โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แชร์วิธีบริหารเงินสำรองฉุกเฉิน ต้องมีเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอต่อมนุษย์เงินเดือน

Positioningmag

อัพเดต 04 ก.พ. เวลา 13.13 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. เวลา 13.13 น. • PR News

การเริ่มต้นเช้าวันจันทร์ด้วยความมั่นใจอาจไม่ใช่แค่เรื่องของพลังกาย แต่คือความมั่นคงทางใจที่มีรากฐานมาจาก "เงินออม" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินสำรองฉุกเฉินที่เปรียบเสมือนตาข่ายรองรับชีวิตยามก้าวพลาด บทความนี้เราจะพาคุณไปเจาะลึกวิธีจัดการสภาพคล่อง และวางแผนสะสมเงินก้อนนี้ให้แข็งแกร่ง เพื่อให้คุณรับมือกับทุกความไม่แน่นอนได้อย่างมืออาชีพ
เงินสำรองฉุกเฉินคืออะไร
เงินสำรองฉุกเฉิน คือ เงินก้อนที่ถูกแยกไว้ต่างหากจากเงินออมเพื่อการลงทุนหรือเงินสำหรับใช้จ่ายทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้จ่ายในสถานการณ์เร่งด่วนที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เช่น ภาวะว่างงานกะทันหัน อุบัติเหตุ การเจ็บป่วย หรือค่าซ่อมแซมสิ่งของจำเป็น โดยยอดเงินส่วนนี้ควรอยู่ในรูปแบบที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมนำมาใช้ได้ทันทีในยามที่เกิด เงินฉุกเฉิน จำเป็นขึ้นมา
เงินสำรองฉุกเฉินสำคัญอย่างไร
ความสำคัญของเงินก้อนนี้คือการสร้าง "อิสรภาพทางความกังวล" เพราะเมื่อคุณมีแผนวิธีจัดการสภาพคล่องที่ดีและมีเงินสำรองเพียงพอ คุณจะไม่ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตที่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินในอัตราดอกเบี้ยสูงเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณมีสมาธิกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องพะวงเรื่องความขัดสนทางการเงินในชีวิตประจำวัน


ต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ
พรอมิสในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินให้คำแนะนำว่า “ปริมาณเงินสำรองฉุกเฉินที่เหมาะสมสำหรับพนักงานประจำควรอยู่ที่ประมาณ 3-6 เท่าของรายจ่ายในแต่ละเดือน เพื่อเป็นเกราะป้องกันหากเกิดเหตุไม่คาดฝันจนขาดรายได้กะทันหัน” เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพชัดเจนขึ้น พรอมิสได้ยกตัวอย่างการคำนวณง่าย ๆ ดังนี้
หากในแต่ละเดือนคุณมีภาระค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าผ่อนต่าง ๆ รวมกันที่ 20,000 บาท เป้าหมายการออมเงินสำรองที่ควรมีติดบัญชีไว้คือระหว่าง 60,000 ถึง 120,000 บาท ซึ่งเงินก้อนนี้จะช่วยให้คุณสามารถดำเนินชีวิตและบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤตได้นานพอจนกว่าจะพบแหล่งรายได้ใหม่หรือสถานการณ์จะคลี่คลายลง
4 เทคนิคช่วยจัดการเงินสำรองฉุกเฉิน
การสะสมเงินให้ถึงเป้าหมายต้องอาศัยกลยุทธ์และวิธีจัดการสภาพคล่องที่เป็นระบบ เพื่อให้การออมเป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่สร้างความเครียดจนเกินไป
1. ต้องรู้รายได้ของตัวเอง
ก้าวแรกของวิธีจัดการสภาพคล่อง คือการประเมินรายรับที่แน่นอนในแต่ละเดือน เพื่อนำมาหักลบกับรายจ่ายที่จำเป็น การรู้ตัวเลขที่แท้จริงจะช่วยให้คุณกำหนดเป้าหมายการสะสมเงินสำรองฉุกเฉินได้อย่างสมเหตุสมผล โดยอาจเริ่มจากเป้าหมายเล็ก ๆ เช่น เก็บให้ครบ 1 เท่าของรายจ่ายก่อน แล้วค่อยขยับไปสู่ระดับที่สูงขึ้น
2. เก็บเงินให้ติดเป็นนิสัย
วินัยคือหัวใจสำคัญของการออม แนะนำให้ใช้เทคนิคการตัดเงินออมแบบอัตโนมัติทันทีที่เงินเดือนเข้าบัญชี วิธีนี้ถือเป็นวิธีจัดการสภาพคล่องที่เห็นผลเร็วที่สุด เพราะเป็นการจ่ายให้ตัวเองก่อนจ่ายให้คนอื่น การแยกบัญชีเงินสำรองออกจากบัญชีใช้จ่ายปกติจะช่วยลดโอกาสในการหยิบเงินก้อนนี้ออกมาใช้กับเรื่องทั่วไปได้ดีเยี่ยม


3. หาช่องทางเพิ่มรายได้
หากรายจ่ายในปัจจุบันสูงจนทำให้การออมหยุดชะงัก การมองหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างเงินฉุกเฉินเพิ่มเติมเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ในยุคนี้มนุษย์เงินเดือนสามารถใช้ทักษะเฉพาะตัวมาหารายได้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้หลากหลายทาง เงินที่ได้มาจากส่วนนี้ควรนำไปเติมในบัญชีสำรองฉุกเฉินทันทีเพื่อเร่งให้ถึงเป้าหมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
4. จัดการค่าใช้จ่ายให้เป็น
การเรียนรู้ทักษะการบริหารรายจ่ายจะช่วยให้คุณเหลือเงินเก็บมากขึ้นในแต่ละเดือน ลองใช้แอปพลิเคชันช่วยบริหารจัดการแยกหมวดหมู่รายจ่ายให้ชัดเจน การตัดรายจ่ายเล็ก ๆ ที่ไม่จำเป็นออกไปเป็นอีกหนึ่งวิธีจัดการสภาพคล่องที่จะช่วยเพิ่มพูนเงินสำรองของคุณได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว ทำให้คุณมีรากฐานทางการเงินที่แข็งแรงและพร้อมรับมือกับทุกอุปสรรค
สรุปบทความ
การเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินให้เพียงพอคือจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพทางการเงินที่ดีและยั่งยืน แม้การสะสมให้ถึงเป้าหมายอาจต้องใช้เวลาและความอดทน แต่ผลลัพธ์คือความมั่นคงที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ การหมั่นตรวจสอบและปรับปรุงวิธีจัดการสภาพคล่องอยู่เสมอจะช่วยให้คุณก้าวผ่านทุกช่วงเวลาของชีวิตไปได้อย่างมั่นใจและสง่างามที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...