CRC ทุ่ม 1.6-1.8 หมื่นลบ. ลุยเพิ่มสาขาไทย-เวียดนาม
หุ้นวิชั่น
อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 12.49 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 05.49 น. • HoonVision | หุ้นวิชั่น - หุ้น ข่าวหุ้น หุ้นไทยวันนี้ หุ้นวันนี้ หุ้นเด่น วิเคราะห์หุ้น ธุรกิจ การเงิน เศรษฐกิจ การลงทุน ดัชนีราคาหุ้นหุ้นวิชั่น - CRC กางแผนปี 2569 ตั้งเป้ารายได้โต 4-5% จากปีก่อน พร้อมทุ่มงบลงทุน 1.6-1.8 หมื่นล้านบาท เดินหน้าขยายสาขาไทย–เวียดนาม พร้อมเร่ง New Growth Engine อย่าง Auto One หนุนรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาท ขณะที่ยืนยันสถานการณ์ตะวันออกกลางไม่กระทบธุรกิจ จากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับควบคุม พร้อมมีสต็อกสินค้าเพียงพออย่างน้อย 30 วัน
นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปี 2569 อยู่ที่ 4-5% จากปีก่อนทำได้ 253,165 ล้านบาท และ EBITDA โต 5-7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ที่อยู่ 29,836 ล้านบาท โดย เซ็นทรัล รีเทล ยังคงให้ความสำคัญใน 5 เรื่องหลัก ประกอบด้วย ลูกค้า, Core Business, New Growth, Synergy ภายในกลุ่มธุรกิจให้มากขึ้น และการบริหารการเงินอย่างมีวินัย เพื่อสร้างยอดขายและกำไรที่มีคุณภาพ รักษาความแข็งแกร่งทางการเงินเพื่อรองรับโอกาสในการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในอนาคต พร้อมทั้งสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2569 บริษัทฯ วางงบลงทุนไว้ 16,000-18,000 ล้านบาท รองรับการรีโนเวทและการขยายสาขาทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยวางแผนขยายสาขาใหม่ของท็อปส์ 8-10 สาขา, GO Wholesale 2 สาขา และไทวัสดุ 3-5 สาขา ส่วนในประเทศเวียดนาม มีแผนขยายสาขาศูนย์การค้า GO! 2 สาขา, ไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! 1 สาขา และซูเปอร์มาร์เก็ต Mini go! 6 สาขา พร้อมทั้งมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจในตลาดอาเซียนอื่น ๆ อย่างรอบคอบ
นอกจากนี้ New Growth Engine อย่าง 'Auto One' ได้ขยายสาขาสู่ 53 แห่งในปีที่แล้ว และตั้งเป้าเพิ่มอีกเท่าตัวเป็น 106 แห่งในปีนี้ สนับสนุนให้รายได้ปี 2569 จะเติบโตทะลุ 1,000 ล้านบาท
ณ สิ้นปี 68 ธุรกิจของ CRC ในประเทศไทยมีจํานวน 3,596 ร้านค้า ครอบคลุมใน 63 จังหวัดทั่วไทย และคิดเป็นสัดส่วนยอดขาย 80% ส่วนประเทศเวียดนาม มีจํานวนร้านค้าทั้งสิ้น 127 ร้านค้า ครอบคลุมใน 26 จังหวัด จาก 34 จังหวัด และมีสัดส่วนยอดขาย 20% ขยายฐานสมาชิก The 1 ในประเทศเวีดนามมียอดสมาชชิกกว่า 4.3 ล้านราย
สำหรับปี 2569 ซึ่งถือเป็นปีแห่ง "Challenges & Opportunities" ของธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง เซ็นทรัล รีเทล พร้อมเดินหน้าสานต่อยุทธศาสตร์ 3 ปี New Heights, Next Growth ภายใต้กลยุทธ์ 'Innovation in Action' เพื่อยกระดับศักยภาพองค์กรสู่การเติบโตครั้งใหม่ ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่
1.อัพเกรดประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ (Uplift Customer Experience) มุ่งต่อยออดความสำเร็จของแพลตฟอร์มออมนิแชแนลของเซ็นทรัล รีเทล ที่มียอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ยอดขายจากช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเซ็นทรัล รีเทล มีการพัฒนาทั้งในส่วนของประสบการณ์หน้าร้านด้วยพนักงานที่พร้อมให้บริการแบบเฉพาะตัว, การปรับปรุงบรรยากาศภายในร้าน, การเพิ่มจุด Self-Checkout, การจัดอีเว้นท์ร่วมกันของธุรกิจในเครือ และการเพิ่มพื้นที่ไลฟ์สไตล์ต่างๆ ที่ช่วยดึงดูดทราฟฟิก เช่น โซนอาหาร โซนเกม และแชมเปณบาร์ เป็นต้น ตลอดจนนำ AI มาช่วยยกระดับการช้อปปิ้งออนไลน์ให้รวดเร็ว และง่ายดายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสินค้า โปรโมชัน และคูปองสุดคุ้มที่ออนท็อบได้อย่างตรงใจ รวมถึงเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างหน้าร้านและโลกดิจิทัลผ่านบริการ Personal Shopper, Chat & Shop, Click & Collect และ Reserve & Collect ที่ทำให้ลูกค้าช้อปปิ้งได้อย่างสะดวกสบายไร้รอยต่อ
2.อัพเกรดแบรนด์และสินค้าให้ทันสมัย (Reinvent Concepts And Merchandise) อาทิ การพัฒนาสินค้าที่วางจำหน่ายในไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! ประเทศเวียดนาม โดยเน้นกลุ่มเบเกอรี่ อาหารพร้อมทาน สินค้าเกี่ยวกับบ้าน และสินค้า Private Lobel ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น ส่วนประเทศไทย จะเน้นเพิ่มความหลากหลายของแบรนด์สินค้าแฟชั่น ชั้นนำจากไทยและเอเชีย พร้อมเร่งเครื่องขยาย KIS & LOOKS Beauty Specialty Stores ปรับรูปแบบสาขาและราคาสินค้าให้เข้าถึงง่ายขึ้น เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้า Young & Mainstream
3.อัพเกรดประสิทธิภาพการบริหารงานและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย (Drive Operational Excellence) โดยยกระดับการดำเนินงานในหลายมิติ อาทิ การนำ Al มาใช้เสริมศักยภาพในการบริหารลูกค้า, การทำการตลาด, การสั่งสินค้าและกำหนดราคา รวมถึงการบริหารจัดการหน้าร้าน ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงานของพนักงาน เพื่อสร้างองค์กรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต นอกจากนี้ยังได้พัฒนา One Data Platform เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าจากทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียว (Single View of Customer Data) ซึ่งจะช่วยให้บรัษทฯ สามารถเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถนำเสนอ Omnichannel Coupon ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกช่องทางได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการดำเนิบงานด้านระบบ ทั้งการบริหารจัดการสต๊อก และการจัดส่งสินค้าแบบครบวงจร
*ไร้ผลกระทบ ราคาพลังงาน-สินค้าขาดแคลน
นายสุทธิสาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ที่อาจนำมาสู่การขาดแคลนพลังงานในประเทศในระยะถัดไปนั้น ปัจจุบันยังไม่เห็นถึงผลกระทบต่อธุรกิจ เนื่องจากขณะนี้ราคาน้ำมัน ยังอยู่ในการควบคุม และยังไม่เห็นการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ดำเนินการในเรื่องของการนำพลังงานสะอาดมาใช้ โดยคาดการณ์ว่าหากราคาพลังงานปรับตัวขึ้น อาจส่งผลกระทบราว 1% ของกำไรเท่านั้น แต่หากมีการบริหารจัดการพลังงานได้ดี ก็จะลดผลกระทบได้อีก
ขณะเดียวกัน ด้านความกังวลถึงผลกระทบต่อสินค้าที่นำมาจำหน่ายขาดแคลน บริษัทยืนยันว่ากลุ่ม CRC มีสต็อกเพียงพออย่างน้อย 30 วัน