ธปท. เผยไทยติดบัญชีเฝ้าระวังจากสหรัฐฯ ไม่กระทบดูแลค่าบาท
ธปท. แจงกรณีสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเฝ้าระวังไทย (Monitoring List) หลังเข้าเกณฑ์เกินดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลการค้า ยันไม่ใช่ประเทศปั่นค่าเงิน และไม่กระทบนโยบายดูแลเงินบาท
30 ม.ค.2569 นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา เผยแพร่รายงานและขึ้นบัญชีประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเฝ้าระวังพฤติกรรมอัตราแลกเปลี่ยน (Monitoring List) ว่า
การประเมินของสหรัฐฯ จะใช้เกณฑ์ตัดสินหลัก 3 ข้อ ซึ่งในรอบนี้ ไทยเข้าเงื่อนไขถึง 2 ใน 3 ข้อ ทำให้ถูกบรรจุชื่อร่วมกับอีก 9 ประเทศในบัญชี Monitoring List คือ
1. การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งไทยมียอดเกินดุลสูงถึง 3.8% ของ GDP (ช่วง ก.ค. 67 - มิ.ย. 68) ซึ่งเกินเพดานที่สหรัฐฯ กำหนด
2. การได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ โดยไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
“การถูกจัดอยู่ในบัญชีเฝ้าระวังดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าไทยเป็นประเทศที่ปั่นค่าเงิน (Currency Manipulator) โดยรายงานครั้งนี้ไม่มีประเทศใดถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Currency Manipulator แต่อย่างใด อีกทั้งไทยเคยอยู่ในบัญชี Monitoring List มาแล้วในช่วงปี 2563-2564 ต่อเนื่องประมาณ 2-3 รอบการประเมิน”
นางสาวชญาวดี กล่าวอีกว่า มองว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายหรือการดูแลค่าเงินบาทของธปท. และไม่ได้เป็นข้อจำกัดเพิ่มเติม เนื่องจากการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของไทยมุ่งดูแลความผันผวนของค่าเงินเป็นหลัก
และเน้นดูแลทั้งสองด้าน คือ ไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วหรือมากเกินไป และไม่ให้อ่อนค่าเกินไปเช่นกัน ซึ่งเป็นการดูแลในภาพรวมแบบสุทธิ (Net) ทำให้ยังมีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบาย และไม่เข้าข่ายการแทรกแซงค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า
“รายงานที่เผยแพร่ออกมาในช่วงเช้าก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินแต่อย่างใด”
ทั้งนี้ สหรัฐจะประเมินประเทศคู่ค้าปีละ 2 ครั้ง ทุกๆ 6 เดือน โดยการประเมินครั้งถัดไปจะครอบคลุมข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม 2568 และคาดว่าจะมีการเผยแพร่รายงานช่วงกลางปี 2569
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 3 เกณฑ์ตัดสินของสหรัฐฯ (U.S. Treasury Criteria) ประกอบด้วย
1. การได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ (Significant Bilateral Trade Surplus) ซึ่งต้องเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ในช่วง 12 เดือนล่าสุด) โดยไทย เข้าเกณฑ์
2. การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Material Current Account Surplus) ต้องเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 3% ของ GDP (เดิมเคยใช้เกณฑ์ 2%) โดยไทยเข้าเกณฑ์ เพราะล่าสุดอยู่ที่ 3.8% ของ GDP
3. การแทรกแซงค่าเงินฝ่ายเดียวและต่อเนื่อง (Persistent, One-sided Intervention) ที่มีการซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิ (Net Purchase) อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 8 ใน 12 เดือน และมียอดซื้อรวมเกิน 2% ของ GDP
โดยไทยยังไม่เข้าเกณฑ์ข้อนี้