โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชำแหละบิ๊กดีล "กัลฟ์-อินทัช" มันนี่เกม ทุนไทยขยายอาณาจักรธุรกิจ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 เม.ย. 2564 เวลา 16.31 น. • เผยแพร่ 24 เม.ย. 2564 เวลา 15.52 น.

ถือเป็นบิ๊กดีลที่สร้างเซอร์ไพรส์เมื่อยักษ์พลังงานไทย “บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์” เสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดใน บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ หรืออินทัช บริษัทแม่ยักษ์ใหญ่วงการโทรคมนาคมไทย “เอไอเอส” ซึ่งมีการประเมินกันว่าต้องใช้เงินมากถึง 1.69 แสนล้านบาท

หากต้องการซื้อหุ้นทั้งหมด แม้ไม่รวมหุ้นที่ “สิงเทล” ถืออยู่ด้วย 21% ก็ต้องใช้เงินถึงแสนล้านบาท อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับ “กัลฟ์” แต่การขยับขยายอาณาจักรจากพลังงานสู่โทรคมนาคมก็ยังเป็นจังหวะก้าวที่น่าสนใจ

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงกรณีดังกล่าวว่า

การซื้อกิจการในรูปแบบนี้ไม่ส่งผลต่อภาพรวมของธุรกิจโทรคมนาคม เพราะเป็นเพียงการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นจากรายหนึ่งไปเป็นอีกรายหนึ่ง ไม่กระทบจำนวนผู้เล่นในตลาดที่มีอยู่แค่ 3 รายใหญ่ คือ เอไอเอส, ทรูมูฟ และดีแทค

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นรายใหม่ ถ้าเป็นในประเทศที่มีเส้นแบ่งทางการเมืองกับธุรกิจที่ชัดเจนจะไม่มีปัญหา แต่สำหรับไทยที่มีเส้นแบ่งทางการเมืองและธุรกิจไม่ชัดเจน ทำให้การเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นครั้งนี้อาจมีผลต่อกฎกติกาที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ซึ่งกรณีของโทรคมนาคมเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง

รัฐบาลตัวแปรสำคัญ

ดร.สมเกียรติกล่าวต่อว่า การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นดังกล่าวต้องพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.การได้เปรียบเสียเปรียบของผู้ประกอบการ เพราะก่อนหน้านี้ทางสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เคยยื่นขอให้มีการยืดเวลาการจ่ายค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ค่าประมูลคลื่น 5Gออกไปก่อน

ดังนั้น หากมีการผลักดันเรื่องเหล่านี้มากขึ้นอาจส่งผลให้มีผู้ประกอบการที่มีส่วนได้ ส่วนเสียเกิดขึ้น2.การขายบริการให้ภาครัฐตั้งอยู่บนพื้นฐานทางการแข่งขันอย่างเสรีหรือไม่

และ 3.การตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่ยังไม่แล้วเสร็จ และถ้าแล้วเสร็จจะเดินหน้าไปในทิศทางไหน

“ถ้าพิจารณาเชิงธุรกิจคนขายก็พร้อมจะขายถ้าได้ราคาดี ส่วนผู้ซื้อมองโอกาสในการทำกำไรเพิ่ม แต่การเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นในไทย ภาคธุรกิจต้องประเมินปัจจัยที่เกิดจากภาครัฐเพิ่มขึ้น

เพราะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจเนื่องจากที่ผ่านมาธุรกิจใหญ่ ๆ ของไทยในหลายอุตสาหกรรมล้วนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อรัฐบาล เช่น ธุรกิจพลังงาน โทรคมนาคม ค้าปลีก และคมนาคม

ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการกระจุกตัวของผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย และเป็นรายใหญ่ในอุตฯ ผู้เล่นเหล่านี้ก็มีความสามารถในการโน้มน้าวนโยบายภาครัฐ ทำให้เกิดการแข่งขันที่ได้เปรียบเสียเปรียบกันได้”

ต่อยอด-เพิ่มโอกาสธุรกิจ

ด้าน นายสืบศักดิ์ สืบภักดี กรรมการบริหารและเลขาธิการสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สทค.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การที่กัลฟ์จะเข้ามาถือหุ้นใหญ่อินทัชถือเป็นการเปลี่ยนมือผู้เล่นต่างอุตฯ

และจะเป็นการหลอมรวมอุตฯพลังงานและโทรคมนาคมเข้าด้วยกัน เพราะฝั่งกัลฟ์มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่แข็งแกร่ง ส่วนอินทัชมีธุรกิจในเครืออย่างเอไอเอสที่มีโครงสร้างพื้นฐานครอบคลุมทั้ง 5G ดาวเทียม และบรอดแบนด์ไร้สาย

หากดีลนี้สำเร็จเท่ากับกลุ่มทุนของผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ 3 รายจะมาจาก 3 อุตสาหกรรมที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ได้แก่ กลุ่มทุนพลังงาน กลุ่มทุนซัพพลายเชน

และกลุ่มเทเลเนอร์ เป็นการสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นในตลาด เพราะเมื่อมีผู้เล่นหน้าใหม่ แต่นักลงทุนรายเก่าที่มีทุนหนาเข้ามา

การแข่งขันในตลาดจะยิ่งเข้มข้นขึ้น แต่ละรายจะเร่งพัฒนาคุณภาพ บริการและเทคโนโลยีให้เหนือคู่แข่ง ทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ไปด้วย

“แม้ที่ผ่านมาหลายคนมองว่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไม่ใช่ดาวรุ่ง เพราะไม่สามารถสร้างผลกำไรได้เหมือนแต่ก่อน เนื่องจากต้นทุนมหาศาล ซึ่งการที่กัลฟ์ทุ่มเงินระดับแสนล้านเพื่อปิดดีลนี้เป็นเรื่องที่น่าจับตา”

ขณะที่ในอนาคตอาจได้เห็นบริการใหม่ ๆ เช่น อินเทอร์เน็ตจากดาวเทียม รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากเครือข่าย 5G และต่อยอดไปสู่การขายพลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน

“ดีลนี้เกิดขึ้นจากจังหวะและโอกาสที่ผู้ถือหุ้นเดิมต้องการผันตนเองไปลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ ที่มีประโยชน์มากที่สุด ขณะที่กัลฟ์มองเห็นโอกาสในธุรกิจโทรคมนาคมเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเดิม”

บิ๊กดีล “วินวิน”

ขณะที่ นายพิสุทธิ์ งามวิจิตวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ดีลนี้ถือเป็นดีลที่ win-win ทุกฝ่าย ทั้งผู้ถือหุ้นอินทัชแอดวานซ์ (เอไอเอส)

และกัลฟ์ รวมถึงรัฐบาล แต่คาดว่าจะต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนโดยใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2-4 สัปดาห์ ซึ่งเบื้องต้นมองว่า “กัลฟ์” น่าจะซื้อหุ้นอินทัชเพิ่มอีก 15% จากผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ฯที่มีสัดส่วนหุ้นรวมกันถึง 60% ของหุ้นทั้งหมด เพื่อให้กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และมีอำนาจในการปรับเปลี่ยนบอร์ดบริหาร

“คาดว่ากรกฎาคมหรือต้นสิงหาคม จะเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงบอร์ดใหม่ชัดเจนขึ้น หากกระบวนการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นแล้วเสร็จเกิดการทำธุรกิจร่วมกัน เชื่อว่าผลจากการดีลนี้จะสามารถมองได้ 2 มิติ มิติแรกคือ มิติทางการเมือง ดีลนี้น่าจะเป็นที่พอใจของฝ่ายการเมือง เนื่องจากกัลฟ์เป็นบริษัทพลังงานของไทย

นั่นหมายความว่าถ้าต้องการความร่วมมือด้านโทรคมนาคมและการลงทุนก็น่าจะง่ายขึ้น ทำให้เดินตามยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ได้ง่ายขึ้น อีกมิติเป็นมิติทางธุรกิจแบ่งเป็น 2 ระยะ โดยระยะสั้นคาดว่าจะเกิดขึ้นใน 2-18 เดือน

ขณะที่ในระยะยาวจะเป็นการซินเนอร์ยี่ทางธุรกิจระหว่างธุรกิจพลังงานและโทรคมนาคม ทำให้มีฐานลูกค้าครอบคลุมมากขึ้น เพราะ “กัลฟ์” เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจลักษณะ “บีทูบี” ส่วนอินทัช และแอดวานซ์เป็นธุรกิจโทรคมนาคม เจาะกลุ่มบีทูซี ในอนาคตจึงอาจมีธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...