โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ทรัมป์” ฟ้องกรมสรรพากร-ก.คลังสหรัฐ เรียก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เซ่นข้อมูลภาษีรั่วถึงสื่อ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 ม.ค. เวลา 10.26 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. เวลา 03.26 น.

"ทรัมป์" ฟ้องกรมสรรพากร-ก.คลังสหรัฐ เรียก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ฐานละเมิดการคุ้มครองข้อมูลภาษีในสมัยวาระแรก หลังข้อมูลรั่วก่อนเลือกตั้งปี 2563

วันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 08.46 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ยื่นฟ้องกระทรวงการคลังสหรัฐ และกรมสรรพากร (IRS) เรียกค่าเสียหายอย่างน้อย 1 หมื่นล้านดอลลาร์ จากกรณีการเปิดเผยข้อมูลภาษีของเขาให้สื่อมวลชนโดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงวาระแรก ซึ่งอาจทำให้ผู้เสียภาษีชาวอเมริกันต้องรับภาระชดเชยมหาศาล

คำฟ้องถูกยื่นเมื่อวันพฤหัสบดีต่อศาลรัฐบาลกลางในเมืองไมอามี โดยทรัมป์ บุตรชายสองคนคือ โดนัลด์ จูเนียร์ และอีริก รวมถึง Trump Organization ซึ่งดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัว ทรัมป์เคยวิพากษ์วิจารณ์ IRS มาโดยตลอดว่าใช้กลไกของรัฐบ่อนทำลายเขาด้วยเหตุผลทางการเมือง

คดีนี้ย้อนกลับไปสู่ความขัดแย้งช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2563 เมื่อ The New York Times ตีพิมพ์รายงานเชิงสืบสวนเกี่ยวกับข้อมูลภาษีของทรัมป์ โดยอ้างอิงข้อมูลที่รั่วไหลจาก IRS ต่อมา อดีตผู้รับเหมาของ IRS ชาร์ลส์ ลิตเติลจอห์น รับสารภาพว่าขโมยข้อมูลภาษีของทรัมป์และส่งให้สื่อ นอกจากนี้ยังขโมยข้อมูลของมหาเศรษฐีรายอื่น ๆ อีกจำนวนมาก เช่น เคน กริฟฟิน อีลอน มัสก์ และเจฟฟ์ เบโซส ซึ่งถูกเผยแพร่ผ่าน ProPublica

ทนายของทรัมป์ อเลฮานโดร บริโต ระบุในคำฟ้องว่า กระทรวงการคลังและ IRS มีหน้าที่ต้องปกป้องข้อมูลภาษีที่เป็นความลับ และควรมีระบบด้านเทคนิค การคัดกรองบุคลากร ความปลอดภัย และการติดตามตรวจสอบที่เพียงพอ เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายของลิตเติลจอห์น

การฟ้องร้องโดยประธานาธิบดีที่ยังดำรงตำแหน่งต่อหน่วยงานรัฐบาลที่ตนเองเป็นผู้นำ ถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติอย่างยิ่ง โดยท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของทรัมป์เอง อาจต้องเป็นผู้พิจารณาว่าจะยอมความหรือไม่ และจะชดเชยเป็นมูลค่าเท่าใด

เรียกค่าเสียหายรวมทะลุ 5 หมื่นล้านดอลลาร์

คดีล่าสุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดคดีจำนวนมากที่ทรัมป์และเครือธุรกิจของเขายื่นฟ้องในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งต่อสื่อและสถาบันการเงิน รวมถึง JPMorgan Chase & Co. และ Capital One Financial Corp. โดยมูลค่าค่าเสียหายที่เรียกร้องรวมกันในทุกคดีขณะนี้สูงกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์

รายงานของ New York Times ระบุว่า ทรัมป์จ่ายภาษีเงินได้รัฐบาลกลางเพียง 750 ดอลลาร์ในปี 2559 และ 2560 และไม่ได้จ่ายภาษีเลยถึง 10 จาก 15 ปีก่อนหน้า เนื่องจากผลขาดทุนจำนวนมากช่วยหักล้างกำไร ขณะเดียวกัน ธุรกิจหลายแห่งของเขากำลังประสบปัญหา โดยเขาอัดเงินเข้าไปมากกว่าถอนออก และยังมีรายได้หลายล้านดอลลาร์จากต่างประเทศระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งทรัมป์ปฏิเสธรายงานดังกล่าวในเวลานั้นว่าเป็นข่าวปลอมโดยสิ้นเชิง

คดีดังกล่าวนำไปสู่ความพยายามยาวนานหลายปีของสมาชิกรัฐสภาพรรคเดโมแครตในการเปิดเผยข้อมูลภาษีของทรัมป์ต่อสาธารณะ โดยลิตเติลจอห์นถูกตัดสินจำคุก 5 ปีในเดือนมกราคม 2567 หลังยอมรับว่าเข้าทำงานใน IRS เพื่อเข้าถึงข้อมูลภาษีของทรัมป์โดยเจตนา

เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงการคลังประกาศยกเลิกสัญญามูลค่า 21 ล้านดอลลาร์กับ Booz Allen Hamilton ซึ่งเป็นบริษัทที่ลิตเติลจอห์นเคยทำงาน โดยกล่าวหาว่า ล้มเหลวในการปกป้องข้อมูลผู้เสียภาษี ทั้งนี้ IRS ระบุว่า มีผู้เสียภาษีได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลดังกล่าวราว 406,000 รายในช่วงปี 2561–2563

Booz Allen ระบุว่ายินดีหารือกับกระทรวงการคลัง และย้ำว่าการกระทำผิดของลิตเติลจอห์นเกิดขึ้นบนระบบของรัฐบาล ไม่ใช่ของบริษัท พร้อมชี้ว่าความร่วมมือของบริษัทมีส่วนช่วยให้เกิดการดำเนินคดี

นอกเหนือจากคดีต่อ IRS ทรัมป์ยังเคยส่งสัญญาณว่าจะเรียกร้องค่าเสียหายหลายร้อยล้านดอลลาร์จากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จากการสอบสวนกรณีความเชื่อมโยงกับรัสเซียในการเลือกตั้งปี 2559 และการครอบครองเอกสารลับหลังพ้นตำแหน่งโดยทรัมป์ยอมรับว่าคดีดังกล่าวสร้างสถานการณ์แปลกประหลาดที่เจ้าหน้าที่ซึ่งทำงานให้เขาเองต้องตัดสินใจว่าจะจ่ายเงินชดเชยหรือไม่ พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่นำเงินภาษีที่ได้จากการยอมความมาใช้ส่วนตัว แต่จะนำไปบริจาคหรือใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ

อนึ่งคดีนี้จดทะเบียนในชื่อ Trump v. Internal Revenue Service ต่อศาลแขวงสหรัฐฯ เขตฟลอริดาตอนใต้ (ไมอามี)

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...