โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค่าเงินบาทผันผวนหนัก เสี่ยงอ่อนทะลุ 33 บาท หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 21.59 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 04.59 น.

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทยเปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.99 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 31.71 บาทต่อดอลลาร์

นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.65-31.99 บาทต่อดอลลาร์)

เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องจากช่วงบ่ายวันก่อนหน้า หลังตลาดรับรู้ข่าวการโจมตีเรือขนส่งสินค้า 3 ลำ ในบริเวณช่องแคบ Hormuz (หนึ่งในนั้น เป็นเรือขนส่งสินค้าของไทย) ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก

สะท้อนจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ โดยล่าสุดในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ราคาน้ำมันดิบ Brent ได้ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง (ระดับแถวช่วงประธานาธิบดี Donald Trump ระบุว่า การสู้รบในอิหร่านใกล้ถึงจุดจบในเร็ววันนี้)

แม้ว่า ทางสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) จะมีมติระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ถึง 400 ล้านบาร์เรล สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน มีการระบายน้ำมันจากคลังสำรองฯ ราว 182 ล้านบาร์เรล) โดยสหรัฐฯ อาจระบายน้ำมันจากคลังสำรองฯ กว่า 172 ล้านบาร์เรล

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

“ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ราคาพลังงานโลก ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ และทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุดตลาดให้โอกาสเพียง 4% ที่ FED จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ หนุนการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ พร้อมกดดันราคาทองคำ”

เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนสูงและยังไม่ปรากฏทิศทางที่ชัดเจน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โดยมองว่าเงินบาทกำลังเผชิญความเสี่ยงแบบ “Two-way Risk” หรือมีโอกาสเคลื่อนไหวได้ทั้งทิศทางแข็งค่าและอ่อนค่า ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์

โดยเฉพาะข่าวหรือ Headline News ที่เกี่ยวข้องกับสงครามซึ่งสามารถสร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดการเงินโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงเช่นนี้ ผู้เล่นในตลาดจึงควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์ทางการเงิน เช่น Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์ล่าสุด รวมถึงปัจจัยด้านผู้นำทางการเมืองของสหรัฐฯ และอิหร่าน ตลอดจนตัวแปรทางการทหาร โดยเริ่มมีความกังวลเพิ่มขึ้นว่าสถานการณ์การสู้รบอาจยืดเยื้อกว่าที่ประเมินไว้ในกรณีฐาน (Base Case)

โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 3 ประเด็น ได้แก่

  • ท่าทีของผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
  • เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่อาจแตกต่างจากอิสราเอล
  • ความเป็นไปได้ของปฏิบัติการภาคพื้นดินจากพันธมิตรในภูมิภาค

หากสถานการณ์บานปลายเข้าสู่ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด เช่น อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นระยะเวลานานเกิน 1 เดือน หรือมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบโลกอาจพุ่งขึ้นและทรงตัวเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลานาน ซึ่งจะส่งผลให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกับความเสี่ยงของปัญหา Supply Chain จากการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือสำคัญ

สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ต้องชะลอแผนลดดอกเบี้ย หรือแม้กระทั่งเพิ่มโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปรับตัวสูงขึ้น

แรงกดดันดังกล่าวจะสะท้อนมายังค่าเงินบาท โดยมีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่าทดสอบระดับ 32–32.50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงปลายไตรมาสแรก และอาจอ่อนค่าทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงไตรมาสที่สอง โดยเฉพาะในช่วงที่มีเงินทุนไหลออกจากการจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งคาดว่าในปีนี้อาจสูงถึงราว 100,000 ล้านบาท

ในเชิงเทคนิค ค่าเงินบาทยังไม่กลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่า ตราบใดที่ยังไม่สามารถทะลุระดับ 31.40–31.50 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน ทำให้ระยะนี้เงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวแบบ Sideways เพื่อรอปัจจัยใหม่จากสถานการณ์สงครามและทิศทางนโยบายการเงินโลก

ทั้งนี้ ความผันผวนของเงินบาทมีแนวโน้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต จากความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองสหรัฐฯ ก่อนการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าและมาตรการภาษีนำเข้า

ทั้งนี้ ในระยะสั้น ค่าเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.75–32.15 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ตลาดยังคงจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางของค่าเงินในระยะต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...