โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ทรัมป์” งัดภาษีความมั่นคง เขย่าการค้าเอเชีย เสี่ยง 6 แสนล้านดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 26 ม.ค. เวลา 16.44 น. • เผยแพร่ 26 ม.ค. เวลา 09.44 น.

ขณะศาลฎีกาสหรัฐพิจารณาชะตากรรมภาษีตอบโต้ของ "ทรัมป์" รัฐบาลสหรัฐยังเดินหน้าใช้ภาษีนำเข้าด้านความมั่นคง ซึ่งอาจกระทบการค้าเอเชียมูลค่ากว่า 6 แสนล้านดอลลาร์

วันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 13.52 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ขณะที่ศาลฎีกาสหรัฐกำลังพิจารณาชะตากรรมของมาตรการภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลสหรัฐ ฝ่ายบริหารสหรัฐได้เดินหน้าใช้หรือเตรียมใช้มาตรการภาษีรูปแบบอื่นภายใต้ข้ออ้างด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้าของประเทศในเอเชียรวมมูลค่าสูงถึง 6.21 แสนล้านดอลลาร์ หากถูกบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ตามการวิเคราะห์ของ Nikkei Asia

คำตัดสินของศาลฎีกาที่อาจออกมาได้ทุกเมื่อ หากนำไปสู่การยกเลิกภาษีตอบโต้ จะถือเป็นแรงกระแทกโดยตรงต่อยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของทรัมป์ ซึ่งให้เหตุผลว่าการคืนเงินภาษีกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ให้ผู้นำเข้าที่จ่ายไปแล้วจะสร้างความโกลาหลครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตามทำเนียบขาวยังมีเครื่องมือด้านภาษีอื่นอยู่ในมือ โดยเฉพาะมาตรา 232 แห่งกฎหมาย Trade Expansion Act ปี 1962 ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเป็นรายประเภท หากผลสอบสวนชี้ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ

เพียงปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์เปิดการสอบสวนภายใต้มาตรา 232 มากถึง 14 กรณี ครอบคลุมสินค้าอย่างเครื่องจักร แร่สำคัญ ยา รถยนต์ และเซมิคอนดักเตอร์ โดยทรัมป์เป็นประธานาธิบดีที่ใช้มาตรการนี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ คิดเป็น 40% ของการสอบสวนทั้งหมดตลอดกว่า 60 ปี และยังเป็นผู้นำสหรัฐคนแรกที่นำมาตรา 232 มาใช้เก็บภาษีจริงตั้งแต่ปี 2560

นักวิเคราะห์ชี้ว่าการใช้มาตรา 232 ในวาระที่สองของทรัมป์มีลักษณะปกป้องการค้าอย่างเปิดเผยมากกว่าผู้นำสหรัฐในอดีต โดย Inu Manak จาก Council on Foreign Relations ระบุว่า รัฐบาลกำลังขยายขอบเขตอำนาจการค้าเกินบรรทัดฐานเดิม และอาจสร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจสหรัฐเอง ขณะที่อดีตนักเจรจาการค้าสหรัฐเตือนว่า ทรัมป์อาจใช้ภาษีแบบเหมารวมรายอุตสาหกรรม แล้วค่อยยกเว้นเป็นรายประเทศที่ยอมทำข้อตกลง

ในบรรดาคู่ค้าเอเชีย จีนเป็นประเทศที่เสี่ยงต่อภาษีมาตรา 232 มากที่สุด โดยมีสินค้ากว่า 1.42 แสนล้านดอลลาร์ที่อยู่ในข่ายเสี่ยง รองลงมาคือญี่ปุ่นราว 1.07 แสนล้านดอลลาร์ และเกาหลีใต้อีกกว่า 1.02 แสนล้านดอลลาร์ แม้บางประเทศจะเคยได้ข้อยกเว้นหรืออัตราภาษีคงที่จากข้อตกลงการค้า แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าข้อยกเว้นเหล่านี้อาจไม่ครอบคลุมการสอบสวนในอนาคต

มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 232 ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลากหลาย ตั้งแต่เหล็กและอะลูมิเนียมที่ถูกเก็บภาษีสูงสุดถึง 50% ทองแดงที่ถูกเรียกเก็บภาษี 50% ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ไปจนถึงไม้ เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ รถบรรทุก โดรน อากาศยาน ยา อุปกรณ์การแพทย์ แร่สำคัญ เครื่องจักรอุตสาหกรรม กังหันลม และเซมิคอนดักเตอร์

ภาคยานยนต์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยสหรัฐเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วน 25% ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐอย่างมาก อุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นซึ่งคิดเป็นราว 10% ของ GDP ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มจนกระทบผลประกอบการหลายพันล้านดอลลาร์ ขณะที่ภาคการก่อสร้างและที่อยู่อาศัยในสหรัฐเองก็ได้รับผลกระทบจากภาษีไม้และเฟอร์นิเจอร์

ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ภาษีเซมิคอนดักเตอร์ 25% และการสอบสวนโพลีซิลิคอนอาจกระทบห่วงโซ่อุปทานเอเชียอย่างกว้างขวาง แม้สหรัฐจะยังเกินดุลการค้าในเซมิคอนดักเตอร์ แต่ก็ขาดดุลกับหลายประเทศเอเชีย โดยเฉพาะไต้หวัน มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และญี่ปุ่น

นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากมาตรการภาษีภายใต้มาตรา 232 ถูกขยายเพิ่มเติม ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศคู่ค้า แต่จะย้อนกลับมากระทบต้นทุนของผู้ผลิตและผู้บริโภคสหรัฐเอง พร้อมบั่นทอนเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลก

ในภาพรวม แม้ศาลฎีกาสหรัฐจะยังไม่ตัดสินชะตาภาษีตอบโต้ของทรัมป์ แต่ความเสี่ยงด้านการค้าระหว่างประเทศยังคงสูงจากการใช้มาตรการด้านความมั่นคงเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเปลี่ยนภูมิทัศน์การค้าโลก และเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศเอเชียอย่างมีนัยสำคัญในระยะต่อไป

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...