“ทรัมป์” ฟ้องกรมสรรพากร-ก.คลังสหรัฐ เรียก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เซ่นข้อมูลภาษีรั่วถึงสื่อ
"ทรัมป์" ฟ้องกรมสรรพากร-ก.คลังสหรัฐ เรียก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ฐานละเมิดการคุ้มครองข้อมูลภาษีในสมัยวาระแรก หลังข้อมูลรั่วก่อนเลือกตั้งปี 2563
วันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 08.46 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ยื่นฟ้องกระทรวงการคลังสหรัฐ และกรมสรรพากร (IRS) เรียกค่าเสียหายอย่างน้อย 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จากกรณีการเปิดเผยข้อมูลภาษีของเขาให้สื่อมวลชนโดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงวาระแรก ซึ่งอาจทำให้ผู้เสียภาษีชาวอเมริกันต้องรับภาระชดเชยมหาศาล
คำฟ้องถูกยื่นเมื่อวันพฤหัสบดีต่อศาลรัฐบาลกลางในเมืองไมอามี โดยทรัมป์ บุตรชายสองคนคือ โดนัลด์ จูเนียร์ และอีริก รวมถึง Trump Organization ซึ่งดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัว ทรัมป์เคยวิพากษ์วิจารณ์ IRS มาโดยตลอดว่าใช้กลไกของรัฐบ่อนทำลายเขาด้วยเหตุผลทางการเมือง
คดีนี้ย้อนกลับไปสู่ความขัดแย้งช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2563 เมื่อ The New York Times ตีพิมพ์รายงานเชิงสืบสวนเกี่ยวกับข้อมูลภาษีของทรัมป์ โดยอ้างอิงข้อมูลที่รั่วไหลจาก IRS ต่อมา อดีตผู้รับเหมาของ IRS ชาร์ลส์ ลิตเติลจอห์น รับสารภาพว่าขโมยข้อมูลภาษีของทรัมป์และส่งให้สื่อ นอกจากนี้ยังขโมยข้อมูลของมหาเศรษฐีรายอื่น ๆ อีกจำนวนมาก เช่น เคน กริฟฟิน อีลอน มัสก์ และเจฟฟ์ เบโซส ซึ่งถูกเผยแพร่ผ่าน ProPublica
ทนายของทรัมป์ อเลฮานโดร บริโต ระบุในคำฟ้องว่า กระทรวงการคลังและ IRS มีหน้าที่ต้องปกป้องข้อมูลภาษีที่เป็นความลับ และควรมีระบบด้านเทคนิค การคัดกรองบุคลากร ความปลอดภัย และการติดตามตรวจสอบที่เพียงพอ เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายของลิตเติลจอห์น
การฟ้องร้องโดยประธานาธิบดีที่ยังดำรงตำแหน่งต่อหน่วยงานรัฐบาลที่ตนเองเป็นผู้นำ ถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติอย่างยิ่ง โดยท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของทรัมป์เอง อาจต้องเป็นผู้พิจารณาว่าจะยอมความหรือไม่ และจะชดเชยเป็นมูลค่าเท่าใด
เรียกค่าเสียหายรวมทะลุ 5 หมื่นล้านดอลลาร์
คดีล่าสุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดคดีจำนวนมากที่ทรัมป์และเครือธุรกิจของเขายื่นฟ้องในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งต่อสื่อและสถาบันการเงิน รวมถึง JPMorgan Chase & Co. และ Capital One Financial Corp. โดยมูลค่าค่าเสียหายที่เรียกร้องรวมกันในทุกคดีขณะนี้สูงกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์
รายงานของ New York Times ระบุว่า ทรัมป์จ่ายภาษีเงินได้รัฐบาลกลางเพียง 750 ดอลลาร์ในปี 2559 และ 2560 และไม่ได้จ่ายภาษีเลยถึง 10 จาก 15 ปีก่อนหน้า เนื่องจากผลขาดทุนจำนวนมากช่วยหักล้างกำไร ขณะเดียวกัน ธุรกิจหลายแห่งของเขากำลังประสบปัญหา โดยเขาอัดเงินเข้าไปมากกว่าถอนออก และยังมีรายได้หลายล้านดอลลาร์จากต่างประเทศระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งทรัมป์ปฏิเสธรายงานดังกล่าวในเวลานั้นว่าเป็นข่าวปลอมโดยสิ้นเชิง
คดีดังกล่าวนำไปสู่ความพยายามยาวนานหลายปีของสมาชิกรัฐสภาพรรคเดโมแครตในการเปิดเผยข้อมูลภาษีของทรัมป์ต่อสาธารณะ โดยลิตเติลจอห์นถูกตัดสินจำคุก 5 ปีในเดือนมกราคม 2567 หลังยอมรับว่าเข้าทำงานใน IRS เพื่อเข้าถึงข้อมูลภาษีของทรัมป์โดยเจตนา
เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงการคลังประกาศยกเลิกสัญญามูลค่า 21 ล้านดอลลาร์กับ Booz Allen Hamilton ซึ่งเป็นบริษัทที่ลิตเติลจอห์นเคยทำงาน โดยกล่าวหาว่า ล้มเหลวในการปกป้องข้อมูลผู้เสียภาษี ทั้งนี้ IRS ระบุว่า มีผู้เสียภาษีได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลดังกล่าวราว 406,000 รายในช่วงปี 2561–2563
Booz Allen ระบุว่ายินดีหารือกับกระทรวงการคลัง และย้ำว่าการกระทำผิดของลิตเติลจอห์นเกิดขึ้นบนระบบของรัฐบาล ไม่ใช่ของบริษัท พร้อมชี้ว่าความร่วมมือของบริษัทมีส่วนช่วยให้เกิดการดำเนินคดี
นอกเหนือจากคดีต่อ IRS ทรัมป์ยังเคยส่งสัญญาณว่าจะเรียกร้องค่าเสียหายหลายร้อยล้านดอลลาร์จากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จากการสอบสวนกรณีความเชื่อมโยงกับรัสเซียในการเลือกตั้งปี 2559 และการครอบครองเอกสารลับหลังพ้นตำแหน่งโดยทรัมป์ยอมรับว่าคดีดังกล่าวสร้างสถานการณ์แปลกประหลาดที่เจ้าหน้าที่ซึ่งทำงานให้เขาเองต้องตัดสินใจว่าจะจ่ายเงินชดเชยหรือไม่ พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่นำเงินภาษีที่ได้จากการยอมความมาใช้ส่วนตัว แต่จะนำไปบริจาคหรือใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ
อนึ่งคดีนี้จดทะเบียนในชื่อ Trump v. Internal Revenue Service ต่อศาลแขวงสหรัฐฯ เขตฟลอริดาตอนใต้ (ไมอามี)
อ้างอิง : www.bloomberg.com