โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พายุภาษีทรัมป์ กำลังเขย่าทั้งการเมือง การคลัง และเศรษฐกิจโลก “ทองคำ” ไม่อาจนิ่งเฉย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 ก.พ. เวลา 11.48 น. • เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 04.48 น.

จับตาปมภาษีทรัมป์และศาลฎีกาสหรัฐฯ ชี้ชะตาเสถียรภาพการคลัง ฮั่วเซ่งเฮงประเมินความเสี่ยงนโยบายและดอกเบี้ย เป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคา ทองคำ

19 กุมภาพันธ์ 2569 -ฮั่วเซ่งเฮงเปิดเผยว่า จากรายงานล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ระบุว่าการขาดดุลงบประมาณลดลงจากปีก่อน ขณะที่รายได้จากภาษีศุลกากรพุ่งขึ้นมากกว่า 300% แตะ 30,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว ดันยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณขึ้นสู่ 124,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 304% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2025 ตัวเลขดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันด้านการคลัง โดยการขาดดุลในเดือนที่ 4 ของปีงบประมาณลดลงเหลือ 95,000 ล้านดอลลาร์ (-26%) และทำให้ยอดขาดดุลสะสมลดลง 17% เหลือ 697,000 ล้านดอลลาร์ (หรือ 21% หากปรับตามปฏิทิน)

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า “ภาษีศุลกากร” กลายเป็นเครื่องมือพยุงฐานะการคลังของสหรัฐฯ ในช่วงที่หนี้สาธารณะยังสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเบื้องหลังแรงหนุนหลักมาจากยุทธศาสตร์ทางการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ด้วยการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าครอบคลุมหลายหมวด รวมถึงมาตรการภาษีตอบโต้รายประเทศ แม้ทำเนียบขาวจะผ่อนปรนสินค้าบางรายการผ่านการเจรจา แต่โครงสร้างหลักยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันทางการค้า

อย่างไรก็ตาม เงื่อนปมสำคัญอยู่ที่ศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกา (Supreme Court of the United States) ซึ่งกำลังพิจารณากรอบอำนาจในการจัดเก็บภาษี หลังศาลรับฟังคำโต้แย้งไปตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา และเดิมทีตลาดคาดว่าจะมีคำตัดสินภายในเดือนมกราคมปีนี้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมา ความล่าช้าดังกล่าวยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด เพราะหากศาลตัดสินไม่รับรองมาตรการภาษีดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว ซึ่งจะกระทบรายได้ภาครัฐโดยตรง และอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพการคลังมากกว่าที่ตลาดประเมินไว้

ภาษีช่วยอุดรอยรั่ว แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ

แม้รายได้จากภาษีศุลกากรจะช่วย“อุดรอยรั่ว” งบประมาณได้บางส่วน แต่ภาพรวมการคลังสหรัฐฯ ยังถูกกดดันอย่างหนักจากภาระดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะ ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ระดับ 38.6 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะดอกเบี้ยสุทธิที่ยังพุ่งสูงต่อเนื่อง เดือนเดียวแตะ 76,000 ล้านดอลลาร์ และยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 426,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลยังคงเป็นภาระระยะยาว และทำให้พื้นที่ทางการคลังของสหรัฐฯ ยังคงเปราะบาง แม้รายได้จากการจัดเก็บภาษีจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

นอกจากนี้ ภาษีศุลกากรยังอาจสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐฯ ผ่านต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง และลดความสามารถในการลงทุนของภาคธุรกิจในบางอุตสาหกรรม หากภาระต้นทุนถูกส่งผ่านอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้การขยายตัวของ GDP ชะลอลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจ “ชะลอตัวแบบเงินเฟ้อสูง” (stagflation risk) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ตลาดการเงินมักตอบสนองด้วยความระมัดระวังมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง แรงสั่นสะเทือนจากมาตรการภาษีกำลังลุกลามสู่สนามการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม โดยทรัมป์เดินหน้ากดดันสมาชิกพรรครีพับลิกันให้สนับสนุนวาระภาษี แม้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากเริ่มไม่พอใจกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ล่าสุดแม้สมาชิกพรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ได้โหวตหนุนมาตรการดังกล่าวถึง 210 เสียง แต่มีสมาชิก 6 รายที่โหวตร่วมกับพรรคเดโมแครตเพื่อผลักดันให้ยุติภาษีนำเข้าแคนาดา สะท้อนรอยร้าวภายในพรรคที่เริ่มชัดขึ้น ขณะเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรกำลังเตรียมพิจารณามาตรการภาษีต่อบราซิล เม็กซิโก รวมถึงภาษีฉุกเฉินในวงกว้าง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายการค้า

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ยังอาจขยายผลกระทบของนโยบายภาษีให้รุนแรงขึ้น เพราะเมื่อการเมืองเริ่มแบ่งขั้วมากขึ้น ความต่อเนื่องของนโยบายการคลังและการค้าจะถูกตั้งคำถามทันที ความไม่แน่นอนเช่นนี้อาจลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเสถียรภาพงบประมาณระยะยาว และทำให้ตลาดประเมินความเสี่ยงของสหรัฐฯ ผ่านทั้งค่าเงินดอลลาร์และตลาดพันธบัตร ซึ่งเป็นจุดที่สามารถกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำได้ในระยะถัดไป

เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และพันธบัตร ตัวแปรที่ตลาดจับตา

ข้อมูลจาก Federal Reserve Bank of New York ระบุว่าเกือบ 90% ของภาระด้านภาษีศุลกากรถูกแบกรับโดยภาคธุรกิจและผู้บริโภคในสหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้ส่งออกต่างชาติ สอดคล้องกับผลประเมินของ Congressional Budget Office ซึ่งชี้ว่าธุรกิจสหรัฐฯ ดูดซับต้นทุนราว 30% ผ่านการลดกำไร ขณะที่อีก 70% ถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค โดยอัตราภาษีเฉลี่ยพุ่งจาก 2.6% เป็น 13% และเคยทะยานขึ้นไปถึง 125% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 113%

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งผลให้ Fed มีพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินจำกัดมากขึ้น แม้ในปีก่อนจะเคยลดดอกเบี้ยรวม 0.75% เพื่อพยุงตลาดแรงงานก็ตาม ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ Fed บางส่วนประเมินว่าผลกระทบจากภาษีอาจเป็นเพียง “แรงกระแทกครั้งเดียว” ต่อระดับราคา แต่ในเชิงความเชื่อมั่น ตลาดยังเผชิญความผันผวนจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า หลังมาตรการภาษีถูกปรับขึ้น–ชะลอ–ผ่อนคลายสลับไปมาอย่างต่อเนื่อง

ในมุมตลาดการเงิน ผลของภาษีศุลกากรไม่ได้สะท้อนแค่เงินเฟ้อ แต่ยังส่งผ่านไปยังความคาดหวังทิศทางดอกเบี้ยของ Fed โดยตรง เพราะหากแรงกดดันด้านราคายืดเยื้อ Fed จะถูกจำกัดพื้นที่ในการลดดอกเบี้ย และส่งผลให้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีความผันผวนมากขึ้น ทั้งยังเพิ่มต้นทุนดอกเบี้ยของภาครัฐในช่วงที่หนี้สาธารณะยังอยู่ในระดับสูง การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (treasury yields) จึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ตลาดจับตา เพราะเป็นทั้งสัญญาณสะท้อนความเสี่ยงการคลัง และเป็นแรงกำหนดทิศทางเงินทุนในตลาดโลก

จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น ได้สร้างแรงกดดันให้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง 3 ด้าน อันได้แก่ ความไม่แน่นอนทางกฎหมายของมาตรการภาษีทรัมป์ ความเสี่ยงทางการเมือง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ตลาดทองคำกำลังจับตา หากศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกาพิจารณาว่า มาตรการภาษีทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต้องถูก “ยกเลิก” ความผันผวนของดอลลาร์และพันธบัตรอาจหนุนแรงซื้อทองคำ อีกด้านหนึ่ง หากรายได้จากการจัดเก็บภาษีช่วยพยุงฐานะการคลัง และ Fed สามารถลดดอกเบี้ยได้ สภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นก็อาจเป็นแรงหนุนทองคำได้เช่นกัน

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ระยะสั้น ทองคำอาจผันผวนตามข่าวคำตัดสินของศาลฎีกาฯ และทิศทางดอกเบี้ย แต่ระยะกลางถึงยาว โครงสร้างความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นยังคงหนุนมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ “นโยบาย” กลายเป็นความเสี่ยง ทองคำมักถูกเลือกให้เป็นที่หลบภัยของนักลงทุน

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...