แคลิฟอร์เนียจุดชนวนศึกภาษีคนรวย เสนอเก็บ “ภาษีมหาเศรษฐี” อุดช่องโหว่รัฐสวัสดิการ
ข้อเสนอจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน 5% จากผู้มีทรัพย์สินเกิน 1.1 พันล้านดอลลาร์ เขย่าชนชั้นมหาเศรษฐีสหรัฐ สะท้อนสมรภูมิใหม่การถกเถียงความเหลื่อมล้ำและบทบาทคนรวยต่อสังคม
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 20.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐแคลิฟอร์เนียถือเป็นพื้นที่แนวหน้าในการผลักดันวาระทางการเมืองและสังคมที่ส่งอิทธิพลต่อทั้งสหรัฐ และโลกตะวันตก ตั้งแต่ขบวนการสิ่งแวดล้อม สิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) ไปจนถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ดังนั้นจึงแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สมรภูมิระลอกใหม่ของข้อถกเถียงเรื่องความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ว่าคนมั่งคั่งควรถูกจัดเก็บภาษีมากเพียงใด และควรมีบทบาทแค่ไหนในการประคับประคองโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคมที่กำลังเปราะบาง จะเริ่มต้นขึ้นในรัฐที่ได้ฉายาว่า Golden State แห่งนี้
เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว สหภาพแรงงานบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดของรัฐได้ประเมินผลกระทบของกฎหมายขนาดมหึมาของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ถูกขนานนามว่า One Big Beautiful Bill Act และสรุปว่ามาตรการดังกล่าวอาจทำให้ภาคสาธารณสุขของแคลิฟอร์เนียสูญเสียรายได้รวมถึง 150,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่โรงพยาบาลชนบทต้องปิดตัว พยาบาลตกงาน และประชาชนหลายล้านคนหลุดจากระบบประกันสุขภาพ กลุ่มแรงงานดังกล่าวจึงริเริ่มข้อเสนอประชามติชื่อ “Billionaire Tax Act 2026” โดยเสนอให้จัดเก็บภาษีครั้งเดียวในอัตรา 5% จากสินทรัพย์ของผู้ที่มีความมั่งคั่งสุทธิตั้งแต่ 1.1 พันล้านดอลลาร์ขึ้นไป แบ่งชำระปีละ 1% เป็นเวลา 5 ปี
ทันทีที่แนวคิดนี้ถูกเผยแพร่ ปฏิกิริยาตอบโต้ก็รุนแรงเกินคาด บรรดาผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น แลร์รี เพจ และเซอร์เกย์ บริน แห่ง Google ต่างเร่งย้ายถิ่นฐานออกจากรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงนิยาม “ผู้อยู่อาศัยถาวร” ซึ่งมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม เดวิด แซกส์ ที่ปรึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์และคริปโตของทำเนียบขาว ถึงกับกล่าวในเวที World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ว่า “นี่ไม่ใช่ภาษี แต่นี่คือการยึดทรัพย์” พร้อมตั้งคำถามว่า รัฐต้องการรายได้เพิ่มไปเพื่ออะไร โดยไม่กล่าวถึงผลกระทบด้านงบประมาณสาธารณสุขที่กำลังจะเกิดขึ้น
ผู้นำภาคธุรกิจท้องถิ่น รวมมหาเศรษฐีบางรายที่กำลังย้ายออก ได้ระดมเงินสนับสนุนคณะกรรมการรณรงค์ (super PACs) เพื่อพยายามล้มข้อเสนอนี้ ก่อนที่จะรวบรวมรายชื่อประชาชนเกือบ 900,000 รายชื่อซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำสำหรับบรรจุในบัตรเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายนได้เสียอีก
ขณะเดียวกัน เกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐ ซึ่งถูกจับตาในฐานะแคนดิเดตประธานาธิบดีปี 2028 ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะต้องคัดค้านข้อเสนอที่ผู้สนับสนุนจำนวนมากของเขาเห็นด้วย แม้ตัวเขาเองจะสนับสนุนแนวคิดภาษีก้าวหน้าในภาพรวมก็ตาม
เอมมานูเอล ซาเอซ นักเศรษฐศาสตร์เชื้อสายฝรั่งเศส-อเมริกันจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งมีบทบาทออกแบบข้อเสนอ ระบุว่า การถกเถียงครั้งนี้คือ“รูปแบบที่ชัดเจนและรุนแรงที่สุดของข้อถกเถียงเรื่องการกระจายรายได้” โดยตั้งคำถามตรงไปตรงมาว่า กลุ่มมหาเศรษฐีที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากระบบเศรษฐกิจจะยอมมีส่วนร่วมในการค้ำจุนโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนครึ่งล่างของสังคมหรือไม่
แคลิฟอร์เนียไม่ใช่รัฐเดียวที่กำลังพิจารณาแนวทางเพิ่มรายได้จากผู้มั่งคั่ง รัฐมิชิแกน โรดไอแลนด์ เวอร์จิเนีย และวอชิงตัน ต่างกำลังหารือเรื่องการเก็บภาษีเพิ่มจากผู้มีรายได้สูง หรือจัดเก็บภาษีพิเศษจากสินทรัพย์การลงทุน ขณะที่นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก โซห์ราน มัมดานี เสนอขึ้นภาษีเงินได้ 2% สำหรับผู้มีรายได้เกิน 1 ล้านดอลลาร์ต่อปี551
ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มมหาเศรษฐีกับประชาชนทั่วไปไม่เคยชัดเจนเท่านี้ งานวิจัยของซาเอซและนักเศรษฐศาสตร์อีกสามรายระบุว่า สินทรัพย์สะสมของ 400 ครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในปี 1982 คิดเป็นเพียง 2% ของ GDP สหรัฐ แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 20% ความมั่งคั่งเฉลี่ยของพวกเขาเติบโตปีละ 7.5% หลังหักเงินเฟ้อ ขณะที่รายได้ของคนทั่วไปเติบโตเพียง 1.5% ต่อปี และหากการเสนอขายหุ้นของบริษัท SpaceX-xAI สำเร็จ อีลอน มัสก์ อาจกลายเป็นมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก
แม้จะมีความตระหนักเพิ่มขึ้นว่าโครงสร้างภาษีในสหรัฐและยุโรปไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากความมั่งคั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มาตรการแก้ไขยังคงล่าช้า นักลงทุนจำนวนมากที่มีรายได้หลักในรูปหุ้นสามารถเลี่ยงภาษีได้โดยไม่ขายสินทรัพย์ และใช้วิธีกู้เงินโดยนำหุ้นค้ำประกันแทน นอกจากนี้ยังมีช่องโหว่ภาษีมรดกและกองทุนการกุศลที่เปิดทางให้ถ่ายโอนความมั่งคั่งสู่รุ่นถัดไปโดยแทบไม่เสียภาษี
ข้อมูลระบุว่าอัตราภาษีที่แท้จริงของ 100 ครัวเรือนที่ร่ำรวยที่สุดเฉลี่ยเพียง 22% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่ 30% และต่ำกว่าผู้มีรายได้หลักจากเงินเดือนซึ่งเสียถึง 45% ก่อนการเลือกตั้งปี 2563 ยังมีการเปิดเผยข้อมูลภาษีของมหาเศรษฐีบางรายที่ในบางปีไม่เสียภาษีเลย
อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีจำนวนมากเตือนว่า ภาษีความมั่งคั่งในระดับรัฐมีข้อจำกัด เพราะมหาเศรษฐีสามารถย้ายถิ่นฐานได้ง่าย หากพวกเขาย้ายบริษัทออกจากรัฐ รายได้ภาษีอาจลดลงในระยะยาว อีกทั้งการประเมินมูลค่าสินทรัพย์เอกชน เช่น หุ้นบริษัทปิด ไวน์หายาก หรือศิลปะสะสม เป็นเรื่องซับซ้อนเกินศักยภาพของหน่วยงานรัฐท้องถิ่น
นักวิชาการบางส่วนจึงเสนอให้แก้ปัญหาในระดับรัฐบาลกลาง เช่น เก็บภาษีกำไรจากการลงทุนเสมือนรายได้ปกติ และจัดเก็บเมื่อเจ้าของเสียชีวิต รวมถึงเสริมความเข้มแข็งของภาษีมรดก
แม้เหตุผลทางเศรษฐศาสตร์จะชัดเจน แต่ในระบบการเมืองที่เงินทุนมีอิทธิพลสูง การขึ้นภาษีคนรวยยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แม้ช่วงที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในปี 2565 ข้อเสนอขึ้นภาษีมหาเศรษฐีก็ไม่สามารถผ่านได้
ท้ายที่สุด ทั้งสองพรรคและชนชั้นมหาเศรษฐีอาจต้องยอมรับว่า การปฏิรูประบบภาษีคือหนทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการแก้ปัญหาขาดดุลงบประมาณและปกป้องระบบสวัสดิการ มิฉะนั้น ความพยายามเฉพาะพื้นที่อย่างกรณีแคลิฟอร์เนียอาจเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ดังที่ ผู้พิพากษาศาลสูง โอลิเวอร์ เวนเดลล์ โฮล์มส์ จูเนียร์ เคยกล่าวไว้ว่า“ภาษี คือราคาที่เราจ่ายเพื่อสังคมอารยะ”
อ้างอิง : www.bloomberg.com