โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ | 'อโยธยา' ยศยิ่งฟ้าของ 'อยุธยา'

MATICHON ONLINE

อัพเดต 09 ก.พ. เวลา 11.24 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. เวลา 11.24 น.

อยุธยาจะมีงานยอยศยิ่งฟ้า ระหว่างวันที่ 13-22 กุมภาพันธ์ 2569 แต่ไม่มีกิจกรรม ยกย่องอโยธยาเมืองเก่าของอยุธยา ซึ่งเป็นเรื่องน่าอดสูในสังคมการเมืองชาตินิยม เพราะนอกจากไม่ยกย่องแล้วยังต้องการทำลายเมืองอโยธยาด้วยทางรถไฟความเร็วสูง

อโยธยาเป็นเมืองเก่าของอยุธยา หมายความว่าถ้าไม่มีเมืองอโยธยา ก็ไม่มีกรุงศรีอยุธยา ที่พม่าเรียก “โยเดีย” ดังนั้น ชื่อพม่าว่า “โยดะยา-ยาซะวีง” หมายถึงราชวงศ์ อโยธยา เป็นเรื่องราวตั้งแต่วงศ์อโยธยาสืบเนื่องถึงวงศ์อยุธยา (ข้อมูลมีในหนังสือ พงศาวดารโยทยา วิรัช นิยมธรรม แปลจากต้นฉบับภาษาพม่า ศูนย์มานุษยวิทยา (องค์การมหาชน) กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2568 ราคาเล่มละ 450 บาท)

อยุธยาเป็นเมืองใหม่ของอโยธยา เอกสารอาหรับ-เปอร์เซียเรียกอยุธยาว่า “เมืองใหม่” พบมากหลักฐานนานาชาติ

เมืองอโยธยามีสตอรี่วิเศษเกี่ยวกับความเป็นไทยอย่างแท้จริงที่ควรยกเป็น “จุดขาย” การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ตลอดชาติ เพื่อทดแทนเที่ยวอยุธยาที่กำลังซบเซาจำเจ

ความเป็นมาของเมืองอโยธยา ผมเขียนเล่าไว้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์หลายชาติพันธุ์ (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2568 หน้า 274-297) จะยกบางตอนมาบอกเพื่อความเข้าใจในหลักฐานวิชาการทั่วกัน (นักโบราณคดีทางการบางกลุ่มอาจคิดต่างจากนี้ก็ได้) ดังต่อไปนี้

เมืองอโยธยา

เมืองอโยธยาสืบเนื่องบ้านเมืองก่อนหน้านั้น 2 แห่ง คือ เมืองละโว้ (อ. เมืองฯ จ. ลพบุรี) กับ เมืองอู่ตะเภา (อ.หนองแซง จ.สระบุรี)

มีอย่างน้อย 2 สมัย คือ สมัยแรก กับ สมัยหลัง

1.สมัยแรก อโยธยาไม่มีคูน้ำคันดิน เมื่อพุทธศตวรรษที่ 17 ราวหลัง พ.ศ. 1600 เป็นชุมชนขนาดใหญ่ บนเส้นทางการค้าของดินแดนภายใน มีขึ้นจากการขยายลงมาของเมืองอู่ตะเภา (วัฒนธรรมทวารวดี อ. หนองแซง จ. สระบุรี) ซึ่งอยู่ต่อเนื่องพื้นที่อยุธยา (ด้านทิศเหนือ) และจากการรวมตัวกันของหลายๆ ชุมชนหมู่บ้านบนที่ราบลุ่มบริเวณรอบๆ

[หลักฐานจากพงศาวดารเหนือ และงานค้นคว้าของ จิตร ภูมิศักดิ์ ในหนังสือ ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอมฯ (สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2547) ตรวจสอบพบว่า เมือง อโยธยามีแล้วเมื่อ พ.ศ. 1632]

วัง ทำด้วยไม้ เหมือนคุ้มหลวง, เรือนจันทน์

วัด แยกเป็นสถูปเจดีย์กับโบสถ์วิหารการเปรียญและกุฏิสงฆ์ สถูปเจดีย์ ทำด้วยอิฐ แต่ถูกสร้างใหม่ครอบ ทำด้วยไม้ที่ย่อยสลายหมดแล้ว

อโยธยามิได้กำเนิดในพริบตาเดียวหรือชั่วข้ามปี แต่ต้องใช้เวลาก่อตัวแล้วมีพัฒนาการนับร้อยๆ ปีก่อนเป็นเมืองมีคูน้ำคันดิน

2.สมัยหลัง เมืองอโยธยามีคูน้ำคันดิน เมื่อพุทธศตวรรษที่ 18 ราวหลัง พ.ศ.1700แรกมีคูน้ำคันดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (ผังเมืองแบบเดียวกันและคราวเดียวกันกับเมืองสุพรรณภูมิ จ.สุพรรณบุรี)

ทั้งนี้สืบเนื่องจากการค้ากับจีนขยายตัวกว้างขวางมากกว่าแต่ก่อน เพราะเทคโนโลยีการเดินเรือสมุทรมีสูงขึ้น ขนาดของเรือใหญ่ขึ้น บรรทุกสินค้ามากขึ้น บ้านเมืองมั่งคั่งขึ้นทำให้กษัตริย์มีทรัพยากรมากพอในการเกณฑ์แรงงานสร้างคูน้ำกำแพงเมือง

แผนที่พระนครศรีอยุธยาปัจจุบัน แสดงพื้นที่ในเกาะเมืองและนอกเกาะเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองโบราณทับซ้อนกัน 2 เมือง ได้แก่ (ขวา) อโยธยา (เมืองเก่า) หลัง พ.ศ. 1600 (ซ้าย) อยุธยา (เมืองใหม่) มีราว พ.ศ. 1893 (ปรับปรุงจากแผนที่ฯ ของกรมศิลปากร พ.ศ. 2558)

เมืองอโยธยา มีคูน้ำคันดินทำผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 1.4 x 3.1 กิโลเมตร [สำรวจตรวจสอบและทำผัง โดย พเยาว์ เข็มนาค (เมื่อยังรับราชการกรมศิลปากร) พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2562] (ซ้าย) ผังเมืองอโยธยา (กรอบขาว) จากภาพถ่ายทางอากาศ พ.ศ. 2497 (ขวา) ผังเมือง อโยธยา (เส้นประแดง) บนแผนที่อยุธยาปัจจุบัน

อโยธยามีชุมชนขนาดใหญ่ระดับชุมชนเมือง แต่การขุดค้นทางโบราณคดีหาชุมชนชาวบ้านทั่วไปน่าจะไม่พบ หรือพบลำบากมาก เพราะสภาพวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้านไม่เอื้อให้เหลือหลักฐานเพื่อนักโบราณคดีขุดพบ

ในไทยมีประสบการณ์ไม่มากพอต่อการขุดค้นทางโบราณคดีเพื่อศึกษาวิถีชุมชนชาวบ้านทั่วไป เนื่องจากที่ผ่านมาทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดเป็นการขุดค้นหลุมศพ (สมัยก่อนประวัติศาสตร์) และขุดค้นโบราณสถานวัดวังเพื่อการบูรณะเท่านั้น ส่วนหลักฐานที่นักโบราณคดีขุดพบ “บางแห่ง” ยังสรุปไม่ได้ว่าเป็นแหล่งอะไร? แต่อาจเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชนชั้นนำ หรือเศรษฐีมีทรัพย์ จึงพบภาชนะหลากหลาย โดยเฉพาะเครื่องถ้วยจีน (ซึ่งชาวบ้านทั่วไปไม่มีใช้)

[ภาชนะดินเผาและเครื่องมือเครื่องใช้จากการขุดค้นของนักโบราณคดีไทย ไม่ใช่หลักฐานชี้ขาดการมีชุมชนคนทั่วไปสมัยก่อนๆ เพราะ (1.) ภาชนะดินเผาและเครื่องมือเครื่องใช้ที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีส่วนมาก หรือเกือบทั้งหมด เป็นสิ่งของได้จากหลุมศพชนชั้นนำ และเครือญาติตามความเชื่อเรื่องขวัญในศาสนาผี ซึ่งไม่ใช่สมบัติของชาวบ้าน (2.) ชาวบ้านสามัญชนคนทั่วไปไม่ฝังศพ เมื่อมีคนตายก็เอาศพไปวางสถานที่จัดไว้ให้แร้งกากินตามความเชื่อทางศาสนาผี และไม่พบเศษภาชนะเครื่องมือเครื่องใช้ (ตามกรอบคิดกระแสหลัก)]

ชนชั้นต่างระดับ เครื่องมือเครื่องใช้สมัยอโยธยา เป็นไปตามชนชั้นทางสังคมที่มีต่างระดับ ดังนี้

1.ชนชั้นนำ และเครือญาติชนชั้นนำ มีภาชนะหลากหลายทั้งที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีต่ำในประเทศ และผลิตด้วยเทคโนโลยีสูงจากต่างประเทศ เช่น จีน, เวียดนาม, กัมพูชา เป็นต้น

2.ชาวบ้านทั่วไป อยู่เรือนเครื่องผูก มีพื้นฟากไม้ไผ่ โดยมุงหลังคาด้วยจากและหญ้าคา ไม่มีภาชนะผลิตจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากจีน

ภาชนะที่ใช้ในชีวิตประจำวันผลิตในชุมชนซึ่งมีเทคโนโลยีต่ำ มีหม้อดินเป็นหลักใช้หุงหรือนึ่ง ส่วนภาชนะอย่างอื่นจากธรรมชาติ ได้แก่ กระบอกไผ่, ใบไม้ (เช่น ใบตอง ฯลฯ), กาบกล้วย ฯลฯ

อโยธยาเป็นเมืองเก่าของอยธุยา ตัวเมืองอโยธยามีคูน้ำแสดงผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่ทางสถานีรถไฟอยุธยา ซึ่งเป็นที่รับรู้ทั่วไปในหมู่เจ้านาย, ขุนนาง, ข้าราชการแผ่นดินสยาม ราว 117 ปีมาแล้ว พบหลักฐานในพระราชดำรัส ร.5 เปิดโบราณคดีสโมสรที่พระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2450

ข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับเมืองอโยธยาที่ถูกจัดการอย่างเป็นระบบ แล้วถูกนำเสนอต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกเมื่อ 58 ปีที่แล้ว ในบทความวิชาการของศรีศักร วัลลิโภดม (ขณะนั้นเป็นอาจารย์ประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) พิมพ์ในวารสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับประวัติศาสตร์ พ.ศ. 2509 หลังจากนั้นราว 40 ปีที่แล้ว ศรีศักร วัลลิโภดม อธิบายเมืองอโยธยาไว้อีกในหนังสือ กรุงศรีอยุธยาของเรา (สำนักพิมพ์มติชนพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2527)

อโยธยามีขึ้นจากการรวมตัวของชนชั้นนำ 2 กลุ่ม ได้แก่ สยาม กับ ขอม พบหลักฐานจากเอกสารจีนเรียก “เสียนหลอ” [เสียนหมายถึงสยาม ส่วนหลอ (หลอฮก)หมายถึงละโว้ (อยู่ในจดหมายเหตุโจวต้ากวาน ราชทูตจีน เดินทางไปเจินละเมื่อ 54 ปีก่อนมีอยุธยา พ.ศ. 1839)]

ก่อนอโยธยาไม่พบคนเรียกตนเองว่าไทย, คนไทย เพราะสมัยนั้นบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแต่คนหลายชาติพันธุ์อยู่ปนกัน เช่น กลุ่มสยามกับกลุ่มขอม

กลุ่มสยาม เป็นคน “ไม่ไทย” มาจาก “ลูกผสม” หลายชาติพันธุ์ แต่พูดภาษาไท-ไตเป็นภาษากลางสื่อสารระหว่างชาติพันธุ์ มีศูนย์กลางอยู่ลุ่มน้ำมูล กับลุ่มน้ำท่าจีน

กลุ่มขอม มีหลายชาติพันธุ์ พูดภาษาเขมรเป็นภาษาทางการ ถูกเรียก “ขอม” (เป็นคำกลายจาก กฺรฺอม หมายถึงคนบริเวณที่ราบลุ่ม) มีบ้านเมืองอยู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ตอนล่าง) ต่อเนื่องถึงโตนเลสาบในกัมพูชา

หลังกำเนิดอโยธยาจากการรวมตัวกันของสยามกับละโว้ ประชากรหลักของอโยธยาประกอบด้วยชาวสยามกับชาวขอมละโว้ น่าเชื่อว่าภาษาราชการมี 2 ภาษา ทั้งภาษาสยาม คือไท-ไต และภาษาขอมละโว้ คือภาษาเขมร

เมืองเสมา (หรือเมืองศรีจนาศะ) คือเมืองราดของพ่อขุนผาเมือง (ผู้สืบทอดเสียมกุก) ร่วมกับศรีเทพ-ละโว้ สถาปนาอโยธยา 800 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ. 1700 มีความเคลื่อนไหว ดังนี้

(1.) ขนย้าย “จารึกศรีจนาศะ” (พ.ศ. 1480) จากเมืองเสมาลงไปอโยธยา ต่อมาขุดพบบริเวณเทวสถานใกล้สะพานชีกุน อ. เมืองฯ จ. พระนครศรีอยุธยา

(2.) เมืองเสมาเป็นฐานทรัพยากรของอโยธยา แผ่อำนาจขยายไปเมืองพิมาย, เมืองพนมรุ้ง พ.ศ. 1980 พบในจารึกขุนศรีไชยราชมงคลเทพ (ที่เหวตาบัว ต. ห้วยบง อ. ด่านขุนทด จ. นครราชสีมา ปัจจุบันอยู่ในวัดบ้านฉางประชานิมิตร ต. เขาน้อย อ. ลำสนธิ จ. ลพบุรี)

จารึกศรีจนาศะ (พ.ศ. 1480) มีรายพระนามกษัตริย์เมืองศรีจนาศะ (อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา)
ขุดพบบริเวณเทวสถาน ใกล้สะพานชีกุน อ. เมืองฯ จ. พระนครศรีอยุธยา

[ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน). จารึกศรีจนาศะ. (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 9 กรกฎาคม 2566,จากhttps://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/313]

[จารึกศรีจนาศะ จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ภาพจากเว็บไซตกรมศิลปากร]

(3.) เมืองเสมา (เมืองราด) ได้รับการสถาปนาเป็น “เมืองนครราชสีมา” แผ่นดินบรมไตรโลกนาถ พ.ศ. 2011 (มีลายลักษณ์อักษรในกฎมณเฑียรบาล อยุธยาตอนต้น)

สิ่งศักดิ์สิทธิ์จากเมืองเสมา (ศรีจนาศะ) คือจารึกศรีจนาศะ อยู่กลางเมืองเสมา หรือเมืองศรีจนาศะ, หรือเมืองราด (อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา) ต่อมาถูกเคลื่อนย้ายออกไปจากที่เดิม

จากนั้นเป็นที่รู้ทั่วไปในแวดวงประวัติศาสตร์โบราณคดีว่าถูกพบโดยบังเอิญที่อยุธยา (อ. เมืองฯ จ. พระนครศรีอยุธยา) เมื่อ พ.ศ. 2482

แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบคำอธิบายว่าถูกขนย้ายจากเมืองเสมาไปอยุธยาเมื่อไร? และทำไม?

ความศักดิ์สิทธิ์ของศิลาจารึกศรีจนาศะมี 2 อย่างได้แก่ (หนึ่ง) มีโศลกสรรเสริญพระศิวะ (หรือพระอีศวร) และพระอุมา (สอง) มีรายพระนามกษัตริย์เมืองศรีจนาศะ หรือเมืองเสมา, เมืองราด เสมือน “เทพบิดร”

เมื่อสภาพแวดล้อมทางสังคมและการเมืองเปลี่ยนไป ความศักดิ์สิทธิ์ของจารึกศรี จนาศะไม่มั่นคงเหมือนเดิม ได้แก่

(1.) อโยธยาหลังรับเถรวาทแบบลังกา (นับถือพระราม) อย่างเต็มบริบูรณ์ ย่อมละเลยจารึกศรีจนาศะที่มีเนื้อความสรรเสริญพระศิวะ

(2.) อโยธยาถูก “ผีห่า” กาฬโรคระบาด ต้องทำพิธีล้างอาถรรพณ์ด้วยการย้ายศูนย์กลางอำนาจไปที่ใหม่ น่าจะส่งผลกระทบถึงศิลาจารึกศรีจนาศะอย่างรุนแรง จึงไม่พบหลักฐานความเป็นมา

(3.) หลังเสียกรุง พ.ศ. 2310 โบสถ์พราหมณ์ย่านชีกุนต้องปรักหักพัง ทำให้ศิลาจารึกศรีจนาศะถูกถมทับเป็นเนินดินนานมากกว่า 100 ปี ต่อมาอีกนานมากถูกค้นพบจากการขุดดินทำถนน เมื่อ พ.ศ. 2482

การขนย้ายจารึกศรีจนาศะมีขึ้นในสมัยอโยธยา เพราะไม่พบสิ่งใดกำหนดผูกมัดว่าจะต้องสมัยอยุธยาเท่านั้น [จารึกศรีจนาศะไม่ได้ถูกโจรกรรมเพื่อขายเป็นของเก่า (ตามที่พูดจากันในท้องถิ่นและในทางการบางสถานที่) แต่ถูกเชิญลงไปอยุธยาในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์]

“คงอยู่ที่นั้นมาตั้งแต่ครั้งพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี” เป็นคำอธิบายของ ศ.ยอร์ช เซเดส์ (ชาวฝรั่งเศส) นักปราชญ์ทางประวัติศาสตร์โบราณคดีในไทยและอุษาคเนย์ ที่เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส 80 ปีมาแล้ว เมื่อ พ.ศ. 2487 [ต่อมาแปลเป็นภาษาไทย โดย ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล (พิมพ์ในหนังสือ ประชุมศิลาจารึก ภาค 4 โดยคณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2513 หน้า 216-220)]

จารึกศรีจนาศะ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นนำสมัยอโยธยา-อยุธยา จึงไม่ใช่เพียงแผ่นศิลามีตัวอักษรสลักไว้เท่านั้น เพราะ

(1.) พบโดยบังเอิญจากการขุดดินทำถนนบริเวณซากโบสถ์พราหมณ์ย่านชีกุน ซึ่งเป็นเทวสถานสำคัญมากของอยุธยา และ

(2.) อยู่ท่ามกลางวัดใหญ่หลวงศูนย์กลางอำนาจ 2 วัด คือ วัดมหาธาตุและวัดขุนเมืองใจ

หลักฐานสนับสนุนทั้งหมดอยู่ในเรื่องราวความเป็นมาหรือพัฒนาการความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ และเครือข่ายการค้าระหว่างเมืองศรีจนาศะซึ่งอยู่ที่ราบสูง บริเวณลุ่มน้ำมูล กับบ้านเมืองที่ราบลุ่ม บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา กระทั่งท้ายสุดที่ราบสูงลุ่มน้ำมูลถูกผนวกเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของอยุธยา

ความทรงจำกำเนิดเมืองอโยธยา

เมืองราด (หรือเมืองเสมา, เมืองศรีจนาศะ) คือสยามที่เป็นพลังสำคัญมากในการสร้างเมืองอโยธยา จึงพบความทรงจำสืบทอดต่อกันมาอยู่ในหนังสืออุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม) ที่แต่งเพื่อสรรเสริญคุณวิเศษของศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา เมื่อแผ่ถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นดินแดนรัฐละโว้ (ลพบุรี)

ต่อมากลุ่มสยามเมืองราด กับกลุ่มขอมเมืองละโว้ร่วมกันสร้างเมืองอโยธยาเป็นศูนย์กลางศาสนาพุทธ เถรวาท แบบลังกา แล้วแผ่เถรวาทไปทุกทิศทาง โดยเฉพาะเข้าสู่ที่ราบสูงบริเวณโขง-ชี-มูล ซึ่งมีโครงเรื่องสรุปย่อเฉพาะตอนนี้ ดังนี้

(1.) เมืองศรีโคตรบูรเป็นเครือญาติใกล้ชิดกับเมืองสาเกต (เมืองร้อยเอ็ดประตู)

(2.) เจ้าเมืองสาเกตเป็นพันธมิตรกับเจ้าเมืองกุรุนทนคร (เมืองอโยธยา)

(3.) ต่อมาเจ้าเมืองสาเกตไปอยู่กับเจ้าเมืองกุรุนทนคร ร่วมกันครองเมืองกุรุนทนคร

อุรังคธาตุเป็นหนังสือประเภทตำนานที่เรียบเรียงแบบตำนาน ดังนั้นชื่อบ้านนามเมืองในอุรังคธาตุเป็นชื่อในตำนานที่ดัดแปลงจากเรื่องเล่าเก่าแก่สืบทอดปากต่อปาก และบางครั้งผูกชื่อใหม่เป็นสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น “กุรุนที” นามคัมภีร์สำคัญของเถรวาทแทนชื่อ อโยธยา ที่เป็นเมืองศูนย์กลางเถรวาทบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา

เมืองศรีโคตรบูร หมายถึงบริเวณสองฝั่งโขงตั้งแต่เวียงจันท์ถึงพระธาตุพนม สมัยที่แต่งอุรังคธาตุ ศูนย์กลางอำนาจอยู่เวียงจันท์ ศูนย์กลางศาสนาอยู่พระธาตุพนม

ชื่อเมืองศรีโคตรบูรเกี่ยวข้องพระยาโคตรบอง เมืองละโว้ ตามหาตะบองไปถึงเมืองล้านช้างเวียงจันท์ แล้วกลับไปตายเมืองละโว้

เมืองสาเกตนคร หรือ เมืองร้อยเอ็ดประตู หมายถึงเมืองเสมา หรือเมืองศรีจนาศะ ลุ่มน้ำมูล (อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา) เป็นเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี ที่มีคูน้ำคันดินกว้างขวางใหญ่โตมาก

เมืองสาเกต เป็นนามศักดิ์สิทธิ์ของเมืองในชมพูทวีป (อินเดีย) (ต่อมารู้จักในชื่อ เมืองอโยธยา) เป็น 1 ใน 6 เมืองสำคัญบนเส้นทางคมนาคมการค้ายุคโบราณ ราว 2,500 ปีมาแล้ว ได้แก่ สาวัตถี, จัมปา, ราชคฤห์, สาเกต, โกสัมพี, และกาศี

[ที่ผ่านมานักค้นคว้าเชื่อว่าเมืองสาเกตคือเมืองร้อยเอ็ดโบราณ (อ. เมืองฯ จ. ร้อยเอ็ด) แต่ไม่พบหลักฐานตามที่บอกในอุรังคธาตุว่าเชื่อมโยงเครือญาติกับอโยธยา]

เมืองกุรุนทนคร หมายถึงเมืองอโยธยา (เมืองเก่าของอยุธยา จ. พระนครศรีอยุธยา) ในอุรังคธาตุเรียกเมืองกุรุนทนครด้วยชื่อต่างๆ แต่หมายถึงเมืองเดียวกัน ดังนี้

(1.) เมืองกุรุนทนคร (2.) เมืองศรีอโยธยา (3.) เมืองอโยธยาทวาราวัตินคร (4.) เมือง อโยธยา

[กุรุนที ชื่อของอรรถกถาพระวินัยคัมภีร์หนึ่งซึ่งเป็นภาษาสีหล และท่านพุทธโฆษนำไปใช้ในการแต่งอรรถกถาเป็นภาษามคธ บัดนี้ต้นฉบับได้สูญแล้ว (พจนานุกรมบาลี-ไทย ฉบับภูมิพโลภิกขุ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2547 หน้า 22)]

พ่อขุนผาเมือง คือ พระยาแกรก สืบเนื่องจากพ่อขุนผาเมืองมีพระขรรค์ชัยศรี (รับพระราชทานจากกษัตริย์เขมรนครธม) อาจตรงกับตำนานพระยาแกรก กษัตริย์อโยธยา (สมัยก่อนอยุธยา)

พระยาแกรก เป็น “ผู้มีบุญ” มาทางทิศตะวันออก (ของอโยธยา) พร้อมเครื่องกกุธภัณฑ์ (ซึ่งมีพระแสงขรรค์ชัยศรีอยู่ด้วย เป็นพระแสงของพระยาแกรก กษัตริย์อโยธยา) จากพระอินทร์ (ที่แปลงเป็นคนชราจูงม้า) ต่อมาพระยาแกรกได้เป็นกษัตริย์ครองอโยธยาว่า “พระเจ้าสินธพอำมรินทร์” มีความทรงจำในพงศาวดารเหนือ และในคำให้การชาวกรุงเก่า

คำให้การขุนหลวงหาวัด (เรื่องธรรมเนียมถือน้ำ) บอกว่าพิธีถือน้ำพระพัทต้องเชิญพระแสงขรรค์ชัยศรีเป็นประธานพระแสง 12 ราศี ส่วนคำให้การชาวกรุงเก่า เล่าว่าพระเจ้าท้ายสระทิวงคต มีจลาจลชิงอำนาจในอยุธยาระหว่างพระมหาอุปราช (บรมโกศ) กับเจ้าฟ้าอุทัย (และเจ้าฟ้าปรเมศร) เมื่อสู้ไม่ได้ เจ้าฟ้าอภัยฯ รวบรวมของมีค่าจากในพระราชวังหนีลงเรือ ได้แก่ “พระแสงชื่อ—ที่กำจัดภัย เป็นของตั้งแต่ครั้งพระยาแกรก” และของมีค่าอื่นๆ อีกมาก ส่วนพระแสงนี้มีบอกอีกตอนหนึ่งว่าเป็น พระแสงสำหรับพระนคร

พระบรมโกศขึ้นเสวยราชย์ ให้กองเรือออกตามจับ

ฝ่ายเจ้าฟ้าอภัยฯ เห็นจวนตัว “ให้ล่มเรือจมน้ำเสีย” “พระแสงก็จมอยู่ในน้ำกับเรือนั้น”

รัฐใหม่รุ่งเรือง รัฐเก่าร่วงโรย

เมืองอโยธยาซึ่งเป็นรัฐใหม่รุ่งเรืองบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่วนเมืองพระนครหลวง ที่โตนเลสาบในกัมพูชา (นครธม) ซึ่งเป็นรัฐเก่าร่วงโรย ทั้งนี้มีเหตุจากลักษณะการค้าโลกเปลี่ยนไป ทำให้อ่าวไทยบริเวณคาบสมุทรคับคั่งด้วยสำเภาจีน แต่ไม่คึกคักทางโตนเลสาบ

การค้าโลกไม่เหมือนเดิม เมื่อการค้าสำเภาจีนทวีความเข้มแข็งมากขึ้นทั่วอ่าวไทยเพื่อควบคุมเส้นทางข้ามคาบสมุทร บริเวณฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยาต่อเนื่องถึงแหลมมลายู ทำให้บ้านเมืองและผู้คนเคลื่อนไหวคึกคัก โดยเฉพาะคนพูดภาษามลายูทั่วหมู่เกาะและชายฝั่งแผ่นดินใหญ่กับคนพูดภาษาไทยทั่วดินแดนภายในภาคพื้นทวีป มีการโยกย้ายถ่ายเททิศทางต่างๆ แต่ที่สำคัญคือการโยกย้ายจากลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำต่อเนื่องลงลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพื่อขนย้ายทรัพยากรค้าขายกับจีนทางท่าเรือซึ่งอยู่อ่าวไทยฝั่งคาบสมุทร

ลักษณะการค้าเปลี่ยนไปในภูมิภาคเมื่อเส้นทางการค้าทวีความสำคัญบริเวณคาบสมุทรทำให้มีผลอย่างยิ่งต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของภูมิภาค ได้แก่

(1.) รัฐรุ่นเก่าถดถอยความสำคัญเมื่อสำเภาจีนลดการติดต่อค้าขาย และ

(2.) รัฐรุ่นใหม่ทวีความสำคัญเมื่อสำเภาจีนเพิ่มการติดต่อค้าขาย

เมืองพระนครหลวงที่โตนเลสาบในกัมพูชาร่วงโรยร่อแร่จากการค้าสำเภาจีนลดลงราวหลัง พ.ศ. 1700 ส่วนเมืองอโยธยาศรีรามเทพรุ่งเรืองมั่งคั่งและมั่นคงมากขึ้นจากจีนอุดหนุนการค้าสำเภา (จีนเรียกอโยธยาอย่างสืบเนื่องถึงอยุธยาว่า “เสียนหลอ” เพราะเกิดจากการรวมตัวของ “เสียน” คือ สยาม หมายถึง รัฐสุพรรณภูมิ กับ “หลอ” คือ หลอฮก หมายถึงรัฐละโว้) เป็นช่วงเวลาหลังรัชกาลพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7 เกิดสถานการณ์อ่อนแรงแล้วถดถอยของศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน ขณะที่ศาสนาพุทธฝ่ายเถรวาท (จากลังกา) แข็งแรงคึกคักขึ้นกว่าแต่ก่อนจนแผ่กว้างเข้าไปถึงกัมพูชา ด้วยแนวคิดว่าพระราชามาจาก “ผู้มีบุญ” ที่สั่งสมบุญบารมีไว้เมื่อชาติก่อน ทำให้ชาตินี้มีความมั่งคั่งจากการค้าขาย ซึ่งเท่ากับสามัญชน หรือคนพ่อค้าสามารถเป็นกษัตริย์ได้ ดังนั้นในกัมพูชาจึงมีความทรงจำจากคำบอกเล่าเรื่อง “ตาแตงหวาน” (ชื่อภาษาเขมรว่า “ตรอซกแผฺอม”) โดยสรุปย่อดังนี้

บุรุษชาวไร่นำเมล็ดแตงที่ได้จากบิดานั้นปลูก ครั้นแตงมีผลก็มีรสโอชาหวานยิ่งนัก ไม่มีแตงที่ไหนจะเสมอเหมือน เมื่อนานไปชาวพระนครก็เรียกบุรุษชาวไร่นี้ว่าตาแตงหวาน แล้วมีเหตุได้ถวายแตงให้กษัตริย์เสวยเป็นที่โปรดปราน จึงมีดำรัสสั่งว่า “ตั้งแต่นี้ต่อไปอย่าให้ผู้ใดผู้หนึ่งไปเก็บแตงนั้นบริโภคอีกเป็นอันขาด” ให้เก็บถวายแต่พระองค์เท่านั้น

ตาแตงหวานกราบทูลว่ามิอาจห้ามคนทั้งหลายเก็บแตงกินได้ กษัตริย์จึงสั่งนายช่างตีก้อนเหล็กเป็นหอกพระราชทานแก่ตาแตงหวานพร้อมมอบอาญาสิทธิ์ว่า “ถ้าผู้ใดผู้หนึ่งบังอาจเข้าไปไร่แตงก็ให้ฆ่าด้วยหอกนี้ได้โดยไม่มีโทษทัณฑ์” ตาแตงหวานรับหอกกลับบ้านแล้วเฝ้าไร่แตงอย่างกวดขันตามราชโองการ

วันหนึ่งกษัตริย์ประพาสป่าอยู่ข้างทิศเหนือไร่แตงที่ตาแตงหวานเฝ้า ครั้นตกถึงราตรีดึกสงัดเกิดอยากเสวยแตงหวาน จึงเสด็จเข้าไร่แตงจะเอาแตงมาเสวย ส่วนตาแตงหวานเฝ้าไร่คิดว่ามีคนขโมยแตงก็ฉวยหอกอาญาสิทธิ์พุ่งเข้าไปอย่างแรงแทงกษัตริย์สิ้นพระชนม์คาไร่แตง

บรรดามุขมนตรีน้อยใหญ่เห็นว่าเป็นผู้มีบุญญาธิการจึงพร้อมใจกันเชิญตาแตงหวานขึ้นเป็นกษัตริย์สืบต่อไป

[ปรับปรุงให้กะทัดรัดจากหนังสือ ราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา (ฉบับหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร) สำนักพิมพ์แพร่พิทยา พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2513 หน้า 68-72]

คนไทยเริ่มแรกในอโยธยา

อโยธยาเป็นเมืองต้นกำเนิดคนไทยที่เป็นบรรพชนคนไทยทุกวันนี้ และอโยธยาเป็นเมืองตั้งต้นประเทศไทย

คนไทย มีรากเหง้าจากชาวสยามที่ต่อไปเรียกตนเองว่าไทย และถูกคนอื่นเรียกว่าไทย พบเริ่มแรกในอโยธยา หลังรับเถรวาท (ศาสนาพุทธ) แบบลังกา

ชาวสยาม ไม่ใช่คนไทย ประกอบด้วยคน “ไม่ไทย” หลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” พูดหลายภาษา เมื่อต่างมีภาษาพูดของตนเองจึงมีปัญหาการสื่อสาร ทำให้ต้องมีภาษากลางสื่อสารระหว่างชาติพันธุ์คือภาษาไท-ไต เนื่องจากภาษาไท-ไตมีไวยากรณ์ง่ายที่สุดในบรรดาภาษาพูดทั้งหลายของภูมิภาคอุษาคเนย์สมัยนั้น

พื้นที่มีชาวสยาม มักพบกระจายกว้างขวางนับพันๆ ปีมาแล้ว บริเวณลุ่มน้ำสำคัญบนภาคพื้นทวีป (ของอุษาคเนย์) ได้แก่ ลุ่มน้ำดำ-แดงในเวียดนาม, ลุ่มน้ำโขงในลาวและไทย, ลุ่มน้ำสาละวินในพม่า, ลุ่มน้ำพรหมบุตรในอินเดีย และลุ่มน้ำเจ้าพระยาในไทย

บ้านเมืองและรัฐซึ่งมีชาวสยามเป็นส่วนหนึ่งขอประชากรในบ้านเมืองและรัฐนั้นๆ โดยพบหลักฐานในเอกสาร ได้แก่ รัฐจามปาในเวียดนาม, รัฐเวียงจันท์ในลาว, อาณาจักรกัมพูชาสมัยเมืองพระนคร (นครวัด) และสมัยเมืองพระนครหลวง (นครธม), รัฐบริเวณลุ่มน้ำมูล, รัฐบริเวณลุ่มน้ำป่าสัก-ลพบุรี, รัฐบริเวณลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง-น้ำเพชร เป็นต้น

อโยธยามีกำเนิดและพัฒนาการ ดังนี้

(1.) จากการรวมตัวหลวมๆ ของสยามกับละโว้ ตั้งแต่เรือน พ.ศ. 1600 และ

292 ประวัติศาสตร์ไทยหลายชาติพันธุ์

(2.) เติบโตเป็นเอกเทศหลังรับศาสนาพุทธเถรวาท แบบลังกา (นับถือรามเกียรติ์) เรือน พ.ศ. 1700

คำว่า “ไทย” มีกำเนิดในอโยธยา พบครั้งแรกเมื่อหลังรับศาสนาพุทธเถรวาท แบบลังกา ซึ่งใช้ภาษาบาลี ทำให้ภาษาบาลีได้รับยกย่องเผยแผ่แพร่หลายอย่างเขื่องๆ เฟื่องฟูในอโยธยาและเครือข่าย

บรรดาคำท้องถิ่นสำคัญๆ ถูก “จับบวช” แปลงเป็นภาษาบาลี เพื่อแสดงอำนาจและความทันสมัย โดยเฉพาะคำท้องถิ่นว่า “ไท” ถูกทำเป็นบาลีว่า “เทยฺย” แล้วกลายคำอีกชั้นหนึ่งว่า “ไทย” ถูกใช้งานตั้งแต่เรือน พ.ศ. 1700 เรียกภาษาพูดไท-ไตว่าภาษาไทย เรียกคนพูดภาษาไทยว่าไทย, คนไทย และเรียกประเทศอโยธยา ว่าเมืองไทย (พบหลักฐานสมัยต่อมาในบันทึกของลาลูแบร์) ดังนี้

คนอยุธยา (สมัยแรกสถาปนา) พูดภาษาเขมร ถูกเรียกว่าขอม นานไปก็พูดภาษาไทย แล้วกลายตนเป็นคนไทย สอดคล้องกับหลักฐานโบราณคดีประวัติศาสตร์ศิลปะ เรื่องพระปรางค์วัดมหาธาตุอยุธยา ได้ต้นแบบจากปราสาทเก่าแก่ก่อนสมัยอยุธยาในวัฒนธรรมเขมร เช่น ปราสาทพิมาย (จ.นครราชสีมา), ปรางค์สองพี่น้องเมืองศรีเทพ (จ.เพชรบูรณ์)

[พระปรางค์ประธานวัดมหาธาตุ อยุธยา (จ. พระนครศรีอยุธยา) ภาพถ่ายเก่าสมัย ร.5 เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2446 ก่อนพระปรางค์พังทลายลงเนื่องจากฝนตกหนัก เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2447 (จากเรื่อง “พระปรางวัดมหาธาตุกรุงเก่าหักพัง” เอกสารกระทรวงศึกษาธิการ รัชกาลที่ 5 ร.5 ศ.6/20 ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ระบุว่า พระปรางค์วัดมหาธาตุทลายลงมาในเวลาห้าโมงเช้าของวันที่ 25 พฤษภาคม ร.ศ. 123 พ.ศ. 2447)]

[ภาพจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา https://commons.wikimedia.org/wiki/ File:Wat_Mahathat,Ayutthaya(November_1903).jpg]

(1.) ภาษาไทยเริ่มมีในอโยธยา ต้นตอรากเหง้าจากภาษาไท-ไตที่ผสมปนเปกับภาษาสยาม จากนั้นกลมกลืนกับภาษานานาชาติ ได้แก่ ภาษาบาลี-สันสกฤต, ภาษามลายู, ภาษาจีน, ภาษาเปอร์เซีย (อิหร่าน) ฯลฯ แล้วถูกเรียกด้วยคำใหม่ว่าภาษาไทย

ภาษาไทยถูกใช้เผยแผ่เถรวาทแบบลังกา ทำให้ภาษาไทยแผ่ไปในชุมชนกว้างขวางและกว้างไกล

(2.) คนไทยเริ่มมีในอโยธยา ต้นตอจากชาวสยามพูดภาษาไท-ไต ต่อมาภาษาไท-ไต ถูกทำให้เรียกว่าภาษาไทย จากนั้นคนพูดภาษาไทยก็เรียกตนเองว่าไทย แล้วถูกเรียกจากคนอื่นว่าคนไทย ซึ่งพื้นที่แรกอยู่อโยธยาและปริมณฑล แล้วขยายไปบ้านเมืองเครือข่าย ได้แก่ สุโขทัย และ ฯลฯ เป็นต้น ดังนั้นคนไทยเป็นลูกผสมจากชาวสยามหลายชาติพันธุ์

ไม่มีชนชาติไทย เชื้อชาติไทย เพราะไทยเป็นชื่อทางวัฒนธรรม ได้ชื่อโดยสมมุติจากประสบการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง (เช่น จากคำว่า ไท-ไต) แต่ไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ (ซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์) จึงไม่มีชนชาติไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์

ส่วนคนไท-ไตอยู่นอกภาษาวัฒนธรรมไทยของอโยธยา (ลุ่มน้ำเจ้าพระยา) จึงไม่เรียกตนเองว่าไทย และไม่ถูกเรียกว่าไทย แต่เรียกตนเองและถูกเรียกตามประเพณีชาติพันธุ์นั้นๆ ได้แก่ จ้วง (กวางสี), ลื้อ (สิบสองพันนา), ยองและเขิน (พม่า), ผู้ไท (เวียดนาม) และลาวที่กระจายอยู่ทั่วไปทั้งในลาวและไทย เป็นต้น

(3.) เมืองไทยเริ่มมีในอโยธยา ต้นเหตุจากมีภาษาไทยและคนไทในอโยธยา จึงเรียกอโยธยาว่าเมืองไทย (พบหลักฐานในเอกสารลาลูแบร์) สืบเนื่องถึงปัจจุบันเรียกประเทศไทย

ขอบเขตความเป็นไทยสมัยเริ่มแรก หมายถึง ภาษาไทย, คนไทย, เมืองไทย มีพื้นที่เริ่มต้นอย่างรวมๆ อยู่ภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยา ดังนี้

เหนือ ถึงตาก-อุตรดิตถ์ พื้นที่เหนือขึ้นไปเป็นลาว

ตะวันตก ถึงสุพรรณบุรี-กาญจนบุรี พื้นที่ต่อไปเป็นมอญ-พม่า

ตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงลำตะคอง ที่ราบสูงโคราช อ. สูงเนิน จ. นครราชสีมา พื้นที่ต่อเนื่องออกไปเป็นเขมร, จาม, ลาว

ใต้ ถึงเพชรบุรี, ช่องสิงขร (ประจวบคีรีขันธ์) พื้นที่ใต้ลงไปเป็นชาวนอก, มลายู ฯลฯ

อโยธยาก่อนสุโขทัย พบหลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีสนับสนุนจำนวนมากและหนักแน่นว่าอโยธยาก่อนสุโขทัย

ที่ว่า “สุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย” เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อมากกว่า 100 ปีมาแล้ว จากนั้นถูกสถาปนาเป็นประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยเพื่อใช้ครอบงำสังคมไทย ผ่านสถานศึกษาทุกระดับ และผ่านสื่อสารพัดทั้งของราชการและของเอกชนยังมีอิทธิพลสืบเนื่องจนทุกวันนี้

สุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย มีเหตุจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลักฐานวิชาการหลายอย่างเกี่ยวเนื่องกัน ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเหล่านั้น ศรีศักร วัลลิโภดมนักปราชญ์สยามประเทศ (บรรณาธิการวารสาร เมืองโบราณ และอดีตอาจารย์ประจำภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) ประมวลข้อมูลทั้งหมดเป็นบทความวิชาการเรื่อง ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย [พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2514 ในหนังสือ นภศูล (ฉบับที่ 1) ชุมนุมศึกษาวัฒนธรรม-โบราณคดี สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร, พิมพ์ครั้งที่สอง (สำนักพิมพ์เมืองโบราณ) พ.ศ. 2524 ในหนังสือข้อขัดแย้งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย หน้า 5-14]

ประวัติศาสตร์เพิ่งสร้างใหม่ “เรื่องกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย” เสมือนเรื่องเล่าศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ หมายถึงคิดต่างไม่ได้ หรือคัดค้านไม่ได้ว่าสุโขทัย “ไม่ใช่” แห่งแรก หากละเมิดหรือคิดต่างจะถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าไม่รักชาติ ไม่รักสถาบัน เท่ากับต้องอยู่ยาก

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 การเมืองแบบประชาธิปไตยมีนักค้นคว้าและนักวิชาการทั้งไทยและสากลศึกษาค้นคว้าวิจัยพบว่ากรุงสุโขทัย “ไม่ใช่” ราชธานีแห่งแรกของไทย โดยสรุปดังนี้

(1.) ไม่พบหลักฐานวิชาการสนับสนุนว่ากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย

(2.) ที่ว่ากรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย ถูกสร้างขึ้นลอยๆ เพื่อหวังผลโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติ” เรื่องคนไทย เชื้อชาติไทย สายเลือดบริสุทธิ์

(3.) กรุงสุโขทัยราชธานีแห่งแรกของไทย ถูกสร้างทางการเมืองให้เป็น “รัฐในอุดมคติ” แต่วิชาการสากลไม่เชื่อถือ ในที่สุดกรุงสุโขทัยกลายเป็น “แดนเนรมิต” ที่ตลกขบขันของวงวิชาการสากล

(4.) หลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา สนับสนุนหนักแน่นว่าอโยธยาเก่าแก่กว่าสุโขทัย ดังนั้นอโยธยาเป็นเมืองตั้งต้นคนไทย, ภาษาไทย และประเทศไทย

(5.) ชนชั้นนำต้องการให้สุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย ถ้ายอมรับอโยธยาเป็นเมืองมีอายุเก่าแก่กว่า ก็เท่ากับสุโขทัยไม่เป็นราชธานีแห่งแรก ย่อมกระทบเรื่องสำคัญอื่นๆ ที่เพิ่งสร้าง ได้แก่ พ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์อักษรไทย ฯลฯ ดังนั้นเมืองอโยธยาต้องถูกด้อยค่า และถูกบังคับสูญหายจากความทรงจำ ทำให้สังคมไม่รู้จัก หรือรู้จักน้อยเกี่ยวกับเมืองอโยธยาด้วยการไม่กล่าวถึงเมืองอโยธยาในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย

ชาตินิยมไทยที่โฆษณายกตนเอง “รักชาติมากกว่าฝ่ายตรงข้าม” กำลังทำลายหลักฐานกำเนิดความเป็นไทยในเมืองอโยธยา เป็นเรื่องน่าอดสูอย่างยิ่ง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ | ‘อโยธยา’ ยศยิ่งฟ้าของ ‘อยุธยา’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...