โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(จบ) หลิงเว่ย เทพพยากรณ์หวนคืน (มี E Book)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 14 ก.พ. เวลา 06.59 น. • เผยแพร่ 12 ม.ค. เวลา 13.49 น. • primพริมโรส
อดีตราชินีเซียนตื่นในร่างถุงเลือดมีชีวิต พอกันทีบทเหยื่อ เมื่อเนตรสวรรค์ตื่นขึ้น เกมล่าจึงพลิกใครเคยสูบเลือดเธอจงเตรียมจ่ายคืนด้วยวิญญาณเธอจะไปเคาะประตูบอกวันตายให้ถึงหน้าบ้าน อ่านเลยก่อนแม่เผาเมือง!

ข้อมูลเบื้องต้น

เรื่องย่อ

เมื่อมีความแค้นจะเก็บเอาไว้กับตัวเองทำไม??? แบ่งปันให้ชาวโลกรู้สิ! รออะไร!

เป็นถึงราชินีเซียนผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน รู้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องที่ศิษย์รักจะเอามีดมาจิ้มพุงตัวเองตาย! เนตรทิพย์หรือเนตรถั่วเนี่ยถามจริง?

ตายแล้วแทนที่จะได้ไปสบาย ดันตื่นมาในร่างถุงเลือดเดินได้ของบ้านเศรษฐี ชีวิตวนลูปอยู่กับการโดนสูบเลือดจนซีดเป็นไก่ต้ม พอกันทีบทนางเอกแสนดีผู้เสียสละ! บทเหยื่อที่แสนโศก

เมื่อเนตรสวรรค์ตื่นขึ้น มหกรรมเอาคืนจึงเริ่ม! ใครเคยดูดเลือดแม่ไป เตรียมตัวจ่ายคืนด้วยดอกเบี้ยมหาโหด ส่วนใครที่เคยเหยียบย่ำ เดี๋ยวแม่จะเปิดบริการพิเศษ เคาะประตูบ้านไปแจ้งวันตายให้ทราบถึงที่!ไม่รับจองคิวล่วงหน้า!

แต่ในขณะที่กำลังยุ่งกับการวางเพลิง (แค้น) ให้วอดวาย ก็ดันมีคุณชายเจ็ดจอมลึกลับเข้ามาวุ่นวาย ไม่ได้มาห้ามดับไฟนะ มาจีบ! มาจีบจริงๆ แถมยังมาตัดพ้อใส่หน้าว่า

"คุณหนูรอง คุณเห็นจุดจบของคนทั้งโลกได้ แต่ทำไมถึงมองไม่เห็นว่า ผมกำลังจะบ้าตายเพราะคลั่งรักคุณเนี่ยห๊ะ!?"

…โอ๊ย พ่อคุณ! คนเขากำลังยุ่งกับการเป็นวายร้าย ช่วยหลบไปคลั่งรักตรงนู้นก่อนได้ไหม!

#นางเอกเทพซ่าบ้าพลัง #พระเอกดุแต่คลั่งรักเหมือนหมาโบ้ #แก้แค้นแบบไฟลุกท่วมทุ่ง #โรแมนติกแบบหยุมหัวกันไปมา

กดอ่านเลย! ก่อนที่แม่จะเผาเมืองโชว์จริงๆ!

ด้วยรัก

primพริมโรส

การตื่นจากความตาย

บทที่ 1 การตื่นจากความตาย

กลิ่นยาฆ่าเชื้อ และกลิ่นสนิมคาวคลุ้งของเลือด

เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะเชื่องช้า

ติ๊ด…

ติ๊ด…

เหมือนเสียงนับถอยหลังสู่ความตายที่น่าเบื่อหน่าย

ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วแขนซ้าย ร้าวลึกเข้าไปถึงกระดูก มันคือความเจ็บปวดที่คุ้นเคยจนน่าสะอิดสะเอียน ความรู้สึกเหมือนวิญญาณกำลังถูกสูบออกไปพร้อมกับของเหลวสีแดงข้นในร่างกาย

เปลือกตาบางหนักอึ้งค่อย ๆ ขยับเปิดขึ้น แสงไฟนีออนสีขาวโพลนบนเพดานสาดลงมาจนแสบตา หญิงสาวบนเตียงพยายามปรับโฟกัสสายตา ภาพที่เห็นไม่ใช่เพดานหินของตำหนักเทพพยากรณ์ในดินแดนเซียน และไม่ใช่ลานประหารที่เธอถูกศิษย์รักหักหลัง

แต่มันคือเพดานสีขาวของโรงพยาบาลเอกชนสุดหรูใจกลางเมือง

"ตื่นแล้วเหรอ?"

น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่แฝงความรำคาญดังขึ้นข้างตัว

เธอหันไปมองช้า ๆ เห็นชายหนุ่มในชุดกาวน์สีขาวสะอาด ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้แว่นกรอบทองกำลังจดบันทึกบางอย่างลงในชาร์ตโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเธอ

หมอเหวยหลัน… ศัลยแพทย์หนุ่มอนาคตไกล และเจ้าของไข้ประจำตัวของ 'คุณหนูรอง' แห่งตระกูลหลี่

"ถ้าตื่นแล้วก็นอนนิ่ง ๆ อย่าเพิ่งสำออยเรียกร้องความสนใจ" เหวยหลันพูดเรียบ ๆ ขณะเอื้อมมือมาปรับวาล์วถุงเลือดข้างเตียงให้ไหลเร็วขึ้น "จิ้งเหยาอาการยังไม่คงที่ เลือดแค่นี้ยังไม่พอหรอก"

จิ้งเหยา…

ชื่อนี้กระตุกความทรงจำที่ถูกฝังลึกให้ตื่นขึ้น

ใช่… ร่างนี้คือ หลี่เสวี่ยหาน ลูกสาวบุญธรรมที่ตระกูลหลี่เก็บมาเลี้ยง ไม่ใช่เพราะความเมตตา แต่เพราะเธอมีกรุ๊ปเลือดหายากที่เข้ากันได้พอดีกับ หลี่จิ้งเหยา ลูกสาวแท้ ๆ ที่ป่วยเป็นโรคเลือด

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เธอไม่ใช่ลูก… แต่เป็นเพียง 'คลังเลือดเคลื่อนที่' ที่มีลมหายใจ

ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วแขนซ้าย ไม่ใช่แค่ความเจ็บทางกาย แต่มันคือ กุญแจ ที่ไขประตูความทรงจำอันมหาศาลให้ทะลักเข้ามา

หลี่เสวี่ยหาน… ใช่ นั่นคือชื่อของเธอในชาตินี้ เด็กกำพร้าที่ถูกตระกูลหลี่เก็บมาเลี้ยงดูประดุจสัตว์เลี้ยงราคาแพง เพียงเพราะเธอมีกรุ๊ปเลือดหายากที่เข้ากันได้กับลูกสาวคนโปรดของพวกมัน

ภาพความทรงจำเมื่อครู่ฉายชัด… ร่างกายที่ผ่ายผอมจากการถูกสูบเลือดครั้งแล้วครั้งเล่า อาการช็อกเพราะเสียเลือดมากจนหัวใจหยุดเต้น วินาทีที่สติสัมปชัญญะของเด็กสาววัยยี่สิบปีดับวูบลง วิญญาณของเธอหลุดลอยออกจากร่าง ไร้ที่ยึดเหนี่ยว เคว้งคว้างสู่ความว่างเปล่า…

แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ

มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยาวนานถึงหนึ่งพันปี

วิญญาณดวงนั้นไม่ได้แตกสลาย แต่กลับข้ามผ่านห้วงมิติไปสู่ 'โลกแห่งการบำเพ็ญเพียร'

ที่นั่น… เธอไม่ใช่เด็กสาวขี้โรคที่นอนรอความตาย แต่เธอคือ หลิงเว่ย ผู้ไต่เต้าจากศิษย์สายนอกผู้ต่ำต้อย ฝ่าฟันคมดาบและกองเลือด บำเพ็ญเพียรจนบรรลุถึงขั้นเซียน กลายเป็นเทพพยากรณ์ผู้หยั่งรู้ฟ้าดินที่ทั่วทั้งสามภพต้องก้มหัวให้

หนึ่งพันปีที่นั่น เธอเคยมีอำนาจล้นฟ้า เคยมีลูกศิษย์ที่รักดั่งดวงใจ และเคยเชื่อมั่นในความรัก…

ความทรงจำจากโลกบำเพ็ญเพียรหลั่งไหลเข้ามา การเป็น เทพพยากรณ์ ผู้หยั่งรู้อนาคต ผู้ที่ใครต่างยกย่องว่าดวงตาคู่นี้มองเห็นทุกสรรพสิ่ง

และในชาติภพนั้น นางรู้ล่วงหน้าถึงวาระสุดท้ายของตนเอง คำทำนายหงส์สาปีกหักร่วงหล่นกลางเพลิง ปรากฏชัดในนิมิตมานับร้อยปี นางเตรียมการรับมือศัตรูทั่วแปดทิศ กางค่ายกลป้องกันจอมมารจากสิบมิติ ระวังภัยจากสำนักคู่อริทุกฝีก้าว

นางมั่นใจว่านางจะชนะ นางมั่นใจว่านางจะฝืนลิขิตสวรรค์ได้

แต่สิ่งที่ เนตรหงส์ ไม่เคยทำนายออกมาให้เห็น สิ่งเดียวที่ถูกซ่อนอยู่ในจุดบอดของโชคชะตา คือใบหน้าของคนที่ถือมีดเล่มนั้น

ภาพในอดีตฉายชัดขึ้นมาราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวินาทีที่แล้ว… วินาทีที่ความเจ็บปวดแล่นพล่านกลางอก ไม่ใช่จากการโจมตีของกองทัพมาร แต่มาจากกระบี่เซียนเล่มงามที่นางเป็นคนหลอมมันขึ้นมากับมือ

ความเจ็บปวดไม่ได้เกิดจากคมโลหะที่แทงทะลุอกซ้าย… แต่มันเกิดจาก 'ความคุ้นเคย' ของปราณกระบี่เล่มนั้น ปราณที่นางจำได้แม่นยำเพราะนางเป็นคนถ่ายทอดมันให้เขาเองกับมือ

นางค่อย ๆ หันกลับไปมองเจ้าของมือที่ถือด้ามกระบี่อย่างเชื่องช้า… ราวกับอยากยื้อเวลาแห่งความจริงออกไปให้ช้าที่สุด

ในใจภาวนาต่อสวรรค์ที่นางรับใช้มานับพันปี… ขอให้เป็นศัตรูที่แปลงกายมาตบตาข้า… ขอให้เป็นปีศาจจิตมารที่เข้าสิงร่างศิษย์ข้า… ขอให้เป็นใครก็ได้ ที่ไม่ใช่เขา

แต่สวรรค์ไม่เคยเมตตาผู้ฝืนลิขิต…

เบื้องหน้านาง คือใบหน้าที่คุ้นเคยที่สุด… ใบหน้าของ 'หานจวินซิ่ว'

ภาพในอดีตซ้อนทับเข้ามาในวินาทีเฉียดตาย เด็กชายตัวน้อยมอมแมมที่นางขุดขึ้นมาจากกองซากศพสงคราม มือคู่นี้ของนาง… เคยป้อนข้าวป้อนน้ำยามเขาหิวโหย เคยเช็ดตัวยามเขาจับไข้ เคยประคองมือสอนเขาวาดลวดลายกระบี่เพลงแรก นางมอบให้เขาหมดทั้งชีวิต ทั้งวิชา และความรักดั่งมารดาคนหนึ่งพึงมีต่อบุตร

แต่สิ่งที่สะท้อนกลับมาในแววตาคู่นั้น… มีเพียงความว่างเปล่า เย็นชา และไร้ซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่งที่หมดประโยชน์

ริมฝีปากที่นางเคยสอนให้อ่านตำรา ขยับเอื้อนเอ่ยประโยคที่เชือดเฉือนวิญญาณ

"อาจารย์… ยุคสมัยของท่าน มันจบลงแล้ว"

ประโยคนั้น… มันไม่ได้ฆ่านางให้ตายด้วยคมดาบ แต่มันเหมือนมือที่มองไม่เห็นกระชากหัวใจของนางออกมาบีบขยี้จนแหลกละเอียดคามือ เลือดในกายเย็นเฉียบยิ่งกว่าน้ำแข็ง

เสียงกรีดร้องในความคิดของหลิงเว่ยดังลั่น สั่นสะเทือนไปถึงดวงจิตสุดท้าย

"ข้ารู้แจ้งทุกเรื่องใต้หล้า ทำนายได้แม้กระทั่งวันดับสูญของดวงดาวนับหมื่นดวง…"

นางแค่นหัวเราะออกมาเป็นเลือด ความสมเพชตัวเองกัดกินหัวใจยิ่งกว่าพิษร้าย

"แต่ข้ากลับตาบอด ตาบอดสนิทที่มองไม่เห็นสันดานดิบของคนที่ข้าป้อนข้าวป้อนน้ำ รักและถนอมดั่งเลือดในอกตัวเอง!"

ดวงตาหงส์ที่เคยส่องประกายศักดิ์สิทธิ์ หรี่ลงด้วยความเจ็บแค้นและสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง

"นี่สินะ… ที่คนโบราณเขาเตือนไว้ อย่าเก็บสัตว์ป่ามาเลี้ยงหากไม่รู้รากเหง้า… เพราะสุดท้าย สัญชาตญาณเดรัจฉานของมัน ก็จะแว้งกลับมากัดเจ้าจนตาย!"
ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศโดยคนที่เชื่อใจที่สุด มันรุนแรงยิ่งกว่าความตาย มันคือความอัปยศ คือความโง่เขลาที่ไม่อาจให้อภัยตัวเองได้

ลมหายใจของนางเริ่มแผ่วเบา แต่สติกลับแจ่มชัดยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ในขณะที่เลือดไหลรินออกจากอก นางมองใบหน้าของศิษย์รักที่ยืนค้ำหัวนางด้วยแววตาของผู้ชนะ

ในห้วงความคิดสุดท้าย… นางนึกถึงตำราลับเล่มหนึ่งที่นางซ่อนไว้ในจิตวิญญาณ มันคือสุดยอดวิชาพิษที่นางใช้เวลาทั้งชีวิตคิดค้นขึ้น "พิษเหมันต์ผลาญวิญญาณ" พิษที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไร้ซึ่งยาแก้… มันถูกสร้างขึ้นด้วยความรักและความหวงแหน ตั้งใจว่าจะมอบให้เขาในวันที่เขาขึ้นครองตำแหน่งเจ้าสำนัก เพื่อใช้ปกป้องตนเองจากศัตรูทั่วหล้า

“ข้าอุตส่าห์เก็บซ่อนมันไว้ เตรียมจะมอบให้เจ้าเป็นของขวัญชิ้นสุดท้าย…” นางคิดในใจด้วยความสมเพช ความรักที่เคยมีแปรเปลี่ยนเป็นความชิงชังที่ลุกโชนยิ่งกว่าไฟนรก

ริมฝีปากที่เปื้อนเลือดของนางขยับยิ้ม… ไม่ใช่รอยยิ้มของความพ่ายแพ้ แต่เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หานจวินซิ่วต้องขมวดคิ้วด้วยความหวาดระแวง

นางรวบรวมลมปราณเฮือกสุดท้าย ผนึกมันลงในฝ่ามือที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดของตนเอง

"จวินซิ่ว…" นางเอ่ยเรียกชื่อเขาเป็นครั้งสุดท้าย น้ำเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานไปถึงขั้วหัวใจ

"เจ้าอยากได้ทุกอย่างของข้าไม่ใช่หรือ? วิชานี้ ข้าก็ตั้งใจจะให้เจ้าอยู่แล้ว"

มือที่สั่นเทาของนางพุ่งออกไปรวดเร็วดุจสายฟ้า คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเขาที่ยังกำด้ามกระบี่อยู่

"เช่นนั้น… ก็ให้เจ้าเป็นผู้ทดลองใช้ พิษเหมันต์ผลาญวิญญาณ นี้ ก็แล้วกัน!"

ฉึบ!

เล็บยาวของนางจิกฝังลงไปในเนื้อของเขา ถ่ายทอดพิษร้ายผ่านทางโลหิตที่เชื่อมต่อกัน

"นี่เจ้าทำอะไร!?"

หานจวินซิ่วตะโกนลั่น สะบัดมือนางออกอย่างแรง แต่ทว่า สายไปเสียแล้ว

เส้นเลือดสีดำทมิฬผุดขึ้นมาจากจุดที่นางสัมผัส มันเลื้อยลามขึ้นไปตามแขนของเขารวดเร็วราวกับงูพิษที่หิวกระหาย เนื้อหนังบริเวณนั้นเริ่มส่งเสียง ฉ่า… เหมือนถูกน้ำกรดราด ผิวหนังที่เคยขาวเนียนเริ่มเน่าเปื่อยและหลุดร่อนออกมาเป็นชิ้น ๆ เผยให้เห็นกระดูกสีดำที่กำลังถูกกัดกิน

"อ๊ากก!!"

เสียงกรีดร้องของหานจวินซิ่วดังโหยหวนสะเทือนเลื่อนลั่น เขาทิ้งกระบี่ลง ยกมือกุมแขนข้างนั้นด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส พิษร้ายไม่ได้แค่ทำลายร่างกาย แต่มันกำลังกัดกิน ฐานรากวิญญาณของเขา ความเจ็บปวดนั้นเหมือนถูกเข็มนับล้านเล่มทิ่มแทงวิญญาณพร้อมกัน

นางนอนมองภาพศิษย์รักที่กำลังดิ้นทุรนทุรายอย่างน่าเวทนา มองดูความทะนงตัวของเขาที่พังทลายลงกลายเป็นความหวาดกลัวสุดขีด

สติของนางกำลังจะดับวูบ ความหนาวเหน็บแห่งความตายเข้าเกาะกุมหัวใจ แต่นางกลับไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย

ที่มุมปากข้างขวาของนาง ค่อย ๆ ยกขึ้น เป็นรอยยิ้มเยาะที่บิดเบี้ยวและงดงามที่สุดในชีวิต

เยาะเย้ยศิษย์ทรยศ ที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับของขวัญที่นางตั้งใจมอบให้ด้วยรัก เยาะเย้ยตัวเอง… ที่ตาบอดมองคนผิดจนวาระสุดท้าย และเยาะเย้ยโชคชะตา… ที่คิดว่าจะพรากทุกอย่างไปจากนางได้ง่าย ๆ

"ลิ้มรสมันเสีย ความเจ็บปวดที่ข้ามอบให้เจ้า แล้วจำไว้ ว่าอาจารย์ผู้นี้ ไม่เคยติดค้างผู้ใด แม้แต่ความตาย!"

ดวงตาหงส์คู่นั้นค่อย ๆ ปิดลง พร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่หลุดลอย ทิ้งไว้เพียงร่างไร้วิญญาณที่ยังมีรอยยิ้มเยาะหยันประดับอยู่ที่มุมปาก… ตราตรึงเป็นฝันร้ายที่จะหลอกหลอนหานจวินซิ่วไปชั่วกัปชั่วกัลป์.

****

เลือดถุงสุดท้าย

บทที่ 2 เลือดถุงสุดท้าย

และบัดนี้ การย้อนเวลากลับมาในร่างเดิมในโลกปัจจุบัน ความทรงจำที่แตกสลายนั้นหลอมรวมเข้ากับความแค้น

ในอดีต หลี่เสวี่ยหานคนเก่าคงจะนอนร้องไห้เงียบ ๆ น้อยใจในโชคชะตา และยอมให้หมอเหวยหลันสูบเลือดจนเกือบช็อกเหมือนทุกครั้ง

แต่ตอนนี้ คนที่นอนอยู่ตรงนี้คือ หลิงเว่ย ดวงตาที่เคยมีไว้เพื่อรัก และ เมตตาได้ตายไปพร้อมกับหานจวินซิ่วคนนั้นแล้ว เหลือเพียงดวงตาแห่งการพิพากษาที่จะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมาหักหลังได้อีก

ดวงตาคู่สวยที่เคยหม่นหมอง ค่อย ๆ เบิกโพลงขึ้น ประกายสีทองแห่งเนตรเซียนวาบผ่านนัยน์ตาสีดำสนิทเพียงเสี้ยววินาที

ความทรงจำทั้งสองชาติภพหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เด็กสาวคลังเลือดผู้โง่เขลา ได้ตายไปแล้วในวินาทีที่หัวใจหยุดเต้น และราชินีผู้พ่ายแพ้จากแดนเซียน ได้เข้ามาสวมสิทธิ์ในร่างนี้แทน

เสวี่ยหาน ไม่สิหลิงเว่ยในร่างเสวี่ยหาน แสยะยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เย็นยะเยือกจนถ้าใครได้เห็นคงต้องขนลุก

“กลับมาแล้วสินะ…”

เธอคิดในใจ เสียงในหัวก้องกังวานทรงอำนาจ

“กลับมาสู่จุดเริ่มต้นของนรกขุมนี้ นรกที่ชื่อว่าครอบครัว”

หนึ่งพันปีแห่งความยิ่งใหญ่ จบลงด้วยความตายเพื่อกลับมาตื่นในร่างของเหยื่อผู้ถูกกระทำงั้นหรือ? สวรรค์ช่างเล่นตลก แต่ก็ขอบคุณที่ให้โอกาส

ในกาลก่อน หากเป็นหลี่เสวี่ยหานคนเดิม ร่างที่นอนอยู่บนเตียงนี้คงทำได้เพียงขดตัวด้วยความหวาดกลัว ปล่อยให้น้ำตาไหลรินอาบหมอนอย่างเงียบงัน กัดริมฝีปากจนห้อเลือดเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น ยอมจำนนให้เข็มแหลมคมแทงทะลุผิวหนัง ยอมให้หมอเหวยหลันสูบเลือดออกจากกายจนร่างช็อกหมดสติ เพียงเพื่อแลกกับเศษเสี้ยวคำชมจอมปลอม หรือความเมตตาอันเจือจางที่พวกเขาโยนให้เหมือนให้อาหารสุนัข

แต่วินาทีนี้ หน้าประวัติศาสตร์แห่งความอ่อนแอนั้นได้ถูกฉีกทิ้งไปแล้ว

คนที่นอนลืมตาตื่นอยู่ตรงนี้ หาใช่เด็กสาวกำพร้าผู้โง่เขลาอีกต่อไป แต่คือเธอ หลิงเว่ย ราชินีแห่งเนตรหงส์ผู้เคยบัญชาสวรรค์ สั่นสะเทือนปฐพีด้วยปลายนิ้ว ผู้ล่วงรู้ความลับของดาราจักรและชะตากรรมของทุกสรรพสิ่งทั่วหล้า

ความเมตตาที่เคยมีให้นั้นตายไปพร้อมกับอดีต และเธอสาบานกับวิญญาณตนเองว่า

"จากนี้ไป…ฉันจะไม่ยอมเป็นถุงเลือดให้ใครหน้าไหนสูบกินอีกต่อไป!"

บรรยากาศรอบเตียงพลันเปลี่ยนไป แม้ร่างกายนี้จะยังอ่อนแอจากการขาดสารอาหารและเสียเลือด แต่จิตวิญญาณภายในกลับลุกโชนราวกับเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่าง

เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ช้า และหนักแน่น ดึงเอากระแสปราณอันเบาบางที่มีอยู่ในอากาศของโลกปัจจุบัน เข้าไปกระตุ้นเส้นชีพจรที่หลับใหลให้ตื่นตัว บังคับหัวใจให้เต้นในจังหวะของนักรบ ปรับลมหายใจให้เป็นจังหวะของผู้ครองบัลลังก์

เปลือกตาบางค่อย ๆ เปิดขึ้นเผยให้เห็นนัยน์ตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีแล้ว แววตาที่สั่นระริกเหมือนลูกกวางบาดเจ็บ มีเพียงความลึกล้ำ ดำมืด และเยือกเย็นดุจห้วงมหาสมุทรที่ซ่อนอสุรกายไว้

เธอค่อย ๆ หันศีรษะไปมองหมอหนุ่มที่กำลังเตรียมอุปกรณ์ข้างกาย มุมปากของเธอกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่งดงามแต่กลับทำให้คนมองรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วกระดูก

มันไม่ใช่สายตาของคนไข้มองหมอ แต่มันคือสายตาของ 'ผู้ล่า' ที่กำลังจ้องมอง 'เหยื่อ' ที่ไม่รู้ชะตากรรม

ริมฝีปากบางขยับเอื้อนเอ่ย น้ำเสียงนั้นแผ่วเบา แต่กลับทรงอำนาจราวกังวานระฆังมรณะ

"หมอ…"

เสียงของเธอแหบพร่าราวกับกระดาษทรายขูด แต่กลับแฝงอำนาจประหลาดที่กดดันบรรยากาศในห้องให้หนักอึ้งลงทันที มือของเหวยหลันที่กำลังจะหมุนปรับวาล์วเร่งการไหลของเลือดชะงักกึกกลางอากาศเหมือนถูกแช่แข็ง

หมอหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด เขาหันมามองเธอเต็มตาเป็นครั้งแรก ไม่ใช่ด้วยสายตาของแพทย์ที่ห่วงใยคนไข้ แต่ด้วยสายตาตำหนิรุนแรงราวกับเธอกำลังทำเรื่องผิดมหันต์

"อะไร? จะบอกว่าเจ็บ? หรือจะบอกว่าเวียนหัว?" เหวยหลันพ่นลมหายใจแรง

"ทนเอาหน่อยไม่ได้หรือไง จิ้งเหยากำลังแย่ เธอเป็นพี่สาวประสาอะไรถึงได้เห็นแก่ตัวขนาดนี้!"

ยังไม่ทันที่หลิงเว่ยจะได้ตอบโต้ ประตูห้องพักผู้ป่วยก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรงจนกระแทกผนังดัง ปัง!

เสียงรองเท้าส้นสูงราคาแพงกระแทกพื้นดัง

ตึก…

ตึก…

ตึก… ถี่รัว บ่งบอกถึงอารมณ์พายุบุแคมของผู้มาเยือน

หญิงวัยกลางคนในชุดเดรสไหมสีแดงสดหรูหราเดินสับเท้าเข้ามา ใบหน้าที่ฉาบด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะบิดเบี้ยวด้วยความโทสะจนแป้งแทบจะร่อนหลุด นางคือ ป้าสะใภ้ใหญ่ หนึ่งในญาติปากตะไกรและหน้าเงินที่สุดของตระกูลหลี่

"นี่ยังไม่เสร็จอีกเหรอหมอเหวย?"

นางกระชากเสียงถามแหลมปรี๊ด ก่อนจะสะบัดหน้าหันมาจ้องหลิงเว่ยด้วยสายตารังเกียจขยะแขยง ราวกับกำลังมองถุงขยะเปียกที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่า

"นังตัวดี! มัวแต่นอนอืดกินแรงคนอื่นอยู่ได้!"

นิ้วชี้ที่ประดับแหวนเพชรเม็ดโตจิ้มกระแทกอากาศใส่หน้าเธอ

"น้องแกอาการทรุดหนักขนาดนั้น เลือดจะหมดตัวอยู่แล้ว แกยังมีหน้ามานอนสบายใจเฉิบอยู่ตรงนี้อีกเหรอ!"

นางเดินปรี่เข้ามาประชิดขอบเตียง กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกปะทะจมูก

"ตระกูลหลี่อุตส่าห์เก็บแกมาเลี้ยงดูจากกองขยะ ให้ข้าวกิน ให้ที่ซุกหัวนอน ส่งเสียให้เรียน! แค่สละเลือดให้น้องนิด ๆ หน่อย ๆ ทำเป็นเรื่องใหญ่โตจะเป็นจะตาย!"

นางตวาดจนน้ำลายกระเด็น หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ

"จำใส่กะลาหัวไว้ ถ้าจิ้งเหยาเป็นอะไรไปนะ ฉันจะไล่แกออกจากบ้าน ให้กลับไปนอนข้างถนนเหมือนหมาข้างทางอย่างที่แกควรจะเป็น!"

คำด่าทอพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ทั้งทวงบุญคุณ ทั้งเหยียดหยามศักดิ์ศรี ราวกับหลิงเว่ยไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นเพียงสินค้าที่มีตำหนิ

ทว่า… ท่ามกลางพายุอารมณ์นั้น หลิงเว่ยกลับนอนฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ดวงตาคู่สวยที่เคยหม่นหมองหวาดกลัว บัดนี้กลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง มันลึกล้ำ ดำมืด และสงบนิ่งดุจห้วงมหาสมุทรที่กำลังซ่อนคลื่นยักษ์สึนามิไว้ภายใต้ผิวน้ำ

เธอค่อย ๆ ใช้ศอกยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างช้า ๆ … ทั้งที่เข็มเจาะเลือดขนาดใหญ่ยังปักคาอยู่ที่แขน สายน้ำเกลือระโยงระยางพันกันยุ่งเหยิง ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างทุกครั้งที่ขยับตัว แต่ใบหน้าของเธอกลับนิ่งสนิท ไม่มีแม้แต่รอยขมวดคิ้ว หรือเสียงร้องโอดโอย

การกระทำที่เงียบเชียบแต่น่าเกรงขามนั้น ทำให้เสียงด่าของป้าสะใภ้ค่อย ๆ แผ่วลง… นางเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง

หลิงเว่ยเงยหน้าขึ้นสบตาหญิงวัยกลางคน แววตาว่างเปล่าไร้ซึ่งความเคารพ ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกจนคนฟังหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง

"พอ หรือยัง?"

คำถามสั้น ๆ นั้นราบเรียบยิ่งกว่าผิวน้ำ แต่กลับดังก้องกังวานแทรกกลางเสียงด่าทออันเกรี้ยวกราดของป้าสะใภ้ ราวกับมีดที่ตัดขั้วเสียงของนางจนขาดสะบั้น

ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกริบชั่วขณะ เป็นความเงียบที่ชวนอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก

ป้าสะใภ้ใหญ่อ้าปากค้าง ดวงตาที่ถลนอยู่แล้วแทบจะหลุดออกมานอกเบ้า นางไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าหลี่เสวี่ยหานเด็กสาวหัวอ่อนที่เป็นเหมือนพรมเช็ดเท้าของบ้าน ที่ก้มหน้ายอมคนมาตลอดชีวิต จะกล้าเอ่ยปากสวนกลับ

"แก…" นางพูดเสียงตะกุกตะกัก นิ้วที่ชี้หน้าสั่นระริก

"แกกล้าเถียงฉันเหรอ?"

หลิงเว่ยค่อย ๆ หันไปสบตาป้าสะใภ้ช้า ๆ

ในวินาทีนั้น… นัยน์ตาสีดำสนิทของเธอวาวโรจน์ด้วยประกายสีทองจาง ๆ ที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น แต่มันกลับแผ่คลื่นแรงกดดันมหาศาลออกมา ราวกับราชสีห์ที่จ้องมองสุนัขจิ้งจอก ทำให้หญิงวัยกลางคนต้องผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ขนอ่อนทั่วร่างลุกชันด้วยความหวาดกลัวที่อธิบายไม่ได้

"คุณป้า…"

หลิงเว่ยเอียงคอเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มเย็นที่ไปไม่ถึงดวงตา

"ป้าบอกว่าตระกูลหลี่ให้ข้าวกิน… แต่ป้าลืมไปหรือเปล่าว่าค่าใช้จ่ายส่วนตัวของฉัน ค่าสมุด ค่าปากกา หรือแม้แต่ผ้าอนามัย… ฉันต้องทำงานพาร์ทไทม์หาเงินซื้อเองตั้งแต่อายุสิบห้า ไม่เคยแบมือขอเงินกงสีแม้แต่หยวนเดียว"

"ส่วนเรื่องเลือด…"

เธอยกสายตาขึ้นมองถุงเลือดสีแดงเข้มที่แขวนเด่นหราอยู่บนเสาน้ำเกลือ

"ยี่สิบปีมานี้ เลือดที่ฉันให้ไป ถ้าชั่งเป็นกิโลกรัม… คงมากกว่าน้ำหนักตัวป้าตอนนี้ซะอีก" น้ำเสียงของเธอราบเรียบ แต่เชือดเฉือน "ถือว่าหนี้บุญคุณข้าวสุกก้นหม้อพวกนั้น… ฉันจ่ายคืนไปหมดแล้ว ทั้งต้นและดอก"

"นี่แก!! นังเด็กเนรคุณ!"

คำพูดแทงใจดำทำให้อารมณ์ของป้าสะใภ้ระเบิดออก หน้าของนางแดงก่ำสลับเขียวคล้ำด้วยความโกรธจัด นางง้างมือขึ้นสุดแรงหมายจะตบหน้าเด็กสาวปากดีคนนี้ให้เลือดกบปากเพื่อสั่งสอน

หมับ!

เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่น… แต่ไม่ใช่เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้า

ข้อมือที่ประดับกำไลทองของป้าสะใภ้ถูกคว้าเอาไว้กลางอากาศ!

ไม่ใช่ด้วยมือของหมอเหวยหลันที่ยืนตกตะลึงอยู่… แต่เป็นมือที่ดูบอบบางซีดเซียวของหลิงเว่ยเอง

แรงบีบนั้นมหาศาลจนน่าตกใจ เหมือนคีมเหล็กกล้าที่ล็อกแน่นจนกระดูกข้อมือของป้าสะใภ้แทบแหลกละเอียด นางร้องไม่ออกเพราะความเจ็บปวดแล่นพล่าน

"จะทำอะไร… คิดดี ๆ นะ"

หลิงเว่ยดึงร่างท้วมของป้าสะใภ้เข้ามาใกล้ ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่ได้ยินกันแค่สองคน

"มือข้างนี้ของป้า เพิ่งไปรับซองเงินใต้โต๊ะจากผู้รับเหมาโครงการตึก C มาเมื่อเช้านี้ไม่ใช่เหรอ?"

ป้าสะใภ้สะดุ้งเฮือก ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป

"ถ้าลุงรู้เรื่องนี้ หรือรู้ว่าป้าแอบยักยอกเงินส่วนต่างค่าวัสดุเข้ากระเป๋าตัวเอง ป้าคิดว่าตัวเองจะยังได้ยืนแหกปากอยู่ในห้องนี้อีกไหม? หรือจะได้ไปนอนข้างถนนแทนฉัน?"

ดวงตาของป้าสะใภ้เบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก

"ก…แก… แกพูดเรื่องบ้าอะไร!? แกไปรู้มาจากไหน!"

"ฉันพูดเรื่องจริง หรือเรื่องบ้า… ป้ารู้อยู่แก่ใจ"

หลิงเว่ยสะบัดมือป้าสะใภ้ออกอย่างแรง ราวกับสะบัดสิ่งสกปรก แรงเหวี่ยงนั้นทำให้นางเซถลาไปชนผนังห้องดัง ปึก! ทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความแข้งขาอ่อน หมดสภาพคุณนายผู้เย่อหยิ่ง

จัดการไปหนึ่ง…

หลิงเว่ยหันขวับมาทางหมอเหวยหลันที่ยืนตะลึงกับเหตุการณ์พลิกผันตรงหน้า

"ส่วนคุณ… หมอเหวย"

เหวยหลันสะดุ้งเล็กน้อย เขาพยายามเรียกสติและรักษามาดหมอผู้ทรงภูมิ รีบขยับเนกไทแก้เก้อ "เสวี่ยหาน… เธอคงจะเสียเลือดมากจนเพ้อเจ้อ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ฉันจะฉีดยากล่อมประสาทให้…"

"ไม่ต้อง"

หลิงเว่ยยกมือห้าม สายตาของเธอจับจ้องไปที่ปมเนกไทของเขา แล้วค่อย ๆ เลื่อนขึ้นไปสบตา

ในวินาทีนั้น เหวยหลันรู้สึกเหมือนถูกสแกนด้วยรังสีอำมหิตบางอย่าง เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนเปลือยเปล่าต่อหน้าเด็กสาวคนนี้ ความลับ ความกลัว และความดำมืดในใจ ทุกอย่างถูกเธอมองทะลุจนหมดสิ้น

"คุณรีบเอาเลือดถุงนี้ไปให้จิ้งเหยาเถอะ"

หลิงเว่ยพูดเรียบ ๆ พลางเอื้อมมือไปจับที่เข็มเจาะเลือดบนแขนตนเอง แล้วดึงกระชากมันออกมาโดยไม่ลังเล!

ฉึก!

"เฮ้ย!" เหวยหลันร้องเสียงหลง

เลือดสีสดพุ่งกระฉูดออกมาจากปากแผล เปื้อนผ้าปูที่นอนสีขาวและเสื้อชุดผู้ป่วยจนแดงฉาน แต่สีหน้าของหลิงเว่ยกลับไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ไม่มีรอยขมวดคิ้ว ไม่มีความเจ็บปวด มีเพียงความเย็นชาที่น่าขนลุก

"เพราะเลือดถุงนี้…" เธอมองเลือดที่หยดลงพื้น

"จะเป็นถุงสุดท้ายที่คุณจะได้จากฉัน"

*****

การเอาคืนครั้งที่หนึ่ง

บทที่ 3 การเอาคืนครั้งที่หนึ่ง

"เพราะเลือดถุงนี้…" เธอมองเลือดที่หยดลงพื้น

"จะเป็นถุงสุดท้ายที่คุณจะได้จากฉัน"

หลิงเว่ยเอ่ยเสียงเรียบ

"เธอพูดบ้าอะไร! ถ้าจิ้งเหยาอาการกำเริบอีก…"

เหวยหลันเอ่ยอย่างไม่พอใจ คิ้วขมวดมุ่น

"ห่วงตัวเองก่อนดีกว่าไหมคุณหมอ"

หลิงเว่ยขัดขึ้นด้วยรอยยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกลงจนติดลบ

สายตาของเธอลดต่ำลง จ้องมองไปที่มือทั้งสองข้างของเหวยหลัน มือเรียวยาวที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีคู่นั้น ในความทรงจำของ หลิงเว่ยคนเก่า แม้ผู้ชายคนนี้จะเห็นแก่ตัวและขี้ขลาด แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพรสวรรค์ด้านศัลยกรรมของเขาคือของจริง เขาได้ช่วยชีวิตคนไข้วิกฤตมานับไม่ถ้วนด้วยมือคู่นี้

ในฐานะอดีตราชินีผู้เคยปกครอง เธอเกลียดการสูญเสียทรัพยากรที่มีค่าโดยใช่เหตุ หากมือคู่นี้ต้องใช้งานไม่ได้อีกต่อไป คงน่าเสียดายแทนคนไข้ที่รอการรักษาจากเขา ถือซะว่าทำบุญครั้งสุดท้ายให้เพื่อนมนุษย์ก็แล้วกัน ส่วนเขาจะเชื่อหรือไม่ก็ถือเสียว่าเป็นโชคชะตาของเขาก็แล้วกัน เธอคิดในใจอย่างปลงตก

เธอกวักนิ้วเรียกเขาเบา ๆ เหวยหลันเผลอโน้มตัวเข้าไปหาอย่างลืมตัว เหมือนต้องมนต์สะกดจากดวงตาคู่ลึกล้ำนั้น

เธอขยับเข้าไปกระซิบข้างหูเขา น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ไร้ความห่วงใยเจือปน แต่กลับหนักแน่นด้วยความจริงที่เธอมองเห็นจากอนาคต

"อีกสามชั่วโมง ระหว่างที่คุณขับรถกลับคอนโด ล้อหน้าขวาของคุณจะระเบิดบนสะพานข้ามแม่น้ำ…"

เหวยหลันตาเบิกกว้าง ตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง คำพูดที่ฟังดูไร้สาระกลับทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวอย่างประหลาด

"พยายามประคองพวงมาลัยให้ดีล่ะ…"

หลิงเว่ยเน้นเสียงต่ำลง ราวกับจะฝังคำเตือนนี้ลงในจิตใต้สำนึกของเขา

"ไม่อย่างนั้นมือที่ใช้จับมีดผ่าตัดคู่นั้น อาจจะเละจนไม่ได้ใช้งานอีกตลอดชีวิต ฉันเตือนคุณ เพราะเห็นแก่คนไข้ที่คุณจะต้องรักษาในอนาคตหรอกนะ ไม่ใช่เพื่อตัวคุณ"

สิ้นคำประกาศิต ร่างบางบนเตียงก็ทิ้งตัวลงนอนราบไปกับหมอนอย่างไม่ไยดี เธอดึงผ้าห่มสีขาวซีดขึ้นมาคลุมร่างจนถึงปลายคาง ปิดเปลือกตาลงช้าๆ ตัดขาดจากโลกภายนอก ราวกับสิ่งมีชีวิตที่ยืนหัวโด่อยู่ในห้องนี้เป็นเพียงอากาศธาตุที่น่ารำคาญ

"ออกไปได้แล้ว ฉันจะพักผ่อน"

น้ำเสียงนั้นราบเรียบ แต่กลับมีอานุภาพทำลายล้างความมั่นใจของคนฟังจนย่อยยับ

เหวยหลันยืนตัวแข็งทื่อเป็นหิน ขนอ่อนทั่วร่างลุกชันอย่างพร้อมเพรียงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เขาก้มมองเด็กสาวที่นอนนิ่งราวกับศพด้วยแววตาสับสนปนหวาดกลัวอย่างสุดขีด สมองส่วนเหตุผลตะโกนบอกว่า คำพูดเมื่อกี้มันก็แค่คำสาปแช่งไร้สาระของคนไข้ที่เสียเลือดจนเพ้อเจ้อ… แต่ทำไม… ทำไมสัญชาตญาณส่วนลึกของเขาถึงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวขนาดนี้? ทำไมภาพล้อรถที่ระเบิดออกและมือที่แหลกละเอียดของตนเองถึงฉายชัดในหัวราวกับภาพนิมิตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง?

เหงื่อเย็นเฉียบไหลซึมออกมาเต็มแผ่นหลัง เขาทนอยู่ในห้องนี้ที่มีแรงกดดันประหลาดต่อไปไม่ไหวแล้ว

"ไป… เราไปกันเถอะ!" เขาคว้าชาร์ตคนไข้ด้วยมือที่สั่นเทาจนแทบจับไม่อยู่ แล้วหันหลังเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องไปทันที โดยมีป้าสะใภ้ใหญ่ที่เพิ่งตั้งสติจากแรงกระแทกได้ รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งตามออกไปติดๆ ราวกับกำลังหนีผีร้าย

ปัง! เสียงประตูห้องปิดลงอย่างแรง

ความเงียบสงัดกลับคืนมาสู่ห้องสี่เหลี่ยมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า มันเป็นความเงียบที่คุกรุ่นไปด้วยไอสังหารจางๆ ที่เริ่มแผ่ออกมาจากร่างบนเตียง เมื่อแน่ใจว่าไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่นใดแล้ว หลิงเว่ยที่แสร้งหลับตาอยู่เมื่อครู่ ก็ลืมตาโพลงขึ้นทันที!

ดวงตาคู่สวยที่เคยแสร้งทำเป็นสงบนิ่งไร้เดียงสา บัดนี้กลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง มันลึกล้ำ ดำมืด และเปล่งประกายคมกล้าดุจใบมีดอาบยาพิษ จ้องมองเพดานสีขาวว่างเปล่าด้วยแววตาของผู้ที่ผ่านโลกมานับพันปี

เธอยกแขนข้างที่มีแผลจากการกระชากเข็มน้ำเกลือขึ้นมาดูตรงหน้า เลือดหยุดไหลแล้ว เหลือเพียงรอยเข็มสีแดงช้ำและคราบเลือดแห้งกรัง ริมฝีปากบางสวยค่อยๆ แสยะยิ้มขึ้น เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยดย้อย ทว่าบิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยความสะใจที่อัดอั้นมานานข้ามภพข้ามชาติ

"พวกโง่…"

เธอพึมพำเสียงเบาในลำคอ ปลายนิ้วเรียวไล้เบาๆ ไปตามแนวเส้นเลือดบนแขนตนเอง สัมผัสถึงชีพจรที่เริ่มเต้นแรงขึ้นอย่างมีพลัง

พวกมันคิดจริงๆ หรือว่าวิญญาณระดับ 'เทพพยากรณ์' ผู้ผ่านการบำเพ็ญเพียรฝ่าด่านสวรรค์มานับพันปี เมื่อหวนคืนสู่ร่างต้นกำเนิด จะเป็นเพียงวิญญาณธรรมดาที่ไร้ทางสู้? ช่างอ่อนหัดนัก…

วินาทีที่เธอตื่นขึ้นในร่างนี้ วินาทีที่จิตวิญญาณราชินีหงส์ผสานเข้ากับกายเนื้อที่อ่อนแอเปราะบาง ร่างกายนี้ก็ตอบสนองด้วยการเริ่มกระบวนการผลัดเปลี่ยนกระดูก ตามสัญชาตญาณแห่งเซียนทันที สิ่งสกปรก ความอ่อนแอ และโรคภัยไข้เจ็บที่สะสมมาตลอด 20 ปีของการเป็นถุงเลือดกำลังถูกพลังปราณบริสุทธิ์ขับออกมาอย่างช้าๆ และในขณะเดียวกัน มรดกอันล้ำค่าจากชาติภพก่อนก็เริ่มตื่นขึ้น

ในโลกบำเพ็ญเพียร เธอไม่ได้มีดีแค่เนตรพยากรณ์ที่ล่วงรู้ฟ้าดิน แต่เธอคือผู้เชี่ยวชาญด้านโอสถและพิษที่หาตัวจับยาก! ร่างกายเซียนของเธอถูกหล่อหลอมด้วยสมุนไพรพิษนับหมื่นชนิด จนโลหิตทุกหยดในกายกลายเป็นพิษร้ายที่พร้อมสังหารศัตรู และตอนนี้ คุณสมบัติพิเศษนั้น ได้ติดตามวิญญาณของเธอข้ามห้วงเวลา กลับมาสถิตในร่างนี้ด้วย

หลิงเว่ยหลับตาลงอีกครั้ง กำหนดจิตสำรวจภายใน สัมผัสได้ถึงกระแสความร้อนสายเล็กๆ ที่เริ่มก่อตัวและไหลเวียนปะปนอยู่ในกระแสเลือด มันคือปราณพิษที่กำลังฟื้นคืนชีพ แม้จะยังเจือจางมากในร่างมนุษย์ธรรมดานี้ แต่มันก็มากพอแล้วสำหรับการเริ่มต้น

"หมอเหวย…"

ในห้วงความคิด เธอนึกถึงท่าทางรีบร้อนของหมอหนุ่มหน้าโง่ที่หอบถุงเลือดใบนั้นออกไปราวกับได้ของล้ำค่า

"คุณคงดีใจสินะที่ได้เลือดถุงนั้นไป…"

หารู้ไม่ว่า เลือดถุงนั้นที่ถูกสูบออกไปในช่วงเวลาคาบเกี่ยวที่เธอเพิ่งตื่นและเริ่มกระบวนการผลัดเปลี่ยนกระดูก มันคือเลือดชุดแรกที่ผสมปนเปไปด้วย 'พิษเหมันต์' ในระดับที่เจือจางที่สุด

มันจะไม่ฆ่า หลิงจิ้งเหยา ทันทีหรอก นั่นมันง่ายดายและเมตตาเกินไปสำหรับคน ตระกูลหลิง แต่มันจะค่อยๆ ไหลเวียน แทรกซึมเข้าไปในไขกระดูกของน้องสาวผู้แสนดีทีละน้อย มันจะทำให้ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้ว ค่อยๆ รู้สึกหนาวเหน็บจากภายใน หนาว จนกระดูกร้าว หนาว จนไม่มีผ้าห่มผืนไหนในโลกให้ความอบอุ่นได้ และที่สำคัญที่สุด แพทย์แผนปัจจุบันหน้าไหนในโลกนี้ ก็ไม่มีวันตรวจหาสาเหตุเจอ

"ดื่มด่ำกับมันซะ จิ้งเหยา…"

หลิงเว่ยหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่แหบพร่าฟังดูเหมือนเสียงภูตพรายกระซิบจากขุมนรก

"ถือว่าเป็นของขวัญต้อนรับการกลับมาของพี่สาวคนนี้ ของขวัญที่จะทำให้เธอได้ลิ้มรสความทรมานอย่างช้าๆ จนกว่าจะร้องขอความตายด้วยตัวเอง"

"การเอาคืนครั้งที่หนึ่ง เริ่มต้นแล้ว"

เสียงหัวเราะค่อยๆ จางหายไปในความมืด เหลือเพียงแววตาที่เย็นชาจนถึงขั้วหัวใจ

ในความเงียบสงัดนั้น จู่ๆ ความรู้สึกขมขื่นสายหนึ่งก็แล่นพล่านขึ้นมาในอก มันไม่ใช่ความรู้สึกของมหาเทพหลิงเว่ย แต่เป็นความรู้สึกที่ตกค้างของ 'หลิงเว่ยคนเดิม' เจ้าของร่างนี้ เธอยกมือที่ซูบซีดไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาพิจารณาในความมืด มือคู่นี้ที่ถูกเจาะพรุนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อต่อลมหายใจให้อีกคน

"ครอบครัวตระกูลหลิงช่างโหดร้ายนัก ชีวิตของหลิงจิ้งเหยานั่นสูงส่งนัก แล้วชีวิตของเด็กสาวคนนี้เล่า? มันไม่ใช่ชีวิตเหมือนกันหรืออย่างไร?"

เธอตั้งคำถามกับความว่างเปล่า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยันและชิงชัง

"พวกมันถึงได้คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์… จะทำอะไรกับร่างนี้ก็ได้ จะสูบเลือดจนแห้งเหือด จะเหยียบย่ำศักดิ์ศรี หรือจะโยนทิ้งขว้างเหมือนขยะเมื่อหมดประโยชน์ ช่างเป็นการกระทำที่สามหาวและน่ารังเกียจสิ้นดี"

ในสายตาของอดีตราชินีผู้ยิ่งใหญ่ การมองข้ามคุณค่าของชีวิตที่อยู่ตรงหน้า และปฏิบัติต่อมนุษย์คนหนึ่งราวกับสิ่งของ ถือเป็นความโง่เขลาที่ไม่อาจให้อภัย

"แต่ในเมื่อตอนนี้ 'ข้า' ได้กลับคืนสู่ร่างนี้…"

เธอกำมือที่อ่อนแรงนั้นแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เพื่อตอกย้ำสัญญากับตนเอง

"ใครหน้าไหนก็อย่าหวังว่าจะมาแตะต้องมันได้ตามอำเภอใจอีก แม้แต่ปลายเล็บ!"

เมื่อหมดเรื่องกังวลใจ และได้ระบายความอัดอั้นแทนเจ้าของร่างเดิมแล้ว เธอก็ดึงผ้าห่มขึ้นกระชับคลุมร่างอย่างสบายอารมณ์ ปิดเปลือกตาลงเข้าสู่ห้วงนิทราจริงๆ เพื่อพักฟื้นพลังกายและพลังปราณที่สูญเสียไป เตรียมพร้อมสำหรับละครฉากใหญ่ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า

*****

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...