“นายกฯ อินเดีย” โทรศัพท์หารือผู้นำอิหร่าน ครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงคราม
"นายกฯ อินเดีย" โทรศัพท์หารือผู้นำอิหร่าน ครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงคราม ประเด็นความปลอดภัยของพลเมืองและการขนส่งพลังงานที่ไม่ควรถูกขัดขวาง
วันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 17.06 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเคียน ภายในไม่กี่ชั่วโมง หลังผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านประกาศว่าจะยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป ขณะที่รัฐบาลอินเดียเร่งหาทางลดความเสี่ยงด้านพลังงานจากวิกฤตดังกล่าว
การสนทนาครั้งนี้ถือเป็นการติดต่อระหว่างผู้นำอินเดียกับอิหร่านครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น โดยอินเดีย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และเป็นผู้บริโภคก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) รายใหญ่อันดับ 2 กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการแห่ซื้อเชื้อเพลิงจากความกังวลเรื่องอุปทาน
ข้อมูลจาก Citi ระบุว่า อินเดียพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นประมาณ 50% ของความต้องการทั้งหมด ขณะที่ก๊าซ LPG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงทำอาหารหลักของทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจส่วนใหญ่ ก็ถูกนำเข้าผ่านเส้นทางดังกล่าวเช่นกัน
โมดีระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ความปลอดภัยของพลเมืองอินเดีย รวมถึงการขนส่งสินค้าและพลังงานที่ต้องดำเนินไปอย่างราบรื่น ยังคงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดของรัฐบาลอินเดีย
แม้สถานีบริการน้ำมันจะยังมีปริมาณสำรองเพียงพอ แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลเปิดเผยว่า ขณะนี้เกิดการแห่ซื้อก๊าซ LPG จนเริ่มส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนอุปทาน โดยรัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานควบคุมมลพิษอนุญาตให้ภาคธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมสามารถใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น น้ำมันก๊าด ชีวมวล และถ่านหิน เพื่อรักษาปริมาณ LPG สำหรับครัวเรือน
ปัจจุบันมีครัวเรือนในอินเดียเกือบ 330 ล้านครัวเรือน และธุรกิจมากกว่า 3 ล้านแห่ง ที่ใช้ก๊าซ LPG แบบถังเป็นเชื้อเพลิงหลัก สมาคมร้านอาหารแห่งอินเดียระบุว่า ร้านอาหารจำนวนมากเริ่มปิดบริการหรือจำกัดเมนู เนื่องจากไม่สามารถจัดหาถัง LPG สำหรับภาคธุรกิจได้เพียงพอ
นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่าอินเดียยังต้องการน้ำมันและก๊าซจำนวนมาก และประเทศมีการพึ่งพาเส้นทางนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูง ขณะที่ระดับสำรองพลังงานของอินเดียต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชียเหนือ
แรงกดดันด้านพลังงานยังเริ่มสะท้อนในตัวเลขเศรษฐกิจ โดย Citi ประเมินว่า ความเสี่ยงเงินเฟ้อของอินเดียในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2570 อาจเพิ่มขึ้นอีก 0.50–0.75 จุดเปอร์เซ็นต์ จากประมาณการเดิมที่ 4% หากราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในช่วง 90–100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศอาจเพิ่มขึ้น 5–10 รูปีต่อลิตร ซึ่งเพียงปัจจัยนี้ก็อาจผลักดันเงินเฟ้อผู้บริโภคเพิ่มขึ้นได้ถึง 0.50 จุดเปอร์เซ็นต์
ด้านสถาบันการเงิน Nomura ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อของอินเดียเป็น 4.5% จากเดิม 3.8% โดยเตือนว่าการขาดแคลน LPG สำหรับภาคธุรกิจอาจผลักดันต้นทุนร้านอาหารและค่าครองชีพให้สูงขึ้น หากความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทานพลังงานยืดเยื้อนานเกินหนึ่งเดือน อินเดียอาจเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากหลายด้านพร้อมกัน
แม้รัฐบาลจะพยายามจัดสรร LPG ให้ครัวเรือนเป็นลำดับแรก แต่มาตรการควบคุมที่นำมาใช้หลังสงครามเริ่มต้นก็ทำให้ครัวเรือนเข้าถึงเชื้อเพลิงได้ยากขึ้น โดยผู้บริโภคในเมืองต้องรออย่างน้อย 25 วันระหว่างการจองถัง LPG จากเดิม 21 วัน ส่วนพื้นที่ชนบทต้องรอนานถึง 45 วัน
ขณะเดียวกันรัฐบาลได้ปรับขึ้นราคาก๊าซ LPG สำหรับผู้บริโภคส่วนใหญ่แล้ว 60 รูปีต่อถัง หรือราว 6.5% อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าการเลือกตั้งใน 5 รัฐสำคัญอาจจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการผลักภาระต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นไปยังประชาชน
ค่าเงินรูปีของอินเดียก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน โดยอ่อนค่าลงใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 92.48 รูปีต่อดอลลาร์ เนื่องจากตลาดคาดว่าราคาน้ำมันอาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
นักเศรษฐศาสตร์จาก DBS Bank ประเมินว่า หากราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ช่องว่างบัญชีเดินสะพัดของอินเดียอาจขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.70 จุดเปอร์เซ็นต์ จากระดับ 1.3% ของ GDP ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี
ขณะเดียวกันการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังทำให้มีน้ำมันกว่า 130 ล้านบาร์เรลติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียตามข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์พลังงาน Kpler และอินเดียไม่สามารถเข้าถึงอุปทานดังกล่าวได้
ปัจจุบันมีเรืออินเดียอย่างน้อย 28 ลำ พร้อมลูกเรือประมาณ 800 คน ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยรัฐมนตรีต่างประเทศอินเดียได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านหลายครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อเจรจาเรื่องความปลอดภัยในการเดินเรือและความมั่นคงด้านพลังงาน
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดในระยะยาว อินเดียอาจต้องปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานพลังงานครั้งใหญ่ ซึ่งอาจมีต้นทุนสูงกว่าที่ประเทศจะรับได้
ในระยะสั้น อินเดียเริ่มกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันไปยังมากกว่า 40 ประเทศ โดยการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1.46 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม จาก 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าอินเดียไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างการนำเข้าพลังงานได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงหนึ่งหรือสองเดือน เนื่องจากข้อจำกัดด้านต้นทุนและกำลังการผลิตของตลาดพลังงานโลก
อ้างอิง : cnbc.com