BofA อัปเกรด คาด GDP ไต้หวันปี 2569 โต 8% รับแรงหนุน AI
BofA ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไต้หวันปี 2569 จาก 4.5% เป็น 8% จากอุปสงค์โลกด้านฮาร์ดแวร์เทคโนโลยีและการลงทุน AI ที่แข็งแกร่ง ต่อเนื่องจากปี 2568
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.34 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Bank of America (BofA) ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวันในปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการขยายตัวที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความต้องการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของโลก แม้เศรษฐกิจไต้หวันจะเพิ่งเติบโตอย่างร้อนแรงในปี 2568 ก็ตาม
Xiaoqing Pi นักวิเคราะห์BofA ปรับคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไต้หวันเป็น 8% จากเดิม 4.5% โดยให้เหตุผลว่า มาจากความต้องการระดับโลกที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง สำหรับฮาร์ดแวร์เทคโนโลยีที่บริษัทไต้หวันเป็นผู้ผลิตหลัก
ธนาคารระบุว่าการปรับเพิ่มประมาณการครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไต้หวันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากหลายปัจจัย เช่น ค่าเงินที่มีเสถียรภาพมากขึ้น การบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ และการใช้จ่ายของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่
BofAเข้าร่วมกับสถาบันการเงินรายอื่นอย่าง Goldman Sachs และ Barclays ที่ต่างปรับมุมมองเชิงบวกต่อไต้หวัน หลังเศรษฐกิจประเทศขยายตัวในปีที่แล้วด้วยอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2553 โดยมีแรงหนุนหลักจากการส่งออก ขณะที่เจ้าหน้าที่ในกรุงไทเปเปิดเผยว่า เศรษฐกิจไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมาเติบโตมากกว่า 12% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1987
กระแสคาดหวังต่อการเติบโตของ AI ยังได้รับแรงเสริมจาก Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลกและซัพพลายเออร์หลักของ Nvidia ที่ประกาศแผนใช้งบลงทุนสูงสุดถึง 56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยเกิดขึ้นพร้อมกับการเร่งลงทุนด้าน AI ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Alphabet, Meta Platforms และ Amazon
ด้านนโยบายการเงิน BofAระบุว่าไม่คาดว่าธนาคารกลางไต้หวันจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ เนื่องจากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ค่าจ้างภาคบริการทรงตัว ภาคเศรษฐกิจที่ไม่ใช่เทคโนโลยียังอ่อนแอ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในช่วงชะลอตัว
อย่างไรก็ดี BofA เตือนว่ายังมีความเสี่ยงต่อประมาณการดังกล่าวจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งไต้หวันอยู่ในจุดศูนย์กลางของความขัดแย้ง ขณะที่การขายอาวุธของวอชิงตันให้ไทเปสร้างความไม่พอใจแก่0uo และอาจกระทบต่อแผนการเยือนจีนของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อพบกับประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง ตามรายงานของไฟแนนเชียลไทมส์
อ้างอิง : bloomberg.com