“ชาวจีนในอีสาน” แต่ละมณฑลมีจำนวนเท่าใด หลังมีรถไฟสายอีสานในทศวรรษ 2440
ชาวจีนในอีสานคือกลุ่มคนที่มีบทบาทขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสานเมื่อมีการตัดทางรถไฟเข้าไป แล้ว 2 ทศวรรษแรกหลังมี “รถไฟสายอีสาน” ชาวจีนในพื้นที่มีจำนวนเท่าไหร่?
ประวิทย์ สายสงวนวงศ์ได้อธิบายพัฒนาเศรษฐกิจอีสานกับบทบาทของ “ชาวจีน”ในหนังสือ เปลี่ยนอีสานให้เป็น “ไทย”(มติชน : 2568) ว่า ใน พ.ศ. 2443 ทางรถไฟขยายเข้ามาถึงพื้นที่ภาคอีสาน จากกรุงเทพฯ สู่นครราชสีมา 2 ทศวรรษต่อมา ปริมาณสินค้าจากอีสานไปยังกรุงเทพฯ ก็เพิ่มขึ้น 40 กว่าเท่า และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อทางรถไฟขยายสู่ภาคอีสานตอนล่าง และตอนกลาง
ตั้งแต่ทศวรรษ 2440 เมืองโคราชมาได้กลายเป็นตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน พร้อมกับทุ่งนาหรือที่รกร้างหลายแห่งที่ทางรถไฟตัดผ่านได้พัฒนาเป็นชุมชนหรือย่านการค้า มีการกระจายตัวของผู้ประกอบการจากเมืองโคราชมาไปยังหัวเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้ประกอบการชาวจีน ดังที่ พระอุบาลี คุณูปมาจารย์(จันทร์ สิริจนฺโท) บรรยายไว้ว่า
“…แต่ก่อนกี้มีแต่คนลาว ครั้นเถิงคราวรถไฟมาฮอด มีตลอดทั้ง ‘เจ๊ก’ ทั้งไทย…มาอยู่ฮั่งการบ้านการเมือง บ่ขัดเคืองเข้าของในตลาดมีพร้อมทุกอัน…”
รายงานการสำรวจเมื่อ พ.ศ. 2462 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ระบุจำนวนชาวจีนในอีสานจากแต่ละมณฑล มีจำนวนดังนี้
มณฑลนครราชสีมา(นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์) มี 3,478 คน มณฑลอุบล(อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์) มี 768 คน มณฑลอุดร(อุดรธานี ขอนแก่น นครพนม สกลนคร เลย หนองคาย) มี 585 คน และมณฑลร้อยเอ็ด(ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์) มี 457 คน
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นจำนวนเท่าที่สำรวจพบเท่านั้น อาจมีชาวจีนที่ไม่ได้ตั้งถิ่นฐานในหัวเมืองใหญ่ หรือไม่ได้ประกอบสัมมาอาชีพเป็นหลักแหล่งแล้วตกสำรวจอีกจำนวนหนึ่งก็เป็นได้
ชาวจีนเหล่านี้เห็นโอกาสทางเศรษฐกิจอะไรจากดินแดนอีสาน?
แน่นอนว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังมีทางรถไฟย่อมทำให้ที่ดินย่านสำคัญ หรือชุมทางคมนาคมเป็นโอกาสทองทางเศรษฐกิจ ซึ่งกลุ่มอำนาจท้องถิ่นหรือข้าราชการมักครอบครองทำเลเหล่านั้นไว้ ไม่ก็ต้องการให้มีถนนตัดผ่านที่ดินของตน
ชาวจีนที่มีทุนรอนก็เป็นคนอีกกลุ่มที่เข้ามาคว้าโอกาสนั้นด้วยเช่นกัน เช่น นายเต็ก เอื้อวิทยาคหบดีที่เห็นว่าเมืองโคราชเป็นชุมทางมีผู้คนสัญจรคับคั่ง ได้ลงทุนทำโรงแรมจนกิจการรุ่งเรือง หรือ นายชือฮวง แซ่ตั้งพ่อค้าชาวจีนซึ่งใกล้ชิดกับเจ้าเมืองร้อยเอ็ดก็ลงทุนเปิดร้านขายของเบ็ดเตล็ดชื่อ “ร้านฮ่วงหลี”ถนนผดุงพานิช แล้วกลายเป็นย่านการค้าแห่งแรกของเมืองในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังตั้งถิ่นฐานอยู่ห่างไกลออกไปในพื้นที่ทำการเกษตรแบบยังชีพ การแลกเปลี่ยนยังไม่ได้อาศัยเงินตราเป็นสื่อกลางหลัก หรือยังไม่ทำการค้าสร้างผลกำไร หรือสะสมทุนมากนัก
ความแตกต่างระหว่างเมือง และชนบทนี้เอง เปิดโอกาสให้ “พ่อค้า” มีบทบาทเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนแหล่งผลิตในชนบทสู่เมือง ไปจนถึงปลายทางที่กรุงเทพฯ ขณะเดียวกันก็กระจายสินค้าจากภายนอกเข้าสู่ท้องถิ่น ซึ่งกลุ่มที่มีบทบาทสูงก็คือ“พ่อค้าชาวจีน”ที่เข้ามาตั้งร้านค้าในชุมชน และตลาด บ้างเป็นพ่อค้าเร่ตามชนบท
ชาวจีนนับว่ามีความพร้อมทั้งเงินทุน และความชำนาญทางการค้า เช่น เจ๊กขาว แซ่หล่อเจ้าของร้านค้าในเมืองร้อยเอ็ด มักนำสินค้าที่คนในชนบทต้องการ เช่น ไม้ขีดไฟ ด้าย เข็ม ปลาทูเค็ม และน้ำมันก๊าด ไปแลกกับข้าวเปลือกจากชาวบ้านมาเก็บตุนไว้แล้วรอตอนราคาดีค่อยเอาไปขายในจังหวัดนครราชสีมา พร้อมซื้อสินค้ากลับมาขายชาวบ้านอีกต่อหนึ่ง
เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลให้ชาวจีนในอีสานสามารถสะสมความมั่งคั่ง จนเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีสานให้เติบโตอย่างเนื่องจากอดีตจวบถึงปัจจุบัน
อ่านเพิ่มเติม :
- รถไฟสายอีสาน สมัยรัชกาลที่ 5 ทำไมมีปลายทางที่ “นครราชสีมา” เป็นที่แรก?
- ชาวจีนในร้อยเอ็ดกลุ่มแรกคือใคร เป็นต้นตระกูลใดในปัจจุบัน
- พื้นที่อีสานเมื่อเกือบ 150 ปีก่อน เมืองไหนสังกัด “มณฑลลาว” อะไรบ้าง?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ประวิทย์ สายสงวนวงศ์. (2568). เปลี่ยนอีสานให้เป็น “ไทย”. กรุงเทพฯ : มติชน.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 มกราคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ชาวจีนในอีสาน” แต่ละมณฑลมีจำนวนเท่าใด หลังมีรถไฟสายอีสานในทศวรรษ 2440
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com