โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

เส้นทาง ‘คดีพิเศษ’เหตุช็อกโลก ย้อนกลิ่นตุ-เปิดแผลสร้างตึกสตง.

เดลินิวส์

อัพเดต 08 มี.ค. เวลา 11.12 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. เวลา 04.00 น. • เดลินิวส์
ย้อนกลับไปวันที่ 28 มี.ค.2568 หลังอาคารระหว่างก่อสร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พังถล่ม จนถึงวันนี้ยังไม่มีคำพิพากษา หรือบทสรุปชี้ชัดทางกฎหมาย เพราะกระบวนการยุติธรรมต้องใช้เวลา

แต่เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ถูกลืมเลือน เพราะสังคมควรได้รับคำตอบถึงผู้รับผิดชอบ “ทีมข่าวอาชญากรรม” มีโอกาสสอบถามหนึ่งหน่วยงานที่เข้ามามีบทบาทมากถึง 3 คดี อย่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อทบทวนการทำงานที่ไม่ง่าย ตั้งแต่อุปสรรคสภาพพื้นที่ในการเข้าเก็บหลักฐาน ท่ามกลางงานกู้ชีพ กู้ภัย กระทั่งวันนี้คดีทั้งหมดถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อรอบทสรุป…

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกดีเอสไอ ยอมรับเหตุการณ์ครั้งนั้นช็อกทั้งความรู้สึกคนไทย และวงการก่อสร้าง สิ่งแรกที่ให้ความสำคัญคือ งานบรรเทาสาธารณภัยเพื่อช่วยชีวิต แต่จุดเริ่มต้นที่เข้าไปสืบสวนเกิดขึ้นเมื่ออธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ เห็นว่าโครงการมีการจัดตั้งบริษัทลักษณะเป็น “กิจการร่วมค้า” โดยมีนิติบุคคล 2 แห่ง (กิจการร่วมค้า ITD-CREC ประกอบด้วย บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จํากัด (มหาชน) และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จํากัด) 1 ในนั้นมีชื่อเกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสงสัยว่าเป็นนิติบุคคลต่างด้าวหรือไม่

โดยเฉพาะชื่อที่ดูแล้วเข้าใจว่าเป็น “นิติบุคคลไทย” เพราะมีสัดส่วนถือหุ้นตามจริงคือ คนไทย 51% ต่างด้าว 49% แต่เมื่อสอบสวนเชิงลึกกลับพบคนไทยที่ถือหุ้นไม่ได้มีศักยภาพหรือเงินลงทุนขนาดใหญ่ ทั้งยังพบเส้นทางเงินจากต่างประเทศเชื่อมโยงเข้ามา เพื่อประกอบกิจการ

ในส่วนชื่อคนไทยที่ถือหุ้นก้อนนั้น ยังพบไปมีชื่อเป็นกรรมการถือหุ้นในบริษัทอื่นหลายแห่ง ซึ่งล้วนเป็นบริษัทที่ทำร่วมกับต่างชาติ เป็นที่มาของการดำเนินคดีความผิดตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 หรือ นอมินี คดีพิเศษที่ 32/2568 และมีมติสั่งฟ้องผู้ต้องหา 6 ราย ได้แก่ นิติบุคคล (บริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ) กับ 5 บุคคลธรรมดาที่เป็นกรรมการบริษัทฯ และผู้ถือหุ้น (นายโสภณ มีชัย /นายประจวบ ศิริเขตร /นายมานัส ศรีอนันท์ /นายชวนหลิง จาง ชาวจีน /นายบินลิง วู ชาวจีน) ปัจจุบันอัยการยื่นฟ้องศาลไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ต่อมามีการตรวจสอบเพิ่มเติมเรื่องฮั้วประมูลไปด้วย และแยกรับเป็น คดีพิเศษที่ 58/2568 เป็นการเจาะลึกไปที่ตัวโครงการที่มีสัญญา 3 ฉบับเกี่ยวข้อง คือ สัญญาการออกแบบ สัญญาการก่อสร้าง และสัญญาการควบคุมงาน คดีดังกล่าวพบเชื่อมโยงกับคดีนอมินีที่ทำอยู่ก่อนแล้ว

โดยนิติบุคคลต่างด้าว ตามกฎหมายไทยห้ามไม่ให้ “ประกอบธุรกิจการก่อสร้าง” เว้นแต่ได้รับอนุญาต หากรู้ว่าตนเป็นนิติบุคคลต่างด้าวแล้วไปเป็น “กิจการร่วมค้า” กับนิติบุคคลไทย เพื่อประมูลโครงการของรัฐให้ได้ไปซึ่งสัญญา จึงมองว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ลักษณะเข้าข่ายฮั้วประมูล ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542

ในการสอบสวนยังพบ “ความผิดปกติ” ของสัญญาควบคุมงานที่วิศวกรหลายคนออกมาปฏิเสธไม่ได้ลงลายมือชื่อในเอกสารควบคุมงาน หรือเอกสารเสนอราคาใด ๆ ทำให้ข้อเท็จจริงชัดเจนว่าเป็นการใช้เอกสารไม่ถูกต้องและไม่เป็นเอกสารตามขั้นตอนการยื่นเสนอราคา ต่อมามีการแจ้งว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงต้องส่งให้ ป.ป.ช.ไต่สวน

พ.ต.ต.วรณัน เผยอีกคดีที่สอบสวนเป็น คดีพิเศษที่ 38/2568 หลังกรมสรรพากรกล่าวโทษต่อบริษัทเอกชน (บริษัท ซิน เคอหยวน สตีล จำกัด) กรณีขายวัสดุในการก่อสร้างอาคารสตง.มีการใช้ใบกำกับภาษีปลอมตั้งแต่ ก.ค.58-มี.ค.60 มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท อันเป็นความผิดอาญาตามประมวลรัษฎากร ดีเอสไอสรุปสำนวนส่งอัยการแล้ว

สำหรับอุปสรรคการทำงานด้วยมิติการสอบสวนที่เป็นเรื่องเฉพาะจึงต้องขอความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษาคดีทั้งด้านบัญชีและวิศวกรรม ทำให้การสอบสวนค่อนข้างตรงประเด็นและพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ การสอบปากคำพยานบางส่วนไม่กล้าให้ข้อมูล จนต้องอธิบายว่า “ข้อมูลพยานเป็นเหมือนการต่อภาพ ไม่ใช่นำไปสู่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง” เราต้องการข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้การดำเนินการทางคดีเกิดความผิดพลาด

และด้วยเงื่อนไขสถานการณ์ขณะนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าแต่ละหน่วยมีภารกิจหลักต้องรีบดำเนินการ ทำให้มีการพูดคุย ลำดับตารางการทำงาน ให้งานบรรเทาสาธารณภัยในช่วงเวลาหลักของทุกวัน ส่วนช่วงว่างจากนั้นหน่วยอื่นเข้าไปตรวจเก็บหลักฐานได้

พร้อมรำลึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอให้เป็นครั้งเดียวในประเทศไทย เพราะความเสียหายระดับนี้ย่อมกระทบต่อโครงสร้างหลายเรื่อง ทั้งความเชื่อมั่นและการก่อสร้าง และด้วยบทบาทดีเอสไอที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและทำคดี หวังให้การสอบสวนนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิดตามสิ่งที่ได้กระทำและตามข้อเท็จจริง แต่ในมุมส่วนตัวมองว่าไม่มีอะไรดีกว่าการป้องกัน

“คาดหวังการถอดบทเรียนนี้นำไปสู่มาตรการป้องกัน การควบคุมงานสร้างอาคารสูงที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะแม้เราจะดำเนินคดีได้ดีแค่ไหน ก็ไม่สามารถเอาชีวิตและทรัพย์สินผู้สูญเสียไปแล้วกลับมา จากการดำเนินคดีได้ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นอีก คือหัวใจสำคัญ”.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...