โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จิ๋วเล่าเรื่องป๋า : หลักคิดของ "เปรม" สู่การส่งผู้แทนพบ "เติ้งเสี่ยวผิง"

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 09 ธ.ค. 2562 เวลา 04.29 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2562 เวลา 04.29 น.

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เล่าเรื่อง / บุญกรม ดงบังสถาน เรียบเรียง

จิ๋วเล่าเรื่องป๋า (2)
ส่งผู้แทนพบ “เติ้งเสี่ยวผิง”

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นคนสมถะ อยู่ง่าย กินง่าย สมัยเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ท่านก็อยู่บ้านพักในค่ายทหาร พล.อ.ปฐม เสริมสิน เพื่อนรุ่นเดียวกับท่านซึ่งเคยเป็นเสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 สมัยที่ พล.อ.เปรมเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 เล่าว่า พล.อ.เปรมไม่มีครอบครัวและคนทำกับข้าวจึงอาศัยกินอาหารปิ่นโต จ่ายเดือนละ 600-700 บาท

พล.อ.เปรมได้ย้ายจากแม่ทัพภาคที่ 2 ขยับขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกพร้อมกับได้เลื่อนยศพลเอกเมื่อเดือนตุลาคม 2520

ถัดมาปีเดียว คือเดือนตุลาคม 2521 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.เปรมเป็นผู้บัญชาการทหารบกและเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมควบอีกตำแหน่งหนึ่งในรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

ในส่วนผม เมื่อกลับจากชายแดนได้ถูกย้ายเข้าประจำกรมยุทธการทหารบก ซึ่งเวลานั้นมี พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ (ยศพลตรีในขณะนั้น) เป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบก พล.อ.บุญชัย บำรุงพงษ์ (ยศพลโทในขณะนั้น) เป็นผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ ผมเป็นเจ้าหน้าที่หลักในฝ่ายยุทธการ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก สวนรื่นฤดี

ในขณะนั้น พคท.ได้ขยายเขตปลดปล่อยมากจังหวัดขึ้น พิธีพระราชทานเพลิงศพวีรชนหรือผู้เสียชีวิตจากการสู้รบในแต่ละปีเลยจำนวน 1,000 คน กลุ่มประเทศอินโดจีนตกอยู่ในมือของพรรคคอมมิวนิสต์ของแต่ละประเทศ มหาอำนาจอย่างอเมริกาที่เราฝากความหวังไว้ได้แพ้สงครามในเวียดนามและถอนตัวออกจากประเทศในภูมิภาคแถบนี้

เวียดนามได้ส่งทหารร่วม 20 กองพลเข้ามาประจำการในกัมพูชาและบางส่วนประชิดชายแดนไทย ในช่วงนั้นเกิดการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารเวียดนามและเขมรหลายครั้ง

เวียดนามเสนอให้ พคท.ยืมทหารเพื่อเข้ายึด 17 จังหวัดภาคอีสานของไทยและประกาศเป็นรัฐใหม่ขึ้นมา

 

สถานการณ์ตอนนั้นเรียกว่าสถานการณ์สงคราม ประเทศไทยเผชิญภัยคุกคามทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะเวียดนามนั้นกำลังฮึกเหิม ถ้าเป็นม้าศึกก็เป็นม้าศึกที่พร้อมจะออกรบอีกครั้งหลังจากชนะอเมริกาในสงครามเวียดนาม

พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคง เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ ผบ.เหล่าทัพ รวมทั้ง พล.อ.เปรมซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ ความขัดแย้งในภูมิภาคและการรับมือกับเวียดนามเมื่อเกิดสงคราม

เพื่อเอาประเทศชาติให้รอด รัฐบาลและกองทัพได้ประชุมวิเคราะห์สถานการณ์ว่าจีนกับรัสเซียเริ่มขัดแย้งกัน เพราะเดิมรัสเซีย เวียดนามและจีนร่วมมือเป็นมิตรที่ดีต่อกันมาโดยตลอด

ต่อมาจีนกับรัสเซียเกิดความขัดแย้งกันอย่างชัดเจน รัสเซียหันไปสนิทสนมเวียดนามและให้ความช่วยเหลือทางทหารมากขึ้น

ความขัดแย้งจีนกับรัสเซียขยายขอบเขตมาเป็นความขัดแย้งระหว่างจีนกับเวียดนามในที่สุด

จากการประเมินยุทธศาสตร์ของที่ประชุม สรุปได้ว่าผู้ที่จะสามารถหยุดเวียดนามได้ในขณะนั้น คือจีน

จึงตกลงใจคัดเลือกนายทหารไปเจรจากับจีนเพื่อหยั่งท่าทีของจีนว่าเห็นเป็นอย่างไรต่อสถานการณ์และอิทธิพลของเวียดนามในขณะนั้น

นายทหารที่ถูกคัดเลือกไปเจรจากับจีนมี 3 นาย ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนอีก 2 ท่าน ได้แก่ พล.ท.ผิน เกสร เจ้ากรมยุทธการทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด และ พ.อ.พัฒน์ อัคนิบุตร หัวหน้าฝ่ายข่าว ศูนย์อำนวยการร่วม กองบัญชาการทหารสูงสุด (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น)

 

สําหรับผมในตอนนั้นมียศพันเอกตำแหน่งหัวหน้ากองยุทธการ กรมยุทธการทหารบก โดยมี พล.อ.เปรมเป็นผู้บัญชาการทหารบก หลังจากย้ายเข้ากรมยุทธการทหารบก ผมก็ได้ทำงานใกล้ชิดกับ พล.อ.เปรมมากขึ้น พร้อมกับได้รับความไว้วางใจจากท่านให้เป็นคนบรรยายสรุปสถานการณ์การต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ต่อที่ประชุมใหญ่ของรัฐบาล

โดยการประชุมดังกล่าวปีหนึ่งจัดขึ้น 2 ครั้งที่หอประชุมกิตติขจร โรงเรียนนายร้อย จปร. ถนนราชดำเนินกลาง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คณะรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตลอดจนผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องบรรยายทั้งสถานการณ์ในประเทศ สถานการณ์โลก ความขัดแย้งในภูมิภาค เศรษฐกิจ สังคม กำลังทางทหาร

เพื่อให้คณะรัฐมนตรีและหัวหน้าส่วนราชการได้เข้าใจสถานการณ์โลก สถานการณ์ภูมิภาค ในประเทศ การเมือง เศรษฐกิจและภัยคุกคามประเทศไทยในเวลานั้น เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจถึงปัญหาในทิศทางเดียวกันและมีความเป็นเอกภาพในการแก้ไขปัญหา

ซึ่งเวลานั้นความเห็นต่อการแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์มีความแตกต่างกันมาก

ฝ่ายหนึ่งมีความเห็นว่าต้องใช้มาตรการทางทหารปราบปรามอย่างเด็ดขาดเหมือนกับที่เคยใช้มาตั้งแต่การก่อตั้ง พคท.แต่ไม่เคยปราบได้สักที ยิ่งปราบคอมมิวนิสต์ยิ่งโต สื่อมวลชนเรียกฝ่ายนี้ว่าพวก “สายเหยี่ยว”

ส่วนอีกพวกนี้เห็นว่าต้องเอาการเมืองนำทหาร ขจัดอิทธิพลอำนาจมืดและสร้างความเข้าใจต่อประชาชน พวกนี้เรียกว่า “สายพิราบ” คือไม่รุนแรงเหมือนพวกแรก

จากการทำงานใกล้ชิดกับท่าน พล.อ.เปรมอาจจะเห็นว่าผมมีความเหมาะสมที่จะรับภารกิจนี้ จึงคัดเลือกผมเป็นตัวแทนกองทัพบกไปเจรจากับจีนในนามของรัฐบาล การไปเยือนจีนในสมัยนั้นค่อนข้างจะลำบาก แม้ทั้งไทยและจีนได้เปิดความสัมพันธ์ทางการทูตมาตั้งแต่ พ.ศ.2518 แต่ในตอนนั้นจีนยังปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ที่เข้มข้นอยู่

ที่สำคัญที่สุด กฎหมายเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ในขณะนั้นยังบังคับใช้อยู่ ไม่ได้ถูกยกเลิก เพื่อป้องกันความยุ่งยากที่อาจจะเกิดขึ้นในภายหลัง กองทัพจึงให้พวกเราทั้ง 3 คนทำหนังสือลาราชการไปทัศนาจรและพักผ่อนที่ต่างประเทศ

 

ผมได้ทำหนังสือถึง พล.อ.เปรมผู้บัญชาการทหารบก ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2522 ความว่า

ตามที่ประเทศไทยเปิดให้มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีนและอนุญาตให้คนไทยเดินทางไปทัศนาจร ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้นั้น

กระผมมีความประสงค์จะเดินทางไปทัศนาจรและพักผ่อน ณ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยกำหนดจะออกเดินทางจากประเทศไทยในวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2522 โดยสายการบินพลเรือนและกำหนดกลับถึงประเทศไทยในวันอังคารที่ 26 มิถุนายน 2522

พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ รองผู้บัญชาการทหารบก รักษาราชการแทนผู้บัญชาการทหารบก (พล.อ.เปรม) ได้แทงหนังสือลงวันที่ 21 มิถุนายน 2522 ถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุด ขอให้พิจารณาอนุมัติตามที่ผมขอ

ต่อมา วันที่ 21 มิถุนายน 2522 พล.อ.เสริม ณ นคร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีหนังสือถึง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี พร้อมกับใบลาของพวกเราทั้ง 3 คนว่า กองบัญชาการทหารสูงสุดตรวจสอบและพิจารณาแล้วเห็นว่านายทหารทั้ง 3 นายมิได้มีพฤติการณ์เบื้องหลังเกี่ยวกับลัทธิทางการเมืองมาก่อน

การเดินทางไปทัศนาจรและพักผ่อนครั้งนี้ถึงแม้จะเป็นการส่วนตัว แต่โดยที่เป็นเจ้าหน้าที่ของทางราชการทหาร จึงน่าจะทำให้ได้รับประสบการณ์ซึ่งจะอำนวยประโยชน์ทั้งในทางส่วนตัวและราชการอยู่บ้าง

จึงขอให้โปรดพิจารณา หากชอบด้วยดำริกรุณาขออนุมัติให้นายทหารทั้ง 3 นายไปทัศนาจรและพักผ่อนต่างประเทศด้วย

วันที่ 22 มิถุนายน 2522 พล.อ.เกรียงศักดิ์เซ็นอนุมัติ กระบวนการพิจารณาตั้งแต่พวกเรามีหนังสือลาไปจนถึง พล.อ.เกรียงศักดิ์เซ็นอนุมัติ ใช้เวลาแค่ 2 วันเท่านั้น

 

หลังจากได้รับอนุมัติ พวกผมได้ออกเดินทางด้วยสายการบินปากีสถานแอร์ไลน์จากประเทศไทย แวะญี่ปุ่นก่อนต่อเครื่องบินไปยังจีน

ภารกิจที่เรารับมาจากรัฐบาลไทยเพื่อไปพูดคุยกับจีน คือชี้แจงให้ฝ่ายจีนเห็นถึงภัยอันตรายของเวียดนามและให้จีนร่วมมือกดดันทางทหารต่อเวียดนาม อีกทั้งขอให้จีนลดความช่วยเหลือ พคท.ด้วย

ทั้งสองเรื่องถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งกับฝ่ายไทยและจีนเอง เพราะเป็นเรื่องทางยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ แต่ต้องยอมรับว่าก่อนออกเดินทางฝ่ายเราไม่ค่อยมีความมั่นใจเลย เดาใจจีนไม่ถูกว่าคิดอย่างไร เห็นด้วยกับไทยหรือไม่

โดยเฉพาะข้อเสนอของฝ่ายไทยนั้นแทบจะมองไม่เห็นความสำเร็จเลย เพราะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนในขณะนั้นไม่ได้แน่นแฟ้นเหมือนในปัจจุบัน ขณะที่ พคท.เองจีนก็ให้ความช่วยเหลือมาช้านาน

จีนจะยอมเลิกอุ้มหรืองดให้ความช่วยเหลือ พคท.ไปง่ายๆ ตามที่รัฐบาลไทยร้องขอกระนั้นหรือ

นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่พวกเรากำลังไปหาคำตอบจากจีน

 

ไปถึงจีนวันแรกยังไม่ได้พบกับบุคคลเป้าหมายคือเติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำสูงสุดของจีน ซึ่งฝ่ายเราก็ไม่ค่อยมั่นใจนักว่าจีนจะให้พบหรือไม่ เมื่อไหร่ เนื่องจากเติ้งเสี่ยวผิงจะให้เข้าพบได้เฉพาะผู้นำประเทศเท่านั้น และหากเป็นเรื่องสำคัญก็มักจะให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนดำเนินการเองมากกว่าที่เติ้งเสี่ยวผิงจะลงมาเจรจาเอง

อย่างไรก็ดี จากที่วันแรกฝ่ายเราได้บรรยายสรุปสถานการณ์ให้คณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายจีนฟัง วันรุ่งขึ้นคือ 24 มิถุนายน 2522 เวลาบ่ายโมงเราก็ได้รับการติดต่อให้เข้าพบเติ้งเสี่ยวผิงได้ ทำให้ดีใจมาก เพราะเป็นเรื่องยากมากที่เติ้งเสี่ยวผิงจะยอมเจรจากับผู้แทนต่างประเทศในระดับอย่างพวกเรา

การพูดคุยระหว่างเติ้งเสี่ยวผิงกับฝ่ายเราเต็มไปด้วยความอบอุ่น มีบรรยากาศฉันมิตรทำให้เราใจชื้น เริ่มมีความหวังขึ้น ผิดกับก่อนออกเดินทาง

ผมจำได้ ท่านเติ้งเสี่ยวผิงสูบบุหรี่ Dunhill สีแดง ทำพิเศษ มีบุหรี่นิดเดียว นอกนั้นเป็นก๊อกหมด

พอเราพูดถึงภัยคุกคามจากเวียดนาม เติ้งเสี่ยวผิงพูดว่า เวียดนามจะจับหมัดสิบตัวและจับหลายมือได้อย่างไร แล้วท่านก็ทำเป็นคันๆ มือ

ท่านเติ้งได้รับปากกับพวกเราว่าเรื่องอิทธิพลของเวียดนามนั้นไทยไม่ต้องกังวล จีนจะดำเนินการเอง นอกจากนั้น ท่านเติ้งยังรับปากที่จะลดความช่วยเหลือแก่ พคท.ลง ซึ่งทำให้ฝ่ายเราประหลาดใจมากต่อความสำเร็จครั้งนี้

เพราะถ้าพูดถึงอำนาจต่อรองแล้วไทยไม่มีอะไรที่จะไปต่อรองให้จีนคล้อยตามข้อเสนอของเราได้เลย เราเป็นประเทศเล็กๆ ถูกโอบล้อมด้วยประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์และเราก็มีความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับอเมริกามากกว่าจีน เมื่อท่านเติ้งรับปากกับเราจึงทำให้ผมประหลาดใจ

ผมเห็นว่าที่จีนยอมให้ความช่วยเหลือประเทศไทยขจัดอิทธิพลเวียดนามและลดการสนับสนุน พคท.ลงนั้น เป็นเพราะตอนนั้นเติ้งเสี่ยวผิงมีนโยบาย 4 ทันสมัย คือ ต้องพัฒนาประเทศ เปิดเสรีทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่การที่จะพัฒนาประเทศตามนโยบาย 4 ทันสมัยได้นั้นมันจะต้องมีการติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน มีตลาด มีการค้าขาย

ท่านเติ้งคงเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรหากยังคบกับผู้ก่อการร้าย เพราะจีนต้องมีการพัฒนา โลกต้องมีการเปลี่ยนแปลง

นั่นคือเหตุผลของท่านเติ้งที่จำเป็นจะต้องคบกับรัฐบาลไทยเท่านั้นและก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ พคท.

 

มีข่าวในทางลึกว่าไม้เด็ดที่ฝ่ายไทยต่อรองกับจีนก็คือ ให้จีนเลือกเอาว่าจะเป็นมิตรกับคนไทย 40 ล้านคนหรือจะเป็นมิตรกับ พคท.ซึ่งมีกำลังเพียง 20,000 คน เจอข้อเสนอแบบนี้เข้า เติ้งเสี่ยวผิงก็พูดไม่ออกเหมือนกัน

เพราะตอนนั้นเพิ่งประกาศนโยบาย 4 ทันสมัย การที่จะทำให้นโยบายนี้สำเร็จต้องสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ขยายตลาดการค้าให้มากขึ้น ผู้นำสูงสุดของจีนจึงเลือกที่จะคบกับรัฐบาลมากกว่าผู้ก่อการร้าย

นอกจาก 2 ข้อแล้วฝ่ายไทยยังได้ของแถมอีก โดยจีนยอมขายน้ำมันให้ไทยในราคามิตรภาพ

ต่อมาจีนก็ได้ปฏิบัติตามสัญญาที่ให้ไว้กับฝ่ายเรา เช่น สถานีวิทยุกระจายเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยของ พคท. ซึ่งทำการกระจายเสียงจากจีนได้ถูกปิดลงในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน

ส่วนกับเวียดนามนั้น จีนเริ่มทำสงครามสั่งสอนและให้บทเรียนแก่เวียดนามทันที โดยเคลื่อนกำลังทหารหลายกองพล รถถัง ปืนใหญ่ เข้าไปยังชายแดนที่ติดกับเวียดนาม เป็นผลให้เวียดนามต้องถอนกำลังออกจากกัมพูชาและเคลื่อนกำลังจากภาคเหนือไปยันชายแดนของตนไว้ เปิดฉากสู้รบกับจีน ทำให้เวียดนามไม่สามารถที่จะนำกำลังกลับเข้ากัมพูชาได้อีก เป็นผลให้ไทยปลอดจากการถูกคุกคามของเวียดนาม

ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการทำสงครามกับเวียดนามและถือเป็นการเริ่มต้นการปิดฉาก พคท.ด้วย เพราะตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พคท.ก็ประสบกับความพ่ายแพ้มาตลอด จากรุกเป็นรับและถอยร่น จนกระทั่งปลายปี พ.ศ.2525 กองทัพแห่งชาติประกาศชัยชนะเหนือ พคท.อย่างสิ้นเชิง

ดังนั้น ผมถือว่าการไปเจรจากับจีนชี้ให้เห็นถึงการขยายอิทธิพลของเวียดนามและขอให้จีนงดการสนับสนุน พคท.นั้นถือเป็นการดำเนินกลยุทธ์เฉกเช่นเดียวกับ “ตีเมืองเว่ยช่วยเมืองเจ้า” เป็นการชนะข้าศึกโดยไม่ต้องรบ ซึ่งถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ถือว่าเป็นผลงานของพวกเรา 3 คน เพราะเราแค่เป็นมดงานตัวเล็กๆ ที่คาบเอาข้อเจรจาและความห่วงใยของรัฐบาลไทยไปแจ้งต่อฝ่ายจีนเท่านั้น

การกำหนดนโยบาย การประเมินยุทธศาสตร์ทางทหารตลอดจนภัยคุกคามประเทศไทยก็ดีในขณะนั้นล้วนมาจากรัฐบาลทั้งสิ้น ไม่ใช่ของผมหรือของพวกเรา 3 คน

โดยเฉพาะการตกลงใจส่งผู้แทนไปเจรจากับจีนนั้นถือว่าเป็นการตกลงใจที่ยิ่งใหญ่ของรัฐบาลและกองทัพ เพราะมีความสุ่มเสี่ยงมาก

สุ่มเสี่ยงแรกอาจจะไม่ประสบความสำเร็จตามที่ฝ่ายไทยต้องการ เพราะความสำเร็จหรือไม่สำเร็จอยู่ที่จีนไม่ใช่ไทย ไทยเราเพียงแค่ยื่นข้อเสนอโดยไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น

สุ่มเสี่ยงที่สอง อาจจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอเมริกา เพราะขณะนั้นยังอยู่ในยุคสงครามเย็น แบ่งขั้วกันชัดเจนระหว่างโลกเสรีที่อเมริกาเป็นผู้นำกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพโซเวียตและจีนเป็นผู้นำ

ไทยกับอเมริกามีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นสมรภูมิรบที่ไหนในโลกนี้ ไทยจะต้องส่งทหารไปร่วมรบกับอเมริกาและพันธมิตรเสมอ เช่น สงครามเกาหลี เวียดนาม เป็นต้น

และความสัมพันธ์นี้ก็เป็นไปด้วยดีมาตลอด ไม่ว่าในระดับรัฐบาล กองทัพ อเมริกาให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่กองทัพไทยมาอย่างช้านาน กองทัพไทยส่งทหารไปฝึก ศึกษาต่อที่อเมริกา ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ประเทศไทยจะลดความสัมพันธ์กับอเมริกาลง

เช่นเดียวกัน เราก็ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องไปเอาอกเอาใจหรือให้น้ำหนักกับจีนมากเกินไปจนกระทบความสัมพันธ์ที่ประเทศไทยมีต่ออเมริกา เราไม่จำเป็นต้องเสี่ยงจริงไหม

แต่เมื่ออเมริกาแพ้สงครามเวียดนาม แล้วเวียดนามขยายอิทธิพลเข้ามาในประเทศรอบบ้านไทย ทหารเวียดนามหลายกองพลประชิดชายแดนไทยและมีการปะทะกันทางทหารบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งสถานการณ์อย่างนี้อาจขยายพร้อมที่จะเกิดสงครามระหว่างสองประเทศได้ตลอดเวลา

เราจึงต้องประเมินสถานการณ์ใหม่ว่าใครพอที่จะช่วยเราได้ อเมริกานั้นเลิกพูดได้เลยเพราะเพิ่งจะแพ้สงครามเวียดนามหยกๆ และชาวอเมริกันก็ต่อต้านรัฐบาลของเขาไม่ให้ส่งทหารไปรบด้วย ดังนั้น เราจะหวังพึ่งมหามิตรอย่างอเมริกาไม่ได้แน่นอน

ด้วยสายตาที่แหลมคมของรัฐบาลและกองทัพที่มองทะลุถึงใจกลางความขัดแย้งขององค์กรโคมินเทิน รัฐบาลจึงเห็นช่องทางว่ามีแต่จีนเท่านั้นจึงจะหยุดยั้งอิทธิพลของเวียดนามได้

แล้วไทยจะทำอย่างไรไม่ให้อเมริกาเข้าใจผิดต่อการไปขอความช่วยเหลือจากจีน นี้คือโจทย์ใหญ่ของไทย

 

แต่ด้วยความชาญฉลาดของรัฐบาลและกองทัพ ซึ่งขณะนั้น พล.อ.เปรมเป็นทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้บัญชาการทหารบก ทำให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จ

คือ ความสัมพันธ์กับอเมริกาก็ไม่เสีย ส่วนจีนก็ลดให้ความช่วยเหลือ พคท.และทำสงครามสั่งสอนเวียดนาม ยุติการเผชิญหน้ากับไทย

ถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ชาญฉลาด ไม่ได้ให้น้ำหนักฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

เพราะฉะนั้น ความสำเร็จครั้งนี้ต้องชื่นชมรัฐบาลในการดำเนินกุศโลบายดังกล่าว มีความกล้าหาญในการตัดสินใจ แม้ขณะนั้นบรรดานักศึกษาทำการประท้วงขับไล่ให้อเมริกาถอนฐานทัพออกจากประเทศไทย แต่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับอเมริกายังดีอยู่ ไทยยังต้องหวังพึ่งความช่วยเหลือจากอเมริกา

ดังนั้น การส่งผู้แทนไทยไปเจรจากับจีนจึงไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินใจกันได้ง่ายๆ ต้องพิถีพิถันรอบคอบ คำนึงถึงความสมดุลทางการเมืองระหว่างประเทศด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่วงดุลความสัมพันธ์ของประเทศไทยที่มีกับอเมริกาและจีน

นอกจากรัฐบาลแล้ว กองทัพก็มีบทบาทสำคัญ ซึ่งขณะนั้น พล.อ.เปรมเป็นทั้งผู้บัญชาการทหารบกและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.เปรมมีประสบการณ์การแก้ปัญหาความยากจนและภัยจากการคุกคามของ พคท.ในพื้นที่ภาคอีสานมาอย่างโชกโชน อาจจะพูดได้อย่างเต็มปากว่ากองทัพภาคที่ 2 ที่มี พล.อ.เปรมเป็นแม่ทัพเป็นต้นแบบในการนำนโยบายการเมืองนำทหารมาใช้

เมื่อท่านย้ายเข้ามาเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกในปีถัดมา ทำให้ พล.อ.เปรมถูกจับตาถึงบทบาทของท่าน แม้จะเป็นทหารหัวเมืองที่ถูกย้ายจากกองทัพภาคที่ 2 ก็ตาม

แต่เมื่อได้เป็นผู้บัญชาการทหารบก อำนาจการควบคุมบังคับบัญชากองทัพได้อยู่ในมือของท่าน ยิ่ง พล.อ.เปรมได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกตำแหน่งก็ยิ่งทำให้สื่อมวลชนให้ความสนใจ พล.อ.เปรมมากขึ้นพร้อมทั้งถูกคาดการณ์ว่าอนาคตของท่านคงไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้

ดังนั้น พล.อ.เปรมจะพูดหรือเสนออะไรเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศชาติ รัฐบาลก็ต้องรับฟัง เพราะเป็นผู้ถืออำนาจกองทัพในขณะนั้น อีกทั้งยังเป็นทหารดาวรุ่งที่คาดการณ์กันว่าท่านจะเติบโตในเส้นทางการเมืองค่อนข้างจะแน่นอน และอาจจะมาเร็วด้วยเพราะขณะนั้นการบริหารของรัฐบาลเริ่มมีปัญหาแล้ว

ความคิดส่งผู้แทนไปจีน ผมเข้าใจว่า พล.อ.เปรมมีส่วนสำคัญแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...