“ทรัมป์” งัดภาษีความมั่นคง เขย่าการค้าเอเชีย เสี่ยง 6 แสนล้านดอลลาร์
ขณะศาลฎีกาสหรัฐพิจารณาชะตากรรมภาษีตอบโต้ของ "ทรัมป์" รัฐบาลสหรัฐยังเดินหน้าใช้ภาษีนำเข้าด้านความมั่นคง ซึ่งอาจกระทบการค้าเอเชียมูลค่ากว่า 6 แสนล้านดอลลาร์
วันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 13.52 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ขณะที่ศาลฎีกาสหรัฐกำลังพิจารณาชะตากรรมของมาตรการภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของนโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลสหรัฐ ฝ่ายบริหารสหรัฐได้เดินหน้าใช้หรือเตรียมใช้มาตรการภาษีรูปแบบอื่นภายใต้ข้ออ้างด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้าของประเทศในเอเชียรวมมูลค่าสูงถึง 6.21 แสนล้านดอลลาร์ หากถูกบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ตามการวิเคราะห์ของ Nikkei Asia
คำตัดสินของศาลฎีกาที่อาจออกมาได้ทุกเมื่อ หากนำไปสู่การยกเลิกภาษีตอบโต้ จะถือเป็นแรงกระแทกโดยตรงต่อยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของทรัมป์ ซึ่งให้เหตุผลว่าการคืนเงินภาษีกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ให้ผู้นำเข้าที่จ่ายไปแล้วจะสร้างความโกลาหลครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตามทำเนียบขาวยังมีเครื่องมือด้านภาษีอื่นอยู่ในมือ โดยเฉพาะมาตรา 232 แห่งกฎหมาย Trade Expansion Act ปี 1962 ซึ่งให้อำนาจรัฐบาลเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเป็นรายประเภท หากผลสอบสวนชี้ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
เพียงปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์เปิดการสอบสวนภายใต้มาตรา 232 มากถึง 14 กรณี ครอบคลุมสินค้าอย่างเครื่องจักร แร่สำคัญ ยา รถยนต์ และเซมิคอนดักเตอร์ โดยทรัมป์เป็นประธานาธิบดีที่ใช้มาตรการนี้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ คิดเป็น 40% ของการสอบสวนทั้งหมดตลอดกว่า 60 ปี และยังเป็นผู้นำสหรัฐคนแรกที่นำมาตรา 232 มาใช้เก็บภาษีจริงตั้งแต่ปี 2560
นักวิเคราะห์ชี้ว่าการใช้มาตรา 232 ในวาระที่สองของทรัมป์มีลักษณะปกป้องการค้าอย่างเปิดเผยมากกว่าผู้นำสหรัฐในอดีต โดย Inu Manak จาก Council on Foreign Relations ระบุว่า รัฐบาลกำลังขยายขอบเขตอำนาจการค้าเกินบรรทัดฐานเดิม และอาจสร้างผลเสียต่อเศรษฐกิจสหรัฐเอง ขณะที่อดีตนักเจรจาการค้าสหรัฐเตือนว่า ทรัมป์อาจใช้ภาษีแบบเหมารวมรายอุตสาหกรรม แล้วค่อยยกเว้นเป็นรายประเทศที่ยอมทำข้อตกลง
ในบรรดาคู่ค้าเอเชีย จีนเป็นประเทศที่เสี่ยงต่อภาษีมาตรา 232 มากที่สุด โดยมีสินค้ากว่า 1.42 แสนล้านดอลลาร์ที่อยู่ในข่ายเสี่ยง รองลงมาคือญี่ปุ่นราว 1.07 แสนล้านดอลลาร์ และเกาหลีใต้อีกกว่า 1.02 แสนล้านดอลลาร์ แม้บางประเทศจะเคยได้ข้อยกเว้นหรืออัตราภาษีคงที่จากข้อตกลงการค้า แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าข้อยกเว้นเหล่านี้อาจไม่ครอบคลุมการสอบสวนในอนาคต
มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 232 ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลากหลาย ตั้งแต่เหล็กและอะลูมิเนียมที่ถูกเก็บภาษีสูงสุดถึง 50% ทองแดงที่ถูกเรียกเก็บภาษี 50% ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ไปจนถึงไม้ เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ รถบรรทุก โดรน อากาศยาน ยา อุปกรณ์การแพทย์ แร่สำคัญ เครื่องจักรอุตสาหกรรม กังหันลม และเซมิคอนดักเตอร์
ภาคยานยนต์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยสหรัฐเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วน 25% ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งพึ่งพาตลาดสหรัฐอย่างมาก อุตสาหกรรมรถยนต์ญี่ปุ่นซึ่งคิดเป็นราว 10% ของ GDP ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มจนกระทบผลประกอบการหลายพันล้านดอลลาร์ ขณะที่ภาคการก่อสร้างและที่อยู่อาศัยในสหรัฐเองก็ได้รับผลกระทบจากภาษีไม้และเฟอร์นิเจอร์
ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ภาษีเซมิคอนดักเตอร์ 25% และการสอบสวนโพลีซิลิคอนอาจกระทบห่วงโซ่อุปทานเอเชียอย่างกว้างขวาง แม้สหรัฐจะยังเกินดุลการค้าในเซมิคอนดักเตอร์ แต่ก็ขาดดุลกับหลายประเทศเอเชีย โดยเฉพาะไต้หวัน มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และญี่ปุ่น
นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากมาตรการภาษีภายใต้มาตรา 232 ถูกขยายเพิ่มเติม ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเทศคู่ค้า แต่จะย้อนกลับมากระทบต้นทุนของผู้ผลิตและผู้บริโภคสหรัฐเอง พร้อมบั่นทอนเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานโลก
ในภาพรวม แม้ศาลฎีกาสหรัฐจะยังไม่ตัดสินชะตาภาษีตอบโต้ของทรัมป์ แต่ความเสี่ยงด้านการค้าระหว่างประเทศยังคงสูงจากการใช้มาตรการด้านความมั่นคงเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจเปลี่ยนภูมิทัศน์การค้าโลก และเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศเอเชียอย่างมีนัยสำคัญในระยะต่อไป
อ้างอิง : asia.nikkei.com