โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลัทธิทหารแบบฮินดูในอินเดีย ดูวิถีการรบโบราณ ถึงธรรมเนียมคร่าชีวิตในสงคราม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 ต.ค. 2564 เวลา 05.06 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2564 เวลา 05.05 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - ภาพวาดพระรามออกศึก ภาพจากปลายศตวรรษที่ 18 ภาพจาก Pahari School Chamba Style / Wikemedia

อินเดียในยุคโบราณเป็นอีกหนึ่งอารยธรรมที่ส่งอิทธิพลต่อโลกในเวลาต่อมา หากพูดถึงในเชิงปรัชญาการเมืองแล้ว นักวิชาการยอมรับว่า อินเดียไม่มีปรัชญาทางการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่อินเดียยังมีองค์ความรู้โบราณที่เอ่ยถึงเรื่องการปกครองสำคัญอันว่าด้วยเรื่องทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงการทำสงคราม

ในอินเดียโบราณมีหนังสือที่ว่าด้วยความคิดทางการเมือง หรือศาสตร์แง่รัฐประศาสนโยบายที่ถูกแต่งขึ้นหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็น “ศานติ ปารวัน” ส่วนหนึ่งจาก “มหาภารตะ” ที่รวบรวมข้อความว่าด้วยรัฐประศาสนโยบายมาใส่ในเนื้อหา “นีติสาระ” ตำราทางการเมืองของกามันทกะ ที่เชื่อว่าอาจเขียนขึ้นในสมัยคุปตะ หรือ “ทัณฑนีติ” ว่าด้วยเรื่องการจัดการด้วยกำลัง หรือ “ราชนีติ” ซึ่งเป็นเรื่องเชิงข้อปฏิบัติของกษัตริย์

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาก็ไม่ได้ให้น้ำหนักในเชิงปรัชญาการเมืองมากนัก เอแอล บาชาม (A.L. Basham) ศาสตราจารย์ด้านอารยธรรมเอเชีย จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย อธิบายว่า หนังสือเล่มสำคัญและเก่าแก่ที่สุดว่าด้วยเรื่องรัฐประศาสนโยบายคือ“เกาฏิลยะ อรรถศาสตร์”

ตำราที่ว่านี้เป็นหนังสือจารึกข้อมูลหลากหลายด้านสะท้อนทัศนคติในช่วงปลายของยุคคัมภีร์พระเวท และถูกมองว่ามีคุณค่ามากที่สุดในหลากหลายแง่เกี่ยวกับชีวิตในอินเดียโบราณ เนื้อหาว่าด้วยผู้คนอินเดียสมัยศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์กาล และระบุข้อแนะนำครอบคลุมด้านการปกครองควบคุมโดยรัฐ การจัดการเศรษฐกิจ และการทำสงคราม ที่มาของตำราเล่มนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าเขียนในสมัยใด บางกลุ่มชี้ว่าเป็นของเกาฏิลยะ เสนาบดีของพระเจ้าจันทรคุปตะแห่งเมารยะ (มีชื่อเรียกหลากหลาย อาทิ จาณักยะ และวิษณุคุปตะ) บาชาม แสดงความคิดเห็นว่า ต้นฉบับของตำราอรรถศาสตร์ที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันไม่ใช่งานของเกาฏิลยะ

ในยุคอินเดียโบราณ แนวคิดเรื่องสงครามไม่ได้ถูกมองในแง่ลบเท่าไหร่ วรรณกรรมอินเดียก็ไม่ค่อยพบเห็นการประฌามสงครามกันมากนัก ในพระสูตรของพุทธศาสนาก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องผลลบของสงครามมากนัก นอกเหนือจากเรื่องราวของพระพุทธเจ้าซึ่งมีในธรรมบท พระดำรัสของพระพุทธเจ้า บรรยายเรื่องในเหตุการณ์เมื่อครั้งพระองค์เสด็จออกห้ามทัพในสงครามระหว่างเครือญาติของเผ่าศากยะกับโกลิยะ และเกลี้ยกล่อมหว่านล้อมให้ปรองดองกัน ความคิดเห็นของนักวิชาการมองว่า อินเดียยุคโบราณอาจมีเพียงพระเจ้าอโศกที่ไม่เห็นงามกับเรื่องการรุกราน

เมื่อมาถึงยุคหลังราชวงศ์เมารยะไปแล้ว กษัตริย์มีแนวคิดเกี่ยวกับรัฐอีกแบบ ตำราอรรถศาสตร์บรรยายการพิชิตไว้ 3 รูปแบบ คือ โดยคุณธรรม กษัตริย์ผู้แพ้ถูกบังคับให้ปวารณาตัวในเขตแดนเฉพาะและจ่ายบรรณาการ, โดยความโลภ เมื่อได้ชัยชนะก็สามารถเรียกสินสงครามมากมายได้ และโดยอสูร กล่าวถึงการทำลายล้างรากฐานการเมืองอาณาจักรของฝ่ายตรงข้ามอย่างสิ้นซาก (ภาษาสันสกฤต เขียนว่า ธรรมวิชัย, โลภะวิชัย และอสูรวิชัย) แนวคิดเกี่ยวกับการทำสงครามเพื่อบารมีและขอบเขตดินแดนเริ่มกลับมาสำคัญมากขึ้น และการพิชิตโดยคุณธรรมส่วนใหญ่ถูกมองว่าเป็นแนวคิดที่กษัตริย์ฮินดูควรเอาอย่าง

ในเรื่องการรบนั้น คัมภีร์อรรถศาสตร์เอ่ยถึงการเกณฑ์ทหารในรูปแบบให้หมู่บ้านส่งทหารให้เป็นส่วย แต่ไม่ค่อยพบเห็นในช่วงยุคพระเวทตอนต้น ซึ่งตามธรรมเนียมชนเผ่าแล้ว อิสระชนต้องเป็นทหาร แต่หลังจากราชวงศ์เมารยะเป็นต้นมาก็ไม่พบเห็นหลักฐานการเกณฑ์ทหารในแคว้นใหญ่

สำหรับกองทัพในยุคอินเดียโบราณมีหลากหลายประเภท แต่บาชาม จำแนกโดยรวมออกมาได้เป็น 6 ประเภท คือ กองทหารอาชีพ, กองทหารรับจ้าง, กองทหารจากฝ่ายพันธมิตร, กองทหารจากฝ่ายที่หนีทัพของข้าศึก, กองทหารจากความร่วมมือกันในสมาคม และกองทหารชนเผ่าที่ใช้รบสงครามแบบกองโจรในป่าและหุบเขา

อินเดียโบราณแบ่งหมวดหมู่กองทัพเป็น 4 เหล่า คือช้าง, ม้า, รถรบ และพลราบ (หากแยกย่อยไปอีกก็มีนาวี สายลับ เกียกกาย ได้เช่นกัน)

กองทัพช้างของอินเดียเคยเป็นกองทัพที่ทรงประสิทธิภาพและน่าเกรงขาม ในพระสูตรพุทธศาสนาเอ่ยถึงการนำช้างมาใช้ในการรบโดยครั้งแรกนั้นกล่าวถึงกองทัพช้างของพระเจ้าพิมพิสาร แคว้นมคธที่มีทัพช้างทรงประสิทธิภาพ การทำงานของทัพช้างเทียบเคียงได้กับกองรถถังในการรบสมัยใหม่ สามารถตะลุยและทำลายแถวพลทหารราบ หรือสิ่งกีดขวางต่างๆ อย่างไรก็ตาม ทัพช้างอินเดียก็ถูกกองทัพกรีก และอีกหลายชนชาติทำลายลงได้เช่นกันด้วยวิธีใช้ไฟรบกวน หรือวิธีอื่นๆ

ในเรื่องอาวุธอินเดียยุคโบราณ พวกเขามีเครื่องยิงขีปนาวิถีอย่างเครื่องดีดกระสุน ค้อนเหวี่ยง ไปจนถึงเครื่องมือทำสงครามปิดล้อมและทำลายเมือง ตำราอรรถศาสตร์ยังพูดถึงแง่การบริหารจัดการและปกครองกองทัพ ไปจนถึงเรื่องการใช้ยุทธภัณฑ์ แม้แต่แนะนำให้นำอาวุธไฟมาใช้ บอกสูตรการประกอบเชื้อไฟ และเสนอให้ใช้นกหรือลิงนำเชื้อปะทุไปเผาหลังคาข้าศึก ซึ่งเนื้อหาส่วนนี้ทำให้เห็นว่าเชื้อไฟที่เอ่ยถึงยังไม่จัดอยู่ในจำพวกดินปืน

ดังที่กล่าวแล้วว่าคัมภีร์อรรถศาสตร์ครอบคลุมรายละเอียดหลายด้าน ในแง่การรบ ตำราให้คำแนะนำและรายละเอียดเรื่องเตรียมการรบไว้มากมาย เช่นเดียวกับเรื่องวินัยทหารซึ่งตำราเสนอให้ใช้อย่างเข้มงวด ต้องตรวจตรา และป้องกันพื้นที่อย่างเต็มที่ เสนอให้ใช้รหัสผ่านทางด้วยซ้ำ บาชาม บรรยายเรื่องที่พักพลของกองทัพอินเดียโบราณว่า จะพักพลในค่ายขนาดใหญ่ หากจะว่าตามความเป็นจริงแล้วที่พักคล้ายกับ “เมืองชั่วคราว” เสียมากกว่า เป็นทั้งเขตที่อยู่ของกษัตริย์ ฮาเร็มของกษัตริย์ และเขตที่อยู่ของทั้งพ่อค้า โสเภณี โดยกษัตริย์และบุคคลระดับหัวหน้าจะนำครอบครัวติดไปในการรบด้วย จะคัดเลือกทั้งสนม ภรรยา ขณะที่ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ทำเช่นเดียวกัน

คติของชาวอินเดียโบราณถือว่าการสงครามเป็นพิธีกรรมทางศาสนาอันยิ่งใหญ่ ก่อนการรบต้องเตรียมการหลายด้านรวมไปถึงการให้ฤกษ์จากพราหมณ์ มีพิธีชำระล้างความบริสุทธิ์ แต่ยังไม่เว้นสอดแทรกเรื่องเหนือธรรมชาติอย่างเวทมนตร์คาถาไว้

สิ่งที่น่าสนใจซึ่งไม่พบในคัมภีร์โบราณคือเรื่องเกียรติและศักดิ์ศรีของเหล่าทหาร เรื่องเหล่านี้มาพบในตำราชั้นหลังๆ ในบรรดาคติเรื่องทหาร กฎเกณฑ์ในการออกทำสงครามบรรยายเรื่องการหนีทหารเป็นสิ่งที่น่าอับอายที่สุด ทหารที่ถูกฆ่าในระหว่างการรบจะขึ้นสวรรค์ทันที ต่างกับทหารที่ถูกฆ่าด้วยข้อหาหนีทหารซึ่งต้องแบกมลทินไปชาติหน้าด้วย บาชาม อธิบายว่า กฎเกณฑ์เหล่านี้ถูกอธิบายรวมอยู่ในคำว่า “ชอฮาร์” หรือการฆ่าตัวตายเพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเอง เป็นธรรมเนียมว่าด้วยการฆ่าตัวตายหมู่ ซึ่งมักพบเห็นได้ในกษัตริย์ในยุคกลางที่จะเผาตัวตายพร้อมป้อมปราการในการสู้รบ ขณะทหารกำลังต้านทานศึกเอาไว้

บาชาม แสดงความคิดเห็นว่า บันทึกและตำราต่างๆ ทำให้เห็นทั้งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสงครามซึ่งล้วนเป็นจุดอ่อนในการปกครองอินเดียโบราณ ในช่วงนั้นไม่มีอาณาจักรอินเดียที่สามารถสร้างอาณาจักรขนาดใหญ่ได้ และไม่สามารถรวมตัวจับมือกันอย่างแน่นแฟ้นเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ อินเดียไม่สามารถต้านทานการรุกรานของกลุ่มเติร์ก อันเป็นกลุ่มชนที่ไม่ยึดติดกับแนวคิดทฤษฎีว่าด้วยขนบธรรมเนียมโบราณ

อ้างอิง: 

Basham, A.L.. อินเดียมหัศจรรย์. กาญจนี ละอองศรี บรรณาธิการแปล. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย, 2559

เผยแพร่ออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...