โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความเป็นมาของกฎหมาย “ลิขสิทธิ์” และ “หลักสากล” ในกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 ม.ค. 2564 เวลา 06.49 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. 2564 เวลา 06.41 น.

“ลิขสิทธิ์” เป็นคำไทยที่ใช้แทนแนวคิดของฝรั่งซึ่งแปลมาจากคำว่า “Copyright” ซึ่งมีรากศัพท์มาจาก “copia” คำละตินที่แปลว่า “ทำให้มากขึ้น” ในที่นี้ถูกใช้เพื่อสื่อถึงสิทธิในการทำซ้ำผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากสมองของมนุษย์ อันเป็นสิทธิที่หวงกันมิให้ผู้อื่นกระทำการใดๆอันเป็นการทำซ้ำ หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งงานอันได้รับความคุ้มครองนั้นๆ

แนวคิดในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ ในเมืองไทย ตอนเด็กๆ ผู้เขียนจำได้ว่าเทปเพลงสากลแทบทั้งหมดที่วางขายกันล้วนเป็นเทปผีทั้งสิ้น จนกระทั่งถึงวัยประถมปลายเทปเพลงฝรั่งที่ถูกลิขสิทธิ์จึงจะมีขายอย่างแพร่หลายมากขึ้นด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายและคุณภาพที่ดีกว่า

เมื่อถึงยุคดิจิตอล ซีดีเพลงหรือภาพยนตร์ฝรั่งถือว่ามีราคาแพงมากแผ่นละอย่างน้อยก็ 5-6 ร้อยบาท ซีดีผีจึงเข้ามาทำตลาดในราคาเพียงแผ่นละ 80-100 บาท เมื่อ MP3 เข้ามา ซีดีผียิ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ด้วยราคาไม่ถึงร้อยแต่มีเพลงเป็นพันๆเพลง ซึ่งถึงตรงนี้ค่ายเพลงไทยที่ปกติขายกันในราคาเพียงชุดละร้อยสองร้อยบาทก็เริ่มได้รับผลกระทบบ้าง เมื่อคนหันไปฟังเพลงจากแผ่น MP3 จนยอดขายเพลงไทยตกลงอย่างหนัก การใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ในเมืองไทยจึงเริ่มเข้มข้นขึ้นมากในช่วงราว 15 ปีที่ผ่านมา (สถิติการจับกุมการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาตามพ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เพิ่มจาก 2,515 คดีในปี 2544 เป็น 3,363 คดี ในปี 2555 และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปี 2549 สถิติการจับกุมได้พุ่งสูงขึ้นถึง 6,459 คดี)

ในทางกลับกันหากมองไปที่โลกตะวันตก แนวคิดเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นเวลานับพันปี เริ่มตั้งแต่ยุคโรมันซึ่งเป็นอารยธรรมที่วางรากฐานของระบบกฎหมายในปัจจุบัน โดยหลักคิดสำคัญของโรมันที่ส่งผลต่อการยอมรับหลักการเรื่องลิขสิทธิ์ก็คือ หลักการว่าด้วยเรื่อง “ทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่าง” (res incorporales)

หลักการดังกล่าวถูกอ้างถึงเป็นครั้งแรกตามหลักฐานที่มีอยู่คือเมื่อปี ค.ศ. 161 (พ.ศ. 704) โดยนักกฎหมายนามว่าไกอัส (Gaius) ซึ่งเป็นการเปลี่ยน “สิทธิ” สิ่งที่เป็นเพียงนามธรรมจับต้องไม่ได้ให้มีสถานะเดียวกันกับวัตถุธาตุที่จับต้องได้ผ่านหลักเหตุผลของนักกฎหมาย และค่อยๆ พัฒนาให้ทรัพย์สินที่ไม่มีรูปร่างนี้สามารถเปลี่ยนมือได้โดยมีค่าตอบแทน หรือการซื้อขายสิทธินั่นเอง

ส่วนข้อพิพาทในยุคโบราณที่เรียกได้ว่ามีลักษณะไม่ต่างไปจากการ “ละเมิดลิขสิทธิ์” ในยุคปัจจุบันคือข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 6 (หลัง ค.ศ. 560 หรือ พ.ศ. 1103) ระหว่าง นักบุญโคลัมบา (St. Columba) มิชชันนารีชาวไอริช กับนักบุญฟินเนียน (St. Finnian บ้างสะกดว่า Finian) ซึ่งมีสถานะเป็นพระอาจารย์ของนักบุญโคลัมบาเอง โดยนักบุญโคลัมบาได้แอบทำสำเนาคัมภีร์ทางศาสนาของนักบุญฟินเนียนเพื่อเก็บไว้ใช้เอง

นักบุญฟินเนียนมองว่าการกระทำของนักบุญโคลัมบาเป็นการ “ละเมิด” สิทธิของตน จึงโต้แย้งและอ้างว่าตนคือผู้ที่มีสิทธิเหนือสำเนาที่นักบุญโคลัมบาทำขึ้น แต่นักบุญโคลัมบาไม่เห็นด้วย เนื่องจากเชื่อว่า ถ้อยคำของพระเจ้าไม่ควรถูกเก็บซ่อนให้สูญหาย แต่ควรที่จะนำออกเผยแพร่สู่สาธารณะทำให้เขาควรมีสิทธิที่จะทำสำเนาเอกสารดังกล่าว

ข้อพิพาทดังกล่าวได้รับการตัดสินโดยกษัตริย์เดอร์มอร์ท (King Dermot ในภาษาอังกฤษหรือ Diarmait mac Cerbaill ในชื่อแบบไอริช) ซึ่งอ้างหลักการ “แม่วัวย่อมมีสิทธิเหนือลูกวัวที่ตนให้กำเนิด” (to every cow its calf) ทำให้นักบุญฟินเนียนชนะคดี

เห็นได้ว่า ชาวตะวันตกตระหนักในสิทธิที่จับต้องไม่ได้นี้มานานมาก และยิ่งได้นวัตกรรมการพิมพ์เข้ามาในยุคศตวรรษที่ 15 ทำให้การทำสำเนาเอกสารเกิดขึ้นได้ง่ายเป็นล่ำเป็นสัน จึงยิ่งกระตุ้นให้มีระบบคุ้มครองลิขสิทธิ์ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

ในปี ค.ศ. 1469 สภาแห่งเวนิชได้มอบสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการตีพิมพ์งานของซิเซโร (Cicero, นักกฎหมาย นักปรัชญาและนักการเมืองของโรมัน) ให้กับช่างพิมพ์ชาวเยอรมันนามว่า จอห์นแห่งสปีรา (John of Spira หรือ Johann of Speyer หรือ de Speier) เป็นเวลา 5 ปี ทำให้ช่างพิมพ์รายอื่นๆ กระโดดมาร่วมวงในการแสวงหาสิทธิในลักษณะเดียวกัน

เมื่อถึงต้นศตวรรษที่ 16 แนวคิดของพ่อค้าแห่งเวนิชก็มาถึงอังกฤษ โดยกษัตริย์อังกฤษเริ่มมอบสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการตีพิมพ์งานต่างๆให้กับบรรดาโรงพิมพ์ รูปแบบการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในอังกฤษจึงเริ่มวางรากฐานขึ้นเป็นรูปเป็นร่างในยุคนี้ พร้อมกับการพัฒนาการจดทะเบียนของสมาคมช่างพิมพ์เพื่อรับรองสิทธิเพียงหนึ่งเดียวของโรงพิมพ์แต่ละแห่งในงานพิมพ์แต่ละชิ้น

จากหลักการสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของผลงานอันมีลิขสิทธิซึ่งได้รับการรับรองจากสถาบันกษัตริย์ก็ถูกพัฒนาต่อโดยศาล (ตามระบบยุติธรรมแบบจารีตประเพณีหรือ common law) ที่ค่อยๆเริ่มยอมรับสิทธิของผู้สร้างสรรค์ผลงาน และผู้เผยแพร่ในฐานะผู้เป็นเจ้าของสิทธิโดยธรรมทันทีที่ได้สร้างสรรค์ผลงานนั้นๆขึ้นมา

ต่อมาในปี 1710 ได้มีการประกาศใช้กฎหมายที่เรียกว่า “Statue of Anne” (เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าวถูกผ่านในรัชสมัยของควีนแอนน์) ซึ่งถือเป็นกฎหมายระดับ “เจ้าคุณปู่” แห่งระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ของอังกฤษ (และอเมริกันในภายหลัง) โดยกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายฉบับแรกๆ ที่ให้เขี้ยวเล็บแก่ผู้สร้างสรรค์ และผู้เผยแพร่ในการเล่นงานผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ที่จะต้องชดเชยค่าเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ พร้อมกับการกำหนดระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน

เมื่อเวลาผ่านไป สื่อที่ใช้ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารก็ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะสิ่งพิมพ์เท่านั้น กฎหมายจึงต้องพัฒนาตามมาเพื่อคุ้มครองงานสร้างสรรค์ของผู้ประพันธ์ และผู้เผยแพร่ในสื่อทุกชนิด รวมไปถึงสื่อบันทึกภาพ และสื่อบันทึกเสียง หรือสื่อที่สามารถบันทึกได้ทั้งภาพและเสียง

(หมายเหตุ : เนื้อหาต่อไปนี้กล่าวถึงข้อถกเถียงเรื่องลิขสิทธิ์ในไทยอันเป็นเหตุการณ์และข้อมูลจากเมื่อปี พ.ศ. 2559 – กองบก.ออนไลน์)

กลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบันในเมืองไทย (2559) การจับกุมผู้ประกอบการร้านกาแฟรายหนึ่งที่เปิดเพลงของค่ายดังจากยูทูปในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้เกิดการถกเถียงขึ้นว่า การกระทำดังกล่าวขัดต่อกฎหมายลิขสิทธิ์จริงหรือไม่ ในเมื่อครั้งหนึ่ง ศาลฎีกาเคยตัดสินไว้ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 8220/2553 ว่า

“โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการค้าขายอาหารตามสั่งและเครื่องดื่ม จำเลยเปิดแผ่นวีซีดีเพลง ‘กำลังใจที่เธอไม่รู้’ อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นหรือดัดแปลงขึ้นให้ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยฟัง ไม่ปรากฎว่าจำเลยเปิดเพลงเพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าฟังเพลงโดยการเรียกเก็บค่าตอบแทนหรือเรียกเก็บเพิ่มรวมไปกับอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าว ซึ่งต้องเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์”

จากถ้อยคำตามคำพิพากษาทำให้คนส่วนใหญ่ตีความกันไปว่า การที่ร้านกาแฟเปิดเพลงจากยูทูปให้ลูกค้าฟัง ซึ่งไม่ใช่ “การหากำไรโดยตรง” เช่นกัน ย่อมไม่เป็นความผิด แต่นักกฎหมายและผู้ประกอบการธุรกิจดนตรีก็รีบเข้ามาขัดโดยทันทีว่า ฎีกาฉบับดังกล่าวเป็นการตัดสินความผิดตามมาตรา 31 (2) ฐานเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานใดอันได้ทำขึ้นโดยละเมิดสิทธิ์ของบุคคลอื่น แต่การกระทำของผู้ประกอบการร้านกาแฟเป็นการประทำผิดตามมาตรา 27 (2) เป็นเรื่องของการเผยแพร่งานอันมีลิขสิทธิ์ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งศาลยังมิได้ “วินิจฉัย” ความผิดในข้อนี้

ข้ออ้างดังกล่าวถือว่ารับฟังได้เนื่องจาก ศาลอาจตีความคำว่า “เผยแพร่ต่อสาธารณชน” ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27(2) ต่างจากคำว่า “เผยแพร่ต่อสาธารณชน” ในมาตรา 31(2) แม้ว่าถ้อยคำดังกล่าวจะสะกดตรงกันทุกตัวอักษรก็ตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการใช้เหตุผล “แบบนักกฎหมาย” ที่ชาวบ้านทั่วไปคงยากจะเข้าใจว่าเหตุใดการเผยแพร่ “เพลงดัดแปลงโดยละเมิดลิขสิทธิ์” จำเป็นต้องเรียกหากำไรโดยตรงจึงจะผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ แต่การเผยแพร่ “เพลงต้นฉบับ” ลำพังแค่เผยแพร่ในร้านโดยไม่ได้เรียกเก็บหากำไรโดยตรงก็เป็นความผิดแล้ว

นุสรา กาญจนกูล ผอ.สำนักกฎหมาย กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐทีวี ยืนยันว่า การเปิดเพลง (รวมถึงการเปิดวิทยุ) ในร้านอาหารเป็นการ “เผยแพร่ต่อสาธารณชน” โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ใช่การใช้ “เพื่อส่วนตัว” จึงที่ไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมายย่อมขัดต่อกฎหมายลิขสิทธิ์ ซึ่งเธอย้ำว่า หลักการดังกล่าวเป็นไปตาม “หลักสากล” อันเป็นหลัก “ที่ทุกประเทศมีเหมือนกัน” (โดยมิได้อธิบายการตีความคำพิพากษาของศาลฎีกา)

“ขอให้คิดง่ายๆนะคะว่า เมื่อใดก็ตามที่การใช้เนี่ยมันมีเรื่องของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้ไม่ใช่ทางตรงนะคะ โดยอ้อมเนี่ยก็ต้องหยุดสักนิดนึง แล้วก็ดูว่าเราจะใช้ได้มั้ย” นุสรากล่าว “คือผลโดยอ้อมที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของเราเนี่ยมันเป็นเรื่องที่เราจะต้องไดรับอนุญาตน่ะค่ะ”

เมื่อพิธีกรถามว่า หากเป็นกรณีที่ “แท็กซี่” เปิดเพลงให้ผู้โดยสารฟังจะผิดหรือไม่ นุสรา ยกตัวอย่างกรณีบริษัททัวร์ที่มีรถบัสขนาดใหญ่ที่เปิดเพลงให้ผู้โดยสารฟัง เช่นนี้ผู้ประกอบการ “ต้องเสีย” ค่าลิขสิทธิ์

“แต่แท็กซี่เนี่ยเข้าใจว่าเจ้าของสิทธิเขาคงไม่ได้สนใจหรอก” นุสราตอบเลี่ยงๆ ไม่ตรงคำถาม แต่ความหมายโดยนัยชัดเจนว่า ต่อให้เป็นแท็กซี่เปิดเพลงให้ผู้โดยสารฟังก็อยู่ในข่ายที่จะต้องเสียค่าลิขสิทธิ์เช่นกัน (ในเมื่อกฎหมายมิได้กำหนดว่า ขนาดธุรกิจของผู้ให้บริการเป็นข้อยกเว้นของกฎหมายลิขสิทธิ์)

ถึงตรงนี้ หลายคนคงรู้สึกได้ว่า “ลิขสิทธิ์” เป็นสิทธิที่ทั้ง “เด็ดขาด” และ “กว้างขวาง” พร้อมกับอาจเห็นว่า ถ้ามีการไล่เก็บค่าลิขสิทธิ์จาก “แท็กซี่” จริงย่อมเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม เช่นเดียวกับที่หลายคนรู้สึกว่า การที่บริษัทยักษ์ใหญ่มาไล่เก็บค่าลิขสิทธิ์จากร้านกาแฟเล็กๆ ก็ “ไม่เป็นธรรม” เช่นกัน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้คนรู้สึกเช่นนี้ส่วนร่วมสำคัญคือ “ขนาดของธุรกิจ” ที่ถูกเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์

ในขณะที่ นุสรา ยืนยันว่า การที่เจ้าของธุรกิจบันเทิงไล่เก็บค่าลิขสิทธิ์จากผู้ประกอบไม่ว่าจะเป็นรายเล็กหรือรายใหญ่ และไม่ว่าจะเป็นงานจากสื่อชนิดใดก็ตาม เป็นไปตาม “หลักสากล” แต่ในสหรัฐฯ กฎหมายลิขสิทธิ์กลางแห่งสหรัฐฯ มาตรา 110(5)(B) ได้ยกเว้นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของผู้ถือลิขสิทธิ์เอาไว้ ทำให้ “ผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็ก” (รวมถึงผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่จำกัดการเผยแพร่งานอันมีลิขสิทธิ์ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด) สามารถเผยแพร่งานเพลง และงานวิดิทัศน์ที่มีการกระจายเสียงหรือแพร่ภาพทางวิทยุหรือโทรทัศน์สู่สาธารณะอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ให้แก่ผู้ถือสิทธิแต่อย่างใด หากไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการรับฟังหรือรับชมโดยตรง

พูดง่ายๆก็คือ ถ้าผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็ก (หรือใหญ่แต่จำกัดการเผยแพร่) เปิดทีวี หรือวิทยุซึ่งเผยแพร่ต่อสาธารณะโดยไ่ม่จำกัดผู้รับ ย่อมไม่ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เนื่องจากงานดังกล่าวทุกคนสามารถรับชมรับฟังได้ฟรีๆอยู่แล้ว ยิ่งในยุคปัจจุบันต่อให้ร้านอาหาร หรือร้านค้าอื่นๆ ไม่เปิดวิทยุ หรือทีวี ลูกค้าที่มีมือถือรุ่นใหม่ๆ ก็สามารถรับสื่อดังกล่าวได้โดยไม่ต้องพึ่งร้านค้า หรือร้านอาหาร

แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่หลักการดังกล่าวในกฎหมายสหรัฐฯ “ไม่ใช่หลักสากล” ทำให้ชาวบ้านชาวช่องในเมืองไทยไม่ได้รับผลประโยชน์เช่นชาวบ้านในสหรัฐฯ

 

*ลด 40% กลับมาแล้ว! สมัครรับนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 1 ปี (12 ฉบับ) ลดเหลือเพียง 1,200 บาท เฉพาะสมัครวันที่ 9-31 ม.ค. 2564 เท่านั้น คลิกสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่*

อ้างอิง:

1. “Copyright: Its History and Its Law”. Richard Rogers Bowker.

2. “The Roman Law Roots of Copyright”. Russ Ver Steeg. <http://digitalcommons.law.umaryland.edu/mlr/vol59/iss2/7>

3. “เปิดเพลงอย่างไรไม่ให้ละเมิดฯ”. ไทยรัฐออนไลน์ <http://www.thairath.co.th/clip/56506>

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...