โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“นายกฯ อินเดีย” โทรศัพท์หารือผู้นำอิหร่าน ครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงคราม

การเงินธนาคาร

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 17.37 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. เวลา 10.37 น.

"นายกฯ อินเดีย" โทรศัพท์หารือผู้นำอิหร่าน ครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงคราม ประเด็นความปลอดภัยของพลเมืองและการขนส่งพลังงานที่ไม่ควรถูกขัดขวาง

วันที่ 13 มีนาคม 2569 เวลา 17.06 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเคียน ภายในไม่กี่ชั่วโมง หลังผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านประกาศว่าจะยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป ขณะที่รัฐบาลอินเดียเร่งหาทางลดความเสี่ยงด้านพลังงานจากวิกฤตดังกล่าว

การสนทนาครั้งนี้ถือเป็นการติดต่อระหว่างผู้นำอินเดียกับอิหร่านครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น โดยอินเดีย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และเป็นผู้บริโภคก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) รายใหญ่อันดับ 2 กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการแห่ซื้อเชื้อเพลิงจากความกังวลเรื่องอุปทาน

ข้อมูลจาก Citi ระบุว่า อินเดียพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซคิดเป็นประมาณ 50% ของความต้องการทั้งหมด ขณะที่ก๊าซ LPG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงทำอาหารหลักของทั้งครัวเรือนและภาคธุรกิจส่วนใหญ่ ก็ถูกนำเข้าผ่านเส้นทางดังกล่าวเช่นกัน

โมดีระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ความปลอดภัยของพลเมืองอินเดีย รวมถึงการขนส่งสินค้าและพลังงานที่ต้องดำเนินไปอย่างราบรื่น ยังคงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุดของรัฐบาลอินเดีย

แม้สถานีบริการน้ำมันจะยังมีปริมาณสำรองเพียงพอ แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลเปิดเผยว่า ขณะนี้เกิดการแห่ซื้อก๊าซ LPG จนเริ่มส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนอุปทาน โดยรัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานควบคุมมลพิษอนุญาตให้ภาคธุรกิจร้านอาหารและโรงแรมสามารถใช้เชื้อเพลิงทางเลือก เช่น น้ำมันก๊าด ชีวมวล และถ่านหิน เพื่อรักษาปริมาณ LPG สำหรับครัวเรือน

ปัจจุบันมีครัวเรือนในอินเดียเกือบ 330 ล้านครัวเรือน และธุรกิจมากกว่า 3 ล้านแห่ง ที่ใช้ก๊าซ LPG แบบถังเป็นเชื้อเพลิงหลัก สมาคมร้านอาหารแห่งอินเดียระบุว่า ร้านอาหารจำนวนมากเริ่มปิดบริการหรือจำกัดเมนู เนื่องจากไม่สามารถจัดหาถัง LPG สำหรับภาคธุรกิจได้เพียงพอ

นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่าอินเดียยังต้องการน้ำมันและก๊าซจำนวนมาก และประเทศมีการพึ่งพาเส้นทางนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูง ขณะที่ระดับสำรองพลังงานของอินเดียต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชียเหนือ

แรงกดดันด้านพลังงานยังเริ่มสะท้อนในตัวเลขเศรษฐกิจ โดย Citi ประเมินว่า ความเสี่ยงเงินเฟ้อของอินเดียในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2570 อาจเพิ่มขึ้นอีก 0.50–0.75 จุดเปอร์เซ็นต์ จากประมาณการเดิมที่ 4% หากราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในช่วง 90–100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศอาจเพิ่มขึ้น 5–10 รูปีต่อลิตร ซึ่งเพียงปัจจัยนี้ก็อาจผลักดันเงินเฟ้อผู้บริโภคเพิ่มขึ้นได้ถึง 0.50 จุดเปอร์เซ็นต์

ด้านสถาบันการเงิน Nomura ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อของอินเดียเป็น 4.5% จากเดิม 3.8% โดยเตือนว่าการขาดแคลน LPG สำหรับภาคธุรกิจอาจผลักดันต้นทุนร้านอาหารและค่าครองชีพให้สูงขึ้น หากความปั่นป่วนของห่วงโซ่อุปทานพลังงานยืดเยื้อนานเกินหนึ่งเดือน อินเดียอาจเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากหลายด้านพร้อมกัน

แม้รัฐบาลจะพยายามจัดสรร LPG ให้ครัวเรือนเป็นลำดับแรก แต่มาตรการควบคุมที่นำมาใช้หลังสงครามเริ่มต้นก็ทำให้ครัวเรือนเข้าถึงเชื้อเพลิงได้ยากขึ้น โดยผู้บริโภคในเมืองต้องรออย่างน้อย 25 วันระหว่างการจองถัง LPG จากเดิม 21 วัน ส่วนพื้นที่ชนบทต้องรอนานถึง 45 วัน

ขณะเดียวกันรัฐบาลได้ปรับขึ้นราคาก๊าซ LPG สำหรับผู้บริโภคส่วนใหญ่แล้ว 60 รูปีต่อถัง หรือราว 6.5% อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าการเลือกตั้งใน 5 รัฐสำคัญอาจจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการผลักภาระต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นไปยังประชาชน

ค่าเงินรูปีของอินเดียก็เผชิญแรงกดดันเช่นกัน โดยอ่อนค่าลงใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 92.48 รูปีต่อดอลลาร์ เนื่องจากตลาดคาดว่าราคาน้ำมันอาจอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

นักเศรษฐศาสตร์จาก DBS Bank ประเมินว่า หากราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ช่องว่างบัญชีเดินสะพัดของอินเดียอาจขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.70 จุดเปอร์เซ็นต์ จากระดับ 1.3% ของ GDP ณ สิ้นปี 2568 ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี

ขณะเดียวกันการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังทำให้มีน้ำมันกว่า 130 ล้านบาร์เรลติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียตามข้อมูลของบริษัทวิเคราะห์พลังงาน Kpler และอินเดียไม่สามารถเข้าถึงอุปทานดังกล่าวได้

ปัจจุบันมีเรืออินเดียอย่างน้อย 28 ลำ พร้อมลูกเรือประมาณ 800 คน ติดค้างอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยรัฐมนตรีต่างประเทศอินเดียได้หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านหลายครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อเจรจาเรื่องความปลอดภัยในการเดินเรือและความมั่นคงด้านพลังงาน

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดในระยะยาว อินเดียอาจต้องปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานพลังงานครั้งใหญ่ ซึ่งอาจมีต้นทุนสูงกว่าที่ประเทศจะรับได้

ในระยะสั้น อินเดียเริ่มกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันไปยังมากกว่า 40 ประเทศ โดยการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1.46 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม จาก 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าอินเดียไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างการนำเข้าพลังงานได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงหนึ่งหรือสองเดือน เนื่องจากข้อจำกัดด้านต้นทุนและกำลังการผลิตของตลาดพลังงานโลก

อ้างอิง : cnbc.com

เกาะติดสถานการณ์ สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เร่งสถานการณ์ตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...