โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สหรัฐอเมริกาเคยประกาศสงครามสู้รบกับอังกฤษ แต่ไม่ใช่สงครามประกาศอิสรภาพ!?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 02 มี.ค. 2565 เวลา 03.59 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. 2565 เวลา 03.59 น.
สมรภูมิที่ New Orleans ค.ศ. 1815 (ภาพจาก britannica.com)

สงครามประกาศอิสรภาพเมื่อ ค.ศ. 1776 เป็นที่ทราบกันดีว่าสหรัฐอเมริกาประกาศสงครามต่อเจ้าอาณานิคมอังกฤษ สามารถปลดแอกและจัดตั้งประเทศของพวกเขาได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ยังมีสงครามระหว่างสองชาตินี้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และในครั้งนั้นอังกฤษถึงกับยึดและเผากรุงวอชิงตันเลยทีเดียว

สงครามแห่งปี 1812 (War of 1812) เป็นสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอังกฤษ เมื่อ ค.ศ. 1812 โดยปัญหาระหว่างสองชาตินั้นมีที่มาจากปัญหาในทวีปยุโรปซึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นจากสงครามปฏิวัติฝรั่งเศสเรื่อยมาถึงสงครามนโปเลียน ตั้งแต่ ค.ศ. 1792–1815 แม้ในช่วงตอนต้น George Washington ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในขณะนั้นจะประกาศเป็นกลางไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในยุโรปก็ตาม

สงครามจากยุโรปข้ามไปไกลถึงอเมริกา

ฝรั่งเศสในสมัยจักรพรรดินโปเลียน (Napoléon Bonaparte) ดำเนินนโยบายโดดเดี่ยวอังกฤษ โดยใช้ “ระบบภาคพื้นทวีป” (Continental System) ซึ่งห้ามพลเมืองฝรั่งเศสและชาติที่อยู่ใต้อิทธิพลของฝรั่งเศสติดต่อค้าขายกับอังกฤษเด็ดขาด อังกฤษก็ตอบโต้ในทำนองเดียวกับฝรั่งเศสเช่นกัน ระบบของนโปเลียนนี้ไม่สามารถทำลายการค้าของอังกฤษได้แต่ก็ทำให้อังกฤษเสียผลประโยชน์การค้าบนทวีปยุโรปไม่น้อย ขณะที่ฝรั่งเศสประสบปัญหาราคาสินค้าหลายอย่างแพงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

สหรัฐอเมริกาค้าขายกับอังกฤษและฝรั่งเศสมากพอ ๆ กัน และได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าครั้งนี้ด้วยเพราะเรือของทั้งสองชาติต่างก็พยายามขัดขวางเรือพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกาที่จะไปค้าขายกับคู่อริ อย่างไรก็ตาม อังกฤษเริ่มใช้มาตรการเข้มงวดกับเรือพาณิชย์อเมริกันมากขึ้น โดยเฉพาะเรือที่ค้าขายในทวีปอเมริกา ในบางครั้งเรืออังกฤษก็บุกยึดเรือสหรัฐอเมริกา โดยอ้างว่าต้องการจับกุมชาวอังกฤษที่แอบหนีทัพ แต่สหรัฐอเมริกาอ้างว่าเป็นความพยายามของอังฤษที่จะจับพลเมืองชาวอเมริกันไปทำสงคราม

คู่ขัดแย้งไม่ได้มีเฉพาะอังกฤษกับสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่รวมไปถึงชาวอินเดียนแดงในสหรัฐอเมริกาด้วย ชาวอินเดียนแดงบริเวณเขต Northwest Territory ตอนเหนือรอบ ๆ ทะเลสาบทั้ง 5 กังวลเรื่องความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอังกฤษ เพราะความตึงเครียดนี้ส่งผลกระทบให้พวกเขารู้สึกว่าสหรัฐอเมริกาก้าวร้าวและต้องการขยายดินแดนมากขึ้น พวกอินเดียนแดงนำโดย Tecumseh จากเผ่า Shawnee จึงเริ่มระดมพรรคพวกจัดตั้งสมาพันธ์อินเดียนแดงเพื่อต่อต้านสหรัฐอเมริกาโดยได้รับความสนับสนุนจากอังกฤษ

สหรัฐอเมริกาประกาศสงคราม

ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนักการเมืองที่นิยมฝรั่งเศสเห็นว่าควรจะช่วยฝรั่งเศสทำสงครามกับอังกฤษ เพราะฝรั่งเศสเคยช่วยสหรัฐอเมริกาทำสงครามประกาศอิสรภาพมาก่อน ฝ่ายนิยมฝรั่งเศสคือ Republicans นำโดย Thomas Jefferson และ James Madison ขณะที่ฝ่ายนิยมอังกฤษคือ Federalists นำโดย George Washington และ John Adams

ประธานาธิบดี James Madison เห็นว่าความตึงเครียดมาถึงจุดสูงสุดจึงส่งเรื่องไปให้รัฐสภาพิจารณาประกาศสงครามกับอังกฤษ ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากนักการเมืองอีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย แต่ผลมติของสภาล่างคือ 79 ต่อ 49 ในสภาสูง 19 ต่อ 13 ซึ่งนำไปสู่ประกาศสงครามกับอังกฤษในวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 1812 ทั้งนี้ชาวนิวอิวแลนด์และดินแดนทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือคัดค้าน ขณะที่ชาวอเมริกันทางใต้และตะวันตกสนับสนุนสงคราม

ฝ่าย Federalists อ้างว่าการประกาศสงครามครั้งนี้เป็นแผนการของพวกลัทธิขยายดินแดน (Expansionism) โดยยกเรื่องการปกป้องสิทธิทางทะเลของชาวอเมริกันมาเป็นข้ออ้าง แต่รัฐบาลก็เดินหน้าทำสงครามเต็มกำลังและเริ่มจากการโจมตีแคนาดาซึ่งเป็นดินแดนใต้ปกครองของอังกฤษ

รัฐบาลอังกฤษประหลาดใจไม่น้อยที่สหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับฝ่ายตน อังกฤษคอยแต่หมกมุ่นสงครามกับฝรั่งเศสบนทวีปยุโรปโดยมองว่าสงครามกับสหรัฐอเมริกานั้นเป็นเรื่องจุกจิกน่ารำคาญ ขณะที่ William Eustis รัฐมนตรีการสงครามของสหรัฐอเมริกากล่าวว่าพวกเขาสามารถยึดแคนาดาได้โดยไม่ต้องใช้กำลังทหาร เพียงแค่ส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำที่เมืองเหล่านั้น ประชาชนจะโห่ร้องต้อนรับอย่างดี

ทว่า สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับแคนาดาใต้ปกครองของอังกฤษนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด การรบเป็นไปอย่างดุเดือด ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ผลัดกันรุกผลัดกันถอย จนกระทั่งในสมรภูมิที่ Thames (Battle of the Thames) Tecumseh ผู้นำของชาวอินเดียนแดงที่ร่วมมือกับอังกฤษต่อสู้กับสหรัฐอเมริกาถูกสังหาร ทำให้ความเป็นพันธมิตรระหว่างอินเดียนแดงกับอังกฤษสิ้นสุดไปโดยปริยาย

ในขณะที่ราชนาวีอังกฤษซึ่งเข้มแข็งกว่าก็สามารถควบคุมน่านน้ำสหรัฐอเมริกาได้ในระยะเวลาเพียงแค่ประมาณ 1 ปีนับจากช่วงสงครามปะทุขึ้น ฝ่ายอังกฤษสามารถปิดล้อมน่านน้ำตั้งแต่นิวอิงแลนด์ทางตะวันออกเฉียงเหนือเรื่อยลงมาจนถึงจอร์เจียทางใต้ ภายหลังจากนโปเลียนพ่ายแพ้กองทัพของชาติพันธมิตรยุโรป ใน ค.ศ. 1814 อังกฤษจึงหันมาให้ความสนใจสงครามกับสหรัฐอเมริกา โดยส่งกองทัพขนาดใหญ่ไปสู่สมรภูมิ

อังกฤษเคลื่อนทัพสู่รอบ ๆ อ่าว Chesapeake และไม่นานก็ยกทัพไปยึดกรุงวอชิงตันได้ในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1814 จากนั้นจึงเผาสถานที่ราชการหลายแห่ง ทั้งอาคารรัฐสภาแห่งสหรัฐอเมริกา และ “Executive Mansion” หรือทำเนียบขาว เพื่อตอบโต้ที่กองทัพสหรัฐอเมริกายึดและทำลายเมือง York หรือในปัจจุบันคือ Toronto

เจรจาสันติภาพ

อังกฤษกับสหรัฐอเมริกามีความพยายามเจรจากันตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1814 ฝ่ายอังกฤษรั้งรอข่าวจากสมรภูมิที่พวกเขาหวังว่าจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองในสนธิสัญญา ขณะที่ชาวอังกฤษรู้สึกไม่พอใจชาวอเมริกันที่ทำสงครามกับฝ่ายตน แต่ความโกรธนั้นก็ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของความรู้สึกของพวกเขาที่มีต่อสงครามบนทวีปยุโรปที่ดำเนินมากว่า 20 ปี

Duke of Wellington วีรบุรุษแห่งสมรภูมิ Waterloo ผู้ปราบนโปเลียนได้แนะนำให้รัฐบาลอังกฤษเปิดเจรจาสันติภาพอย่างจริงจังกับสหรัฐอเมริกา และในที่สุดได้ลงนามสนธิสัญญาเกนต์ (Treaty of Ghent) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1814 ที่เมือง Ghent  (ปัจจุบันอยู่ในประเทศเบลเยียม) โดยไม่ได้มีฝ่ายไหนชนะ-แพ้กันอย่างเบ็ดเสร็จ ฝ่ายอังกฤษไม่ต้องการทำสงครามต่อเพราะสูญเสียทั้งกำลังคนและอาวุธไปมาก ส่วนฝ่ายสหรัฐอเมริกาคิดว่าฝ่ายตนไม่ได้เป็นฝ่ายสูญเสียและชัยชนะก็เป็นของสหรัฐอเมริกา 

อย่างไรก็ตาม ข่าวการลงนามสนธิสัญญาฉบับนี้ยังไปไม่ถึงทวีปอเมริกา กองทัพของอังกฤษยังคงทำสงครามต่อไปโดยบุกโจมตี New Orleans ในวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1815 แต่ก็พ่ายแพ้อย่างหนักต่อกองทัพของสหรัฐอเมริกานำโดย Andrew Jackson (อนาคตได้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนที่ 7) ภายหลังจากข่าวการลงนามสนธิสัญญามาถึง วุฒิสภาของสหรัฐก็ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้การรับรองสนธิสัญญานั้น

สงครามครั้งนี้มอบประโยชน์มหาศาลให้สหรัฐอเมริกาอย่างคาดไม่ถึง ชาวอเมริกันสามารถขยายดินแดนไปทางตะวันตกได้มากขึ้นโดยปราศจากอิทธิพลของอังกฤษ และลดความระแวงและหวาดกลัวที่จะกระทบกระทั่งกับชาวอินเดียนแดง ขณะที่รัฐทางใต้ก็เข้าไปมีอิทธิพลเหนือรัฐฟลอริดามากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การซื้อรัฐฟลอริดาจากสเปนในปี ค.ศ. 1821

แม้ฝ่ายอังกฤษจะสูญเสียมากกว่าและดูเหมือนว่าจะเป็นผู้แพ้สงครามเสียด้วยซ้ำ ทว่า อังกฤษก็ยังสามารถรักษาความเป็นชาติมหาอำนาจได้ต่อไป ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกับสหรัฐอเมริกาในการกำหนดเขตแดนเพื่อป้องกันข้อพิพาทระหว่างทั้งสองดินแดนในอนาคต และมีผลให้ความสัมพันธ์และสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับแคนาดายืดยาวมาจนถึงปัจจุบันอีกด้วย

อ้างอิง David S. Heidler and Jeanne T. Heidler.  (2019).  War of 1812, from www.britannica.com/event/War-of-1812

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...