โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

แคลิฟอร์เนียจุดชนวนศึกภาษีคนรวย เสนอเก็บ “ภาษีมหาเศรษฐี” อุดช่องโหว่รัฐสวัสดิการ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ก.พ. เวลา 13.36 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 06.36 น.

ข้อเสนอจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน 5% จากผู้มีทรัพย์สินเกิน 1.1 พันล้านดอลลาร์ เขย่าชนชั้นมหาเศรษฐีสหรัฐ สะท้อนสมรภูมิใหม่การถกเถียงความเหลื่อมล้ำและบทบาทคนรวยต่อสังคม

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 20.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐแคลิฟอร์เนียถือเป็นพื้นที่แนวหน้าในการผลักดันวาระทางการเมืองและสังคมที่ส่งอิทธิพลต่อทั้งสหรัฐ และโลกตะวันตก ตั้งแต่ขบวนการสิ่งแวดล้อม สิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) ไปจนถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ดังนั้นจึงแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สมรภูมิระลอกใหม่ของข้อถกเถียงเรื่องความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ว่าคนมั่งคั่งควรถูกจัดเก็บภาษีมากเพียงใด และควรมีบทบาทแค่ไหนในการประคับประคองโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมที่กำลังเปราะบาง จะเริ่มต้นขึ้นในรัฐที่ได้ฉายาว่า Golden State แห่งนี้

เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว สหภาพแรงงานบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดของรัฐได้ประเมินผลกระทบของกฎหมายขนาดมหึมาของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ถูกขนานนามว่า One Big Beautiful Bill Act และสรุปว่ามาตรการดังกล่าวอาจทำให้ภาคสาธารณสุขของแคลิฟอร์เนียสูญเสียรายได้รวมถึง 150,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่โรงพยาบาลชนบทต้องปิดตัว พยาบาลตกงาน และประชาชนหลายล้านคนหลุดจากระบบประกันสุขภาพ กลุ่มแรงงานดังกล่าวจึงริเริ่มข้อเสนอประชามติชื่อ “Billionaire Tax Act 2026” โดยเสนอให้จัดเก็บภาษีครั้งเดียวในอัตรา 5% จากสินทรัพย์ของผู้ที่มีความมั่งคั่งสุทธิตั้งแต่ 1.1 พันล้านดอลลาร์ขึ้นไป แบ่งชำระปีละ 1% เป็นเวลา 5 ปี

ทันทีที่แนวคิดนี้ถูกเผยแพร่ ปฏิกิริยาตอบโต้ก็รุนแรงเกินคาด บรรดาผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น แลร์รี เพจ และเซอร์เกย์ บริน แห่ง Google ต่างเร่งย้ายถิ่นฐานออกจากรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงนิยาม “ผู้อยู่อาศัยถาวร” ซึ่งมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม เดวิด แซกส์ ที่ปรึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์และคริปโตของทำเนียบขาว ถึงกับกล่าวในเวที World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ว่า “นี่ไม่ใช่ภาษี แต่นี่คือการยึดทรัพย์” พร้อมตั้งคำถามว่า รัฐต้องการรายได้เพิ่มไปเพื่ออะไร โดยไม่กล่าวถึงผลกระทบด้านงบประมาณสาธารณสุขที่กำลังจะเกิดขึ้น

ผู้นำภาคธุรกิจท้องถิ่น รวมมหาเศรษฐีบางรายที่กำลังย้ายออก ได้ระดมเงินสนับสนุนคณะกรรมการรณรงค์ (super PACs) เพื่อพยายามล้มข้อเสนอนี้ ก่อนที่จะรวบรวมรายชื่อประชาชนเกือบ 900,000 รายชื่อซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับบรรจุในบัตรเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายนได้เสียอีก

ขณะเดียวกัน เกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐ ซึ่งถูกจับตาในฐานะแคนดิเดตประธานาธิบดีปี 2028 ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะต้องคัดค้านข้อเสนอที่ผู้สนับสนุนจำนวนมากของเขาเห็นด้วย แม้ตัวเขาเองจะสนับสนุนแนวคิดภาษีก้าวหน้าในภาพรวมก็ตาม

เอมมานูเอล ซาเอซ นักเศรษฐศาสตร์เชื้อสายฝรั่งเศส-อเมริกันจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งมีบทบาทออกแบบข้อเสนอ ระบุว่า การถกเถียงครั้งนี้คือ“รูปแบบที่ชัดเจนและรุนแรงที่สุดของข้อถกเถียงเรื่องการกระจายรายได้” โดยตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า กลุ่มมหาเศรษฐีที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากระบบเศรษฐกิจจะยอมมีส่วนร่วมในการค้ำจุนโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนครึ่งล่างของสังคมหรือไม่

แคลิฟอร์เนียไม่ใช่รัฐเดียวที่กำลังพิจารณาแนวทางเพิ่มรายได้จากผู้มั่งคั่ง รัฐมิชิแกน โรดไอแลนด์ เวอร์จิเนีย และวอชิงตัน ต่างกำลังหารือเรื่องการเก็บภาษีเพิ่มจากผู้มีรายได้สูง หรือจัดเก็บภาษีพิเศษจากสินทรัพย์การลงทุน ขณะที่นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก โซห์ราน มัมดานี เสนอขึ้นภาษีเงินได้ 2% สำหรับผู้มีรายได้เกิน 1 ล้านดอลลาร์ต่อปี551

ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มมหาเศรษฐีกับประชาชนทั่วไปไม่เคยชัดเจนเท่านี้ งานวิจัยของซาเอซและนักเศรษฐศาสตร์อีกสามรายระบุว่า สินทรัพย์สะสมของ 400 ครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในปี 1982 คิดเป็นเพียง 2% ของ GDP สหรัฐ แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 20% ความมั่งคั่งเฉลี่ยของพวกเขาเติบโตปีละ 7.5% หลังหักเงินเฟ้อ ขณะที่รายได้ของคนทั่วไปเติบโตเพียง 1.5% ต่อปี และหากการเสนอขายหุ้นของบริษัท SpaceX-xAI สำเร็จ อีลอน มัสก์ อาจกลายเป็นมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก

แม้จะมีความตระหนักเพิ่มขึ้นว่าโครงสร้างภาษีในสหรัฐและยุโรปไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากความมั่งคั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มาตรการแก้ไขยังคงล่าช้า นักลงทุนจำนวนมากที่มีรายได้หลักในรูปหุ้นสามารถเลี่ยงภาษีได้โดยไม่ขายสินทรัพย์ และใช้วิธีกู้เงินโดยนำหุ้นค้ำประกันแทน นอกจากนี้ยังมีช่องโหว่ภาษีมรดกและกองทุนการกุศลที่เปิดทางให้ถ่ายโอนความมั่งคั่งสู่รุ่นถัดไปโดยแทบไม่เสียภาษี

ข้อมูลระบุว่าอัตราภาษีที่แท้จริงของ 100 ครัวเรือนที่ร่ำรวยที่สุดเฉลี่ยเพียง 22% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่ 30% และต่ำกว่าผู้มีรายได้หลักจากเงินเดือนซึ่งเสียถึง 45% ก่อนการเลือกตั้งปี 2563 ยังมีการเปิดเผยข้อมูลภาษีของมหาเศรษฐีบางรายที่ในบางปีไม่เสียภาษีเลย

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีจำนวนมากเตือนว่า ภาษีความมั่งคั่งในระดับรัฐมีข้อจำกัด เพราะมหาเศรษฐีสามารถย้ายถิ่นฐานได้ง่าย หากพวกเขาย้ายบริษัทออกจากรัฐ รายได้ภาษีอาจลดลงในระยะยาว อีกทั้งการประเมินมูลค่าสินทรัพย์เอกชน เช่น หุ้นบริษัทปิด ไวน์หายาก หรือศิลปะสะสม เป็นเรื่องซับซ้อนเกินศักยภาพของหน่วยงานรัฐท้องถิ่น

นักวิชาการบางส่วนจึงเสนอให้แก้ปัญหาในระดับรัฐบาลกลาง เช่น เก็บภาษีกำไรจากการลงทุนเสมือนรายได้ปกติ และจัดเก็บเมื่อเจ้าของเสียชีวิต รวมถึงเสริมความเข้มแข็งของภาษีมรดก

แม้เหตุผลทางเศรษฐศาสตร์จะชัดเจน แต่ในระบบการเมืองที่เงินทุนมีอิทธิพลสูง การขึ้นภาษีคนรวยยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แม้ช่วงที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในปี 2565 ข้อเสนอขึ้นภาษีมหาเศรษฐีก็ไม่สามารถผ่านได้

ท้ายที่สุด ทั้งสองพรรคและชนชั้นมหาเศรษฐีอาจต้องยอมรับว่า การปฏิรูประบบภาษีคือหนทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการแก้ปัญหาขาดดุลงบประมาณและปกป้องระบบสวัสดิการ มิฉะนั้น ความพยายามเฉพาะพื้นที่อย่างกรณีแคลิฟอร์เนียอาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ดังที่ ผู้พิพากษาศาลสูง โอลิเวอร์ เวนเดลล์ โฮล์มส์ จูเนียร์ เคยกล่าวไว้ว่า“ภาษี คือราคาที่เราจ่ายเพื่อสังคมอารยะ”

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...