กมีความโกรธ ตกใจ หรือถูกขัดใจ จึงร้องไห้อย่างรุนแรง ตามด้วยการกลั้นหายใจจนทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจ (Apnea) และขาดออกซิเจน (Hypoxia) อาจตามด้วยการหมดสติ หรือแขนขากระตุก ซึ่งเป็นเพียงชั่วครู่ แล้วเด็กจะกลับมาหายใจปกติ

ภาวะร้องกลั้นมี 2 ประเภท

  • Cyanotic Spells เด็กจะมีอาการร้องไห้อย่างรุนแรง และหยุดหายใจในขณะหายใจออก ทำให้เกิดการขาดออกซิเจนและหน้าเขียว เหตุกระตุ้น เกิดจากการถูกขัดใจ หรือโมโห โกรธอย่างรุนแรง
  • Pallid Spells เด็กมักร้องไห้ไม่รุนแรง ไม่มีภาวะเขียวหรือขาดออกซิเจน แต่อาจมีอาการหน้าซีด เหตุกระตุ้น เกิดจากความกลัวหรือตกใจ

การดูแลเมื่อลูกทารกร้องกลั้น

  • ควรหลีกเลี่ยงวิธีบังคับหรือขัดใจและเปลี่ยนเป็นใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ โน้มน้าวหรือห้ามด้วยความนุ่มนวล และพ่อแม่ไม่ควรแสดงความตกใจเมื่อลูกแสดงอาการ
  • ในขณะที่มีอาการพ่อแม่ควรอุ้มเด็กไว้ หรือให้นอนราบ เพื่อป้องกันการล้มศีรษะฟาดพื้น

ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตว่าลูกเป็นภาวะร้องกลั้นหรือลมชัก เพราะถ้าร้องกลั้นมักจะเป็นไม่เกิน 1- 2 นาที และหลังจากนั้นจะรู้สึกตัวดี แต่ถ้าภาวะลมชัก มักจะเป็นนานกว่า 1 นาที และเด็กอาจไม่รู้สึกตัว

ขอบคุณข้อมูล : สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ และ รักลูก (rakluke)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...