โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ทำไมต้องตักบาตรด้วยข้าวเหนียว?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 23 มี.ค. 2567 เวลา 11.50 น. • เผยแพร่ 22 มี.ค. 2567 เวลา 17.04 น.
บริเวณ

ปัจจุบันในเทศกาลบุญอย่าง “เข้าพรรษา” ที่ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร จะมีประเพณี “ตักบาตรข้าวเหนียว” ซึ่งธรรมเนียมการตักบาตรด้วยข้าวเหนียวที่วัดแห่งนี้มีมานานแล้ว

เมื่อ พ.ศ. 2495 ม.ร.ว. แน่งน้อย ศักดิ์ศรี ก็เคยแปลกใจเมื่อสุภาพสตรีท่านหนึ่งทักว่า “ทำไมไม่ตักบาตรด้วยข้าวเหนียว?” เพราะพระจากวัดปทุมวนารามที่ท่านตักบาตรจนคุ้นเคยก็ไม่ได้พูดสำเนียงอีสานเลย คำถามดังกล่าวก็กลายมาเป็นบทความชื่อ “วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ทำไมต้องตักบาตรด้วยข้าวเหนียว?”

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับถึงที่มาของการสร้างวัดปทุมวนาราม

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะสร้าง “พระอภิเนาว์นิเวศน์” ที่ประทับของพระองค์ในสวนขวา ณ บริเวณพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้างไป แต่พระบรมวงศ์ฝ่ายในและสนมกำนัลต่างกราบบังคมทูลขอให้สร้าง “สวนขวา” แบบรัชกาลที่ 2 ให้กลับคืนเหมือนเดิม แต่พระองค์ปฏิเสธ เพราะเป็นพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 3 ที่ทรงรื้อไปถวายวัดเป็นพุทธบูชา จึงไม่สามารถทำได้

หากมีพระบรมราชโองการสั่งให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ จัดหาทุ่งนาภายนอกพระนคร จะได้สร้างเป็นสระและสถานที่ประพาสขึ้นใหม่แทนสวนขวาในพระบรมมหาราชวัง ตามแบบอย่างในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยที่เคยทรงไว้แต่ก่อน ตามความประสงค์พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการฝ่ายในที่กราบทูลขอมา

สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติได้ไปสำรวจสถานที่ต่างๆ พบว่า ที่นาในทุ่งบางกะปิ ริม“คลองบางกะปิ” (คลองแสนแสบในปัจจุบัน) เหมาะที่จะสร้างเป็นสวนหรืออุทยานที่ตรงกับความประสงค์ของฝ่ายในที่ทูลขอพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทูลเชิญรัชกาลที่ 4 เสด็จฯ ทอดพระเนตร ก็เป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงมีพระบรมราชโองการสั่งการก่อสร้างจึงเกิดขึ้น

ม.ร.ว. แน่งน้อย ศักดิ์ศรี ให้รายละเอียดไว้ว่า “…จ้างจีนขุดสระกว้างใหญ่ ขนมูลดินขึ้นทำเป็นกำแพงโดยรอบในสระให้ปลูกบัวต่างสีต่างชนิดและสร้างเกาะใหญ่ไว้ท่ามกลาง มีเกาะเล็กเกาะน้อยลดเลี้ยวไปตามทิศต่างๆ นอกจากนั้นโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเก๋งใหญ่น้อยลงไปในเกาะ บนเกาะนั้นปลูกพันธุ์ผักชนิดต่างๆ รวมทั้งไม้ดอกชนิดต่างๆ ด้วย เมื่อถึงเดือนยี่ (เดือนธันวาคม-มกราคม) ให้เปิดไขน้ำเข้าไปไว้ให้เปี่ยมสระจะได้เสด็จไปประทับและให้ฝ่ายในได้สำราญกับสวนอย่างเต็มที่ แล้วให้เรียกสถานที่ทรงสร้างใหม่ทั้งบริเวณว่า ‘ปทุมวัน’

ในส่วนที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งที่ประทับแรมขึ้นองค์หนึ่ง พระราชทานนามว่า ‘พระที่นั่งปทุมมาภิรมย์’ มีพลับพลาที่เสด็จออก มีโรงละคร มีที่พักข้าราชการฝ่ายในล้อมรอบด้วยเขื่อนเพชร (กำแพงเตี้ย) กั้นเป็นสัดส่วน มีโรงครัวของฝ่ายใน (หญิง) และฝ่ายหน้า (ชาย) แยกจากกันมีกำแพงล้อมรอบกั้นเป็นอาณาเขต

นอกจากนั้นยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระอารามขึ้นหมู่หนึ่งเพื่อเป็นที่บำเพ็ญพระราชกุศลในวาระต่างๆ เมื่อเสด็จมาประพาสที่พระราชวังนี้ พระราชทานนามว่า ‘วัดปทุมวนาราม’ และเตรียมนิมนต์พระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศวิหารมาเป็นเจ้าอาวาส พระราชทานนามว่า ‘พระครูปทุมธรรมธาดา’ จะเห็นได้ว่านามต่างๆ ที่ปรากฏนั้นตั้งแต่ นามพระที่นั่ง นามวัด และนามพระสงฆ์ ล้วนขึ้นต้นด้วย ‘ปทุม’ ทั้งสิ้นนอกจากนั้นยังพระราชทานให้วัดปทุมวนารามแห่งนี้เป็นวัดของสมเด็จพระนางรำเพยภมราภิรมย์ พระมเหสี”

ที่ได้นิมนต์พระสงฆ์มาจำพรรษาตั้งแต่แรกสร้าง นอกจากนั้นยังมีพระบรมราชานุญาตให้ราษฎรได้เข้าไปทำบุญและเล่นสักวาที่สระใหญ่หน้าพระอุโบสถได้อีกด้วย

คราวนี้ก็มาถึงที่มาการ “ตักบาตรข้าวเหนียว”

จากที่มาของวัดปทุมวนารามดังที่กล่าวข้างต้น วัดปทุมวนารามจึงเป็น “วัดเคียงวัง” เพียงแต่ “สถานที่ตั้งวัด” อยู่ใกล้กับชุมชนชาวลาวที่รัชกาลที่ 3 กวาดต้อนมาเมื่อครั้งปราบกบฏเจ้าอนุเวียงจันทน์ ถึงรัชกาลที่ 4 ชุมชนเหล่านี้กลับใจที่จะไม่กลับเมืองลาว แต่จะตั้งรกรากอยู่ที่ริมคลองแสนแสบ

นอกจากนี้รัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่า เมื่อวัดนี้ตั้งอยู่ใกล้ชุมชนชาวลาวจึงน่าจะนำพระพุทธรูปจากเมืองลาวที่เชิญเข้ามาในเมืองไทยในรัชกาลของพระองค์ มาประดิษฐานที่วัดนี้เพื่อให้ชาวลาวได้เคารพบูชา พร้อมกับนิมนต์พระสงฆ์คณะลาวจากวัดบวรนิเวศวิหารมาเป็นเจ้าอาวาสด้วย

จึงโปรดเกล้าฯ ให้นิมนต์พระสงฆ์จากคณะลาว วัดบวรนิเวศวิหารมาจำพรรษาที่วัดนี้ เมื่อ พ.ศ. 2400 พระสงฆ์ที่นิมนต์มาให้เป็นเจ้าอธิการพระราชทานนามว่า “พระครูประทุมธรรมธาดา” เพื่อให้สัมพันธ์กับชื่อวัดปทุมวนาราม เจ้าอธิการท่านนี้เคยรับใช้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ครั้งยังทรงผนวชเป็น “วชิรญาณภิกขุ” จึงเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยเป็นอันมาก

พร้อมกันนั้นก็ได้อัญเชิญ “พระใส” หรือ พระสายน์” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเพื่อการขอฝน ซึ่งขณะนั้นฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล และ “พระแสน” ซึ่งอัญเชิญมาจากเมืองหนองคายพร้อมกันแล้วพักไว้ที่วัดเขมาภิรตาราม ซึ่งเป็นวัดในความดูแลของสมเด็จพระบรมราชชนนีของพระองค์ ขึ้นประดิษฐานในพระอุโบสถวัดปทุมวนารามเมื่อ พ.ศ. 2400 ภายหลังอัญเชิญพระเสริมจากพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส มาประดิษฐานที่วัดปทุมวนารามแทน เพราะว่าพระใส และพระเสริม เคยเป็นพระพุทธรูปคู่กันมาตั้งแต่เมืองลาว จึงน่าจะเชิญมาประดิษฐานไว้ในวัดเดียวกัน

นอกจากนี้ผู้เขียน (ม.ร.ว. แน่งน้อย ศักดิ์ศรี) ค้นข้อมูล และสำรวจกุฎิพระสงฆ์ในวัดปทุมวนารามแล้ว ได้พบกุฎิของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ตั้งอยู่ในหมู่กุฏิด้านใน จึงเกิดความสงสัยว่า ทำไมท่านจึงจำพรรษาที่วัดนี้ และพบคำตอบว่า ท่านเป็นสหธรรมิกกับพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญโญ) [อดีตเจ้าอาวาสวัดปทุมวนารามรูปหนึ่ง]

ทั้งหมดนั้นคือคำตอบว่าทำไมวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ต้องตักบาตรด้วยข้าวเหนียว

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

ข้อมูลจาก :

หม่อมราชวงศ์ แน่งน้อย ศักดิ์ศรี. “วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ทำไมต้องตักบาตรด้วยข้าวเหนียว?”ใน, ศิลปวัฒนธรรม, ฉบับตุลาคม 2557

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 พฤษภาคม 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ทำไมต้องตักบาตรด้วยข้าวเหนียว?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...