โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘ประยุทธ์’ คุมอำนาจพิเศษ ปฏิบัติการ ศบค.ตรึงธุรกิจ-การเมือง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 พ.ค. 2564 เวลา 01.26 น. • เผยแพร่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 06.25 น.

รายงานพิเศษ

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสามเดินมาถึง “จุดตัด” ทางสาธารณสุข-เศรษฐกิจและการเมือง เป็น “ทางสามแพร่ง” ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างปฏิเสธได้ยาก

เมื่อ “หัวหน้ารัฐบาล” เลือกใช้วิธี “ไม่ล็อกดาวน์” ช่วงสงกรานต์ จนกระทั่งโควิด-19 รุกคืบ-ลุกลามไปทั่วประเทศ

ความสามารถของรัฐบาลผสม ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากทุกองคาพยพในสังคม โดยมีกลไก “รัฐราชการ” เป็นจำเลยร่วม

“แทรกซ้อน” ด้วยความ “ไม่มีเสถียรภาพ” ในพรรครัฐบาล กลายเป็นภาพสะท้อนออกนอกห้องประชุม ครม. ความลับวงใน เรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตำหนิรัฐมนตรีที่ “นินทา” ลับหลัง ขู่ยึดเก้าอี้-โควตามาเป็นโควตานายกฯ เป็นฉากที่ขับเน้นความไม่ลงรอยใน ครม. ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

บิ๊กตู่ปรามพรรคร่วม

และเมื่อโควิด-19 ระลอกสาม “ดิสรัปต์” รัฐบาล 3 ป.-เปลือยกลไกทางการเมืองของ “รัฐบาลผสม” ให้เห็นถึงการทำงานไม่เป็นเอกภาพ-ไม่สามารถรับมือวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดของโลกได้

ดังนั้น “พล.อ.ประยุทธ์” จึงต้อง ปราบพยศภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์ ที่เกิดจากความร้าวลึกในพรรคร่วมรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นชนวนของความขัดแย้ง อาทิ ล้ำเส้นประชาธิปัตย์-ฐานเสียงภาคใต้ของพลังประชารัฐ

โดยเฉพาะการออกมาแสดงทรรศนะของ “ศุภชัย ใจสมุทร” ขุนพลภูมิใจไทย ต่อการ “ใช้อํานาจพิเศษ” ของ พล.อ.ประยุทธ์ และ “ตัดการมีส่วนร่วมของภาคการเมืองออก” รวมถึง “ตัดคณะรัฐมนตรีออกจากการทํางานใน ศบค.”

ขณะที่ตัวต้นเรื่อง “ศุภชัย” ต้องออกมาชี้แจง แก้ตัวว่า “ต้องการส่งกำลังใจของคนพรรคภูมิใจไทยและคนที่รักใคร่นายอนุทินให้อย่าท้อ อย่าถอย โดยไม่มีอะไรสลับซับซ้อน ไม่มีนัย ไม่มีเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องนอกจากการให้กำลังใจ เป็นความพยายามสื่อให้เห็นความทุ่มเทของนายอนุทินและคณะของกระทรวงสาธารณสุขทุกคนสะท้อนให้เห็นว่าคนภูมิใจไทยคิดอย่างไรเท่านั้น และยังคงเดินหน้าทุ่มเททำงานต่อไป”

แต่นั่นก็เป็นที่มาของการรวบ-ตรึงอำนาจ ยึดกฎหมาย 31 ฉบับไว้ใน “กำมือ” พล.อ.ประยุทธ์-คณะกรรมการบริหารจัดการวัคซีนแบบเบ็ดเสร็จ หรือ “single command” นักสังเกตการณ์การเมืองวิเคราะห์ตรงกันว่าเป็นการ “ปฏิวัติเงียบ”

ตามด้วยการตั้ง “ทีมไทยแลนด์” ร่วมกันระหว่างรัฐ-เอกชน เพื่อกระจาย-ฉีดวัคซีนให้ประชาชน 50 ล้านคนหรือ 70% ของจำนวนประชากรทั่วประเทศ ภายในปี 2564 โดยวัคซีน “บิ๊กลอต” จะเริ่มทยอยเข้ามาในมิถุนายน 64 ประกอบด้วย 4 ทีม

team A “ทีมสนับสนุนการกระจายและฉีดวัคซีน” โดยเพิ่มสถานที่ฉีดวัคซีน-หน่วยฉีดวัคซีนเคลื่อนที่ทั่วประเทศ team B “ทีมประชาสัมพันธ์” สร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเรื่องการฉีดวัคซีนโควิด เชื่อมโยงแอป “หมอพร้อม”

team C “ทีมสนับสนุนและอำนวยความสะดวก” ระบบ “หมอพร้อม” ให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และ team A “ทีมจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม” ตั้งเป้า 100 ล้านโดส ภายในปี’64 เพื่อเปิดประเทศให้ทันต้นปี 2565

ปฏิวัติเงียบภาค 2

ไม่ใช่ครั้งแรก-เป็น “ศบค.ภาคต่อ” ของ “พล.อ.ประยุทธ์” ที่การตัดสินใจ “ยึดอำนาจ” รัฐมนตรี-นักการเมือง เพื่อ “รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว”

ศบค.ภาคแรก-ต้นธารแห่งอำนาจเบ็ดเสร็จ คือ การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อตั้ง “ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19” หรือ “ศบค.” แก้ปัญหาโควิด-19ระลอกแรก

โดยมี “พล.อ.ประยุทธ์” เป็น “ผู้อำนวยการศูนย์” ในฐานะ “ผู้กำกับ”

ทว่า แม้โครงสร้าง ศบค. ประกอบด้วย “รองนายกฯทุกคน” เป็น “ผู้ช่วยผู้กำกับ” แต่เป็นเพียง “พระอันดับ” ให้หัวหน้าพรรคในพรรคร่วมรัฐบาลได้สวมเป็น “หัวโขน” เพื่อไม่ให้เสมือนประหนึ่งว่า “ข้ามหัว” พรรคการเมือง-นักการเมือง

เพราะกลไกหลักในการแก้ปัญหาโควิด-ขับเคลื่อน ศบค. คือ ปลัดกระทรวง-กองทัพและบุคลากรทางการแพทย์ โดยมีสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็น “ตัวกลาง” ในการเชื่อมต่อการทำงาน และผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นแขน-ขา

ต่อจากนั้นยังมีการออก “คำสั่งพิเศษ” เพื่อแก้ปัญหากักตุนสินค้า-เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ และแก้ปัญหา “หน้ากากอนามัยขาดแคลน” จนถูกมองว่าเป็นการ “ยึดอำนาจจุรินทร์” หัวหน้าประชาธิปัตย์ รองนายกฯ-เจ้ากระทรวงพาณิชย์

ล่าสุด คือ การตั้งคณะกรรมการจัดหาวัคซีนทางเลือก ที่มี “นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร” อดีต รมว.สาธารณสุข ยุครัฐบาล คสช.-ประยุทธ์ 1 เป็นประธาน

เป็นสัญญาณเตือนการ “ยึดอำนาจอนุทิน” หัวหน้าภูมิใจไทย รองนายกฯ-หัวหน้ากระทรวงสาธารณสุขไปโดยปริยาย

และเป็นที่มา-ที่ไปของการตั้ง 4 ทีมผสมรัฐ-ภาคเอกชน ที่มี “สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” รองนายกรัฐมนตรี-มือขวาประยุทธ์ เป็น “แม่งาน” ภาครัฐ และ “สนั่น อังอุบลกุล” ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็น “หัวเรือใหญ่” ภาคเอกชน

รวมศูนย์อำนาจแก้เศรษฐกิจ

การตบเท้าเข้าทำเนียบรัฐบาลของภาคเอกชน-3 คีย์แมน ในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สภาหอการค้า-สภาอุตฯ-สมาคมธนาคารไทย ที่มีความเห็นแนบท้ายจาก 40 ซีอีโอระดับชั้นยอดพีระมิดธุรกิจไทย

จะไม่ใช่เป็นครั้งเดียว-ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

ขณะที่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ “พล.อ.ประยุทธ์” ยังได้ยึดอำนาจ “รองนายกฯเศรษฐกิจ” โดยการออกคำสั่งตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ “ศบศ.” ขึ้น

ภายหลังทีมเศรษฐกิจสมคิด จาตุศรีพิทักษ์-รัฐมนตรีสี่กุมาร ถูกออกไปจากทำเนียบรัฐบาล-พรรคพลังประชารัฐ

รวมถึงก่อนหน้านี้ได้แต่งตั้ง “คณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ-สังคม” จำนวนหลายคณะ ไม่นับรวมถึง “กุนซือเศรษฐกิจ” บนหอคอยไทยคู่ฟ้า-รอบตัว “พล.อ.ประยุทธ์”

อาทิ คณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ที่ตั้งขึ้นไม่นานหลังการเลือกตั้ง-ยุค คสช. ซึ่งต่อมาภายหลังก็มีตำแหน่งแห่งที่ในทำเนียบรัฐบาล-ศูนย์กลางอำนาจ และทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจที่มีนายทศพร ศิริสัมพันธ์ อดีตเลขาฯสภาพัฒน์เป็นประธาน

“พล.อ.ประยุทธ์” ถูกโควิด-19 ระลอกสาม ต้อนเข้ามุมอับ-เข้าตาจน ต้องงัดท่าไม้ตาย-ยึดอำนาจนักการเมืองไว้ “แต่เพียงผู้เดียว” (อีกครั้ง) ตามเกมที่ถนัด

เพื่อกอบกู้ทั้งวิกฤตโควิด-19 วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตศรัทธาจากประชาชน

“พล.อ.ประยุทธ์” จะรอดพ้นจากวงล้อม-วิกฤตการเมืองและโรคระบาดครั้งใหญในประวัติศาสตร์ได้หรือไม่ เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...