โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"เติมสบายพลัส" หวังชิงบัลลังก์ "ผู้นำ" ธุรกิจระบบรับชำระเงิน

Marketing Oops

อัพเดต 14 มี.ค. 2562 เวลา 05.50 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. 2562 เวลา 04.43 น. • Tummy
เติมสบายพลัส

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่สาขาธนาคารและตู้เอทีเอ็มค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ  สวนทางกับตู้เติมเงินที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่พอกระแส Mobile Banking พัดมา ไม่เพียงดิสรัป (Disrupt) รูปแบบการดำเนินธุรกิจของธนาคาร ยังส่งผลต่อปริมาณธุรกรรมผ่านตู้เติมเงินในช่วง 1-2 ปีนี้ด้วย ส่งผลให้ “ผู้เล่น” ในตลาดต้องปรับตัวอย่างหนัก โดยเฉพาะ “เติมสบายพลัส”มวยรองในธุรกิจตู้เติมเงินที่เร่งเครื่องเต็มที่ พร้อมกับเตรียมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ​ เพื่อหวังพลิกสู่ “เบอร์หนึ่ง” ในเกมระบบรับชำระเงิน (Payment Solution)

“เติมสบายพลัส” หรือที่หลายคนคุ้นในชื่อ “ตู้เติมสบาย” เริ่มเข้ามาสู่ตลาดตู้เติมเงินเมื่อปี 2558 ใช้เวลาไม่ถึง 2 ปีก็ก้าวขึ้นมาเป็น “เบอร์สอง” ในตลาด ด้วยกลยุทธ์ “ป่าล้อมเมือง” ที่เริ่มจากชุมชนในต่างจังหวัดก่อนเข้ามายึดหัวหาดในกรุงเทพฯ โดยกระจายไปตามห้าง ร้านซีพีเฟรชมาร์ททั่วประเทศ รวมถึงหน้าร้าน 7-11 สาขาที่เปิดใหม่กว่า 600 สาขา ปัจจุบัน มีสัดส่วนอยู่ตามชุมชนถึง 90% อีก 10% อยู่ตามห้าง และอยู่ในต่างจังหวัด ​80% ขณะที่อยู่ในกรุงเทพและปริมณฑลเพียง 20% ​

ใช้สูตรลัดเร่งโตด้วยแฟรนไชส์

ณ สิ้นปี 2561 จำนวนตู้เติมสบายพลัสทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 47,000 ตู้ เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ประมาณ 16% แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังตามหลังเจ้าตลาดอย่าง “ตู้บุญเติม” อยู่หลายขุม เพราะรายนี้มีจำนวนตู้มากถึง 130,000 ตู้​ ด้วยความที่บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เจ้าของตู้บุญเติม เข้าสู่ตลาดนี้มาแล้วนับ 10 ปีบวกกับได้เข้าระดมทุนในตลาด mai มาแล้วกว่า 4 ปีทำให้มีแต้มต่อในการขยับขยายธุรกิจมากกว่า 

ดังนั้น การที่ “เติมสบายพลัส” จะเร่งขยายจำนวนตู้ให้ทันหรือใกล้เคียงกับ “เบอร์หนึ่ง” โดยอาศัยการทำธุรกิจรูปแบบเดิม คือเน้นขายตู้เติมเงิน (แบบขายขาด) จึงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างย่ิงภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวเช่นนี้ด้วยแล้ว

เติมสบาย-franchise

ด้วยเหตุนี้ เมื่อต้นเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา คุณชูเกียรติรุจนพรพจีประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทสบายเทคโนโลยีจำกัด(มหาชน) จึงได้ประกาศกลยุทธ์ใหม่ในการขยายจำนวนตู้เติมสบายพลัส ด้วยการใช้ระบบแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นสูตรลัดเร่งโตที่หลายธุรกิจประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยแทนที่ผู้ที่สนใจอยากเป็นเจ้าของและมีรายได้จากตู้เติมเงินจะต้องใช้เงินก้อนโตเพื่อซื้อตู้ ก็เปลี่ยนมาลงทุนด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 7,000 บาท โดยผลตอบแทนโดยรวมที่จะได้รับอยู่ที่ 4.5% ​

“เทียบเป็นอัตราส่วนแล้วเราให้ผลตอบแทนสูงกว่าแบรนด์อื่นประมาณ 15% เพราะตอนนี้ในตลาดให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 2.8-3.5% หลังใช้ระบบแฟรนไชส์เชื่อว่าอีก 12-18 เดือนข้างหน้าจะเห็นการขยายตัวของเราอย่างมีนัยสำคัญและอาจทำให้เราพลิกเป็นผู้เล่นหลักในธุรกิจนี้”  

เพื่อเตรียมรองรับการขยายจำนวนตู้ที่อาจโตก้าวกระโดด ในช่วงที่ผ่านมา คุณชูเกียรติจึงได้ตระเตรียมกำลังพลทั้งทีมงานขายและทีมบริการหลังการขายกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งมีกว่า 700 คน โดยเขาบอกว่าตอนนี้ระดมประกาศรับสมัครพนักงานผ่านหลากหลายช่องทาง เพราะต้องการคนอีกเป็นจำนวนมาก 

ย้ำจุดแข็ง “จุดบริการครบวงจร”

​จากฟังก์ชั่นเติมเงินค่าโทรศัพท์มือถือแบบพรีเพด (Online Top-up) ที่เคยเป็นจุดขายหลักในวันแรกๆ ที่เปิดตัวนวัตกรรมตู้เติมเงิน มาวันนี้ ตู้เติมเงินได้กลายเป็นตู้รับชำระสารพัดค่าใช้จ่าย ยิ่สามารถรับชำระบิลให้กับหลากหลายหน่วยงานมากเท่าไหร่​ ก็ยิ่งทำให้ตู้แบรนด์นั้นได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องการลงทุนมากขึ้น นี่จึงเป็นเหตุให้บรรดาผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจต่างออกหาพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อจับมือขอรับสิทธิ์เป็นตัวแทนรับชำระเงินเป็นรายแรก (และรายเดียว) ของหน่วยงานนั้นๆ 

เติมสบายพลัส

ล่าสุด คุณชูเกียรติย้ำว่า ตู้เติมสบายพลัสเป็นตัวแทนรายแรกและรายเดียว (ในขณะนี้) ที่รับชำระบิลค่าน้ำและค่าไฟส่วนภูมิภาคอย่างถูกต้องตามกฎหมายที่เปิดให้บริการชำระผ่านตู้​ โดยสามารถชำระบิลที่เกินงวดชำระแล้วได้ด้วย รวมทั้ง ยังมีบริการจำหน่ายซิมมือถือและลงทะเบียนยืนยันตัวตน (KYC) เพื่อเปิดใช้งานซิมได้ที่ตู้ และมีบริการแลกคะแนนสะสม TrueYou เป็นค่าโทรศัพท์หรือค่าอินเตอร์เน็ตได้ที่ตู้เติมสบายพลัส​

นอกจากนี้ ตู้เติมสบายพลัสยังเป็น Banking Agent (บริการโอนเงิน-ชำระสินเชื่อ/บัตรเครดิตด้วยระบบออนไลน์) ให้กับธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย และในเดือน เม.ย. นี้ก็จะเป็น Banking Agent ให้กับธนาคารออมสินด้วย อีกทั้งยังมีบริการซื้อสติ๊กเกอร์ไลน์ ซื้อประกันภัย และพรบ. รถยนต์/รถมอเตอร์ไซค์ ตลอดจนรับชำระค่าโทรศัพท์รายเดือน ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าสินค้าและบริการต่างๆ รวมถึง เติมเงินเกมมือถือ และ e-Wallet ต่างๆ ผ่านตู้เติมสบายพลัสได้ทันที​ และ เพราะความ “ครบจบในที่เดียว” นี้ทำให้ปีที่แล้ว ยอดการใช้งานผ่านตู้เติมสบายพลัสเฉลี่ยสูงกว่า 10 ล้านรายการ/เดือน

“การที่ธนาคารทุกแห่งมี Mobile Banking Application ถามว่าธุรกิจตู้เติมเงินกระทบไหม มันก็มีบ้าง โดยเฉพาะตู้ตามห้าง แต่ถึงยังไงฐานลูกค้าเราก็ยังใช้บริการต่อ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของเรา คือคนไทยที่ไม่มีบัญชีเงินฝาก (แบงก์ชาติให้ตัวเลขไว้ที่ 30% ของประชากรไทยทั้งหมด) และคนงานต่างด้าวที่ทำงานในไทยอีกกว่า 14 ล้านคน ปัจจุบัน ตู้เติมเงินของเรามี 5 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ เมียนม่า กัมพูชา และมลายู นอกจากนี้ เรายังมี  Call Center รองรับภาษาเมียนม่า และสิ้นปีนี้ เราจะทำให้ตู้ของเราโอนเงินไปเมียนม่า กัมพูชา และลาว ผ่านหน้าตู้ได้เลย โดยโอนครั้งละน้อยๆ อย่าง 1,000 บาทก็โอนได้”

คุณชูเกียรติย้ำว่า ในธุรกิจตู้เติมเงิน เป้าหมายของบริษัทคือ การเข้าถึงที่ครอบคลุมเพื่อให้บริการลูกค้าได้มากที่สุดและง่ายที่สุดในต้นทุนที่ถูกที่สุด ส่วนจำนวนตู้จะเบียด “เบอร์หนึ่ง” ขึ้นไปได้หรือไม่นั้น ไม่สำคัญเท่าการครอง “อันดับหนึ่ง” ในใจลูกค้ามากกว่า​ 

“ตู้กดสินค้า” เทรนด์ธุรกิจน่าจับตา

คุณชูเกียรติมองว่า ธุรกิจตู้เติมเงินอาจจะเริ่มเข้าสู่ช่วงชะลอตัว จากปัจจุบันที่จำนวนตู้ทั้งตลาดทุกแบรนด์รวมกันน่าจะมีมากกว่า 2 แสนตู้ ขณะที่ตลาดที่มีคุณภาพควรมีไม่เกิน 2.5 แสนตู้ แต่ทั้งนี้ ทั้งเบอร์หนึ่งและเบอร์สองในตลาดต่างก็ตั้งเป้าจะขยายตู้ใหม่อีก 4,000-5,000 ตู้ นั่นแปลว่า ตู้ใหม่ของแบรนด์ที่แข็งแรงกว่าจะเข้าทดแทนตู้เก่าที่ไม่สร้างรายได้เป็นที่น่าพอใจให้กับผู้ลงทุน

Vending Machine

สวนทางกับธุรกิจตู้กดสินค้า (Vending Machine) ซึ่งคาดว่าจำนวนตู้ในตลาดอยู่ที่ประมาณ 15,000 ตู้ ขณะที่ปี 2563 จำนวนตู้อาจเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 25,000 ตู้โดย “เบอร์หนึ่ง”ในตลาดนี้ได้แก่ “ซันร้อยแปด” ของเครือสหพัฒน์ตามมาด้วย “ทีจีเวนดิ้ง” ของค่ายกระทิงแดงส่วน “เวนดิ้งพลัส” ของกลุ่มเติมสบายพลัส ก้าวสู่อันดับ 3 ในตลาดหลังเปิดตัวตู้แรกเพียงไม่ถึง 15 เดือน

“ตลาดตู้กดสินค้ามีปัจจัยบวกจากปัญหาค่าแรงงานที่สูงขึ้น และมีการขยายตัวของโรงงาน ปั๊มน้ำมัน ศูนย์กระจายสินค้า และห้างสรรพสินค้า ที่ถือเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงของธุรกิจนี้”

คุณชูเกียรติให้ข้อมูลว่า ในปี 2560 เวนดิ้งพลัสมียอดจำหน่ายน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 3 ล้านบาท/เดือนในปี 2561 ยอดขายพุ่งขึ้นมาเป็น 21 ล้านบาท/เดือน ในปีนี้เขาตั้งเป้ายอดขายเกิน 100 ล้านบาท/เดือน  

ปัจจุบัน “เวนดิ้งพลัส” มีตู้กดน้ำกระป๋องอัตโนมัติราว 1,400-1,600 ตู้ ชูจุดขายด้วยราคาสินค้าที่ต่ำกว่าร้านสะดวกซื้อ และความหลากหลายของสินค้า รวมถึง มีการใช้ข้อมูล (Big Data) มาจัดสินค้าให้สอดคล้องกับผู้บริโภคในทำเลนั้น โดยในปลายปีนี้ บริษัทมีแผนจะผลิตตู้กาแฟชง มาม่าพร้อมทาน และมีความเป็นไปได้ที่จะเปิดตัวตู้ไอศกรีม ​พร้อมกันนี้ยังเตรียมอัพเกรดระบบชำระเงินให้รองรับการจ่าย QR Code, e-Wallet, Alipay, WeChat Pay และระบบ NFC เพื่อรองรับการจ่ายเงินผ่านบัตร Rabbit Line Pay และบัตร TrueYou โดยเอาคะแนนมาแลกสินค้าที่ตู้เวนดิ้งพลัสได้​

“ต่อไปเราอาจจะมี Face Recognition มีจอโฆษณาที่ตู้ด้วย มีระบบยิงโฆษณาผ่านบลูทูธจากตู้ส่งไปยังมือถือคนที่อยู่บริเวณนั้นฯลฯความสามารถในการอัพเกรดตามเทรนด์เทคโนโลยีได้อย่งรวดเร็วถือเป็นจุดแข็งของเรา และเราตั้งใจจะทำให้ตู้เวนดิ้งพลัสเป็นมากกว่าตู้กดสินค้า และท่ีสำคัญ เราตั้งเป้าจะเป็นผู้นำในตลาดนี้ให้ได้ภายในปี 2563 ด้วยจำนวนตู้มากกว่า 1 หมื่นตู้” ​

รุก 2 ธุรกิจใหม่ต่อยอดธุรกิจตู้ 

“คนบอกว่าตู้เติมเงินอาจจะไปไม่รอด แต่วันนี้ผมเปิดบริการที่ยังไงคนก็ต้องจ่าย เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ และเราไม่กลัวเพราะเราเป็นเจ้าของ Ecosystem เราจับมือกับพาร์ทเนอร์ระดับประเทศ สร้าง Ecosystem ในวิถีของเรา ซึ่ง Ecosystem นี้เองที่จะทำให้เรารอดและโดดเด่น”

คุณชูเกียรติ รุจนพรพจี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม เติมสบายพลัส

ปัจจุบัน บริษัทได้ขยายธุรกิจออกมาจนมีถึง 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1) กลุ่มตู้เติมเงิน2) กลุ่มตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติเวนดิ้งพลัส” (Vending Machine) 3) ระบบจัดการศูนย์อาหาร (ระบบบัตรบาร์โค้ดชำระค่าอาหาร) ให้กับศูนย์การค้าชั้นนำกว่า 250 แห่ง และ 4) กลุ่มบริการทางการเงินและอุปกรณ์รับชำระเงิน(Financial Service & Payment Facilities) ภายใต้ชื่อสบายมันนี่ ให้บริการแพลตฟอร์มชำระเงินและเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money/ e-Wallet) 

ทั้งนี้ ธุรกิจระบบศูนย์อาหารเปิดตัว ภายใต้ชื่อ บริษัทสบายซิสเต็มส์แอนด์เมเนจเม้นท์จำกัด(SSM) นับเป็นบริษัทน้องใหม่ในกลุ่มสบายเทคโนโลยี ปัจจุบัน ถือเป็น “ผู้นำ” ด้านการจัดการศูนย์อาหารที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เช่น เทสโก้ โลตัส, ท๊อป ซูเปอร์มาร์เก็ต, เทอร์มินัล 21 และอีกหลายแห่ง ปัจจุบัน มียอดการใช้งานในศูนย์อาหารรวมกันทุกที่ 12 ล้านรายการ/เดือน

“เราเป็นผู้นำในตลาดนี้ มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 60% เราตั้งใจว่าภายใน 3 ปี เราจะครองส่วนแบ่งเกือบ 100% เพราะเราตั้งใจจะซื้อทุกธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้มารวมกับของเรา และปีนี้เราตั้งใจจะพัฒนาระบบชำระเงินที่จะช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินได้ง่ายๆ ตามไลฟ์สไตล์ เช่น Rabbit, QR Promptpay, True Money, Alipay, WeChat Pay รวมถึงบัตร Pay Wave ของ VISA หรือ MasterCard และ e-Wallet ต่างๆ เพื่อลดความซับซ้อนและเพิ่มความรวดเร็วในการบริการ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นระบบจัดการศูนย์อาหารที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย และเรายังมีแผนจะขยายไปสู่ศูนย์อาหารในโรงงานและสถานศึกษาด้วย”​

สำหรับ “สบายมันนี่” คุณชูเกียรติเล่าว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างศึกษาว่าจะสร้าง e-Wallet ภายใต้แบรนด์ของบริษัทเองหรือจะร่วมกับแบรนด์ในตลาดที่แข็งแกร่ง ซึ่งถือเป็น “จิ๊กซอว์” ที่จะต่อยอดอีก 3 ธุรกิจให้ครบวงจรโดยใช้ตู้เติมเงินเป็นจุดเติมเงินเข้า Wallet แล้วนำเงินอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้จ่ายผ่านตู้เติมเงิน ตู้กดสินค้า และศูนย์อาหารในเครือของบริษัท​ โดยทุกช่องทางจะเป็นจุดป้อนข้อมูลลูกค้า (Data) และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพบริการให้ตอบโจทย์ยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะนำเสนอแอปพลิเคชั่นสำหรับเป็น Payment Solution ให้กับร้านค้าขนาดเล็ก  ร้านอาหารข้างทางฯลฯ รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมขนส่งสินค้า (Logistics) ที่ติดข้อจำกัดในเรื่องปริมาณธุรกรรมที่อาจไม่มากพอ ทำให้ไม่ได้รับเครื่อง POS จากธนาคาร โดยแอปฯ นี้จะเปลี่ยนให้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตกลายเป็น POS ที่สามารถรับชำระด้วยรูปแบบต่างๆ ที่อยู่ใน Ecosystem ของบริษัทได้​อย่างง่ายดาย  

“e-Payment จะเติบโตก็ต่อเมื่อ Offline แข็งแรง พอเรามี e-Wallet มันจะทำให้ภาพธุรกิจของเราแข็งแรง และเป็นภาพที่สมบูรณ์ครบวงจร ซึ่งน่าจะเห็นได้ภายในปีนี้ จริงๆ เรายังมีอีกหลายโปรดักส์ที่จะเสนอในอนาคต ซึ่งจะต่อยอดให้เราเข้าสู่การเป็น “ผู้นำ” ในนิเวศที่จะทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงคนได้มากที่สุดและสะดวกที่สุดภายใน 2-3 ปี ถ้าเวลานั้นมาถึง เติมสบายพลัสจะเป็นช่องทางที่ทุกคนจะวิ่งมาหา เพราะเราอยู่ใกล้ลูกค้ามากที่สุดและครอบคลุมที่สุด”

“บุญเติม” ไม่ยั้ง เร่งสร้าง Ecosystem ของตัวเอง

boonterm

ขณะที่ “เบอร์สอง” กำลังเร่งหาเส้นทางธุรกิจใหม่เพื่อสร้างแนวทางเติบโต และรับมือกับเทรนด์การถดถอยของตลาดตู้เติมเงิน เจ้าตลาดอย่าง “ตู้บุญเติม” เองก็พยายามแสวงหาไลน์ธุรกิจใหม่ๆ ​นอกเหนือจากการสรรหาบริการใหม่ๆ มาเพิ่ม และการปรับปรุงทำเลของตู้ แนวทางดังกล่าวก็เช่น การสร้าง BeMall เพื่อลุยตลาด e-Commerce และการเปิดตัว BeWallet เพื่อต่อยอดธุรกิจตู้เติมเงินและ e-Commerce รวมถึงธุรกิจใหม่ๆ พ้อมกับเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทาง มาวิเคราะห์หาสินค้าและบริการที่ตรงใจยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ​บริษัทยังอยู่ระหว่างรอใบอนุญาตดำเนินธุรกิจให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลและละสินเชื่อนาโน​ (Nano Finance) จากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส 2 ปีนี้ ​​ซึ่งวิธีการคือจะปล่อยสินเชื่อผ่านตู้เติมเงิน “บุญเติม” และเมื่อไม่นานมานี้ บริษัทยังได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ DTAC และ MVP เพื่อทำธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์มยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือ EV ​ 

และเพื่อเร่งการเติบโตในธุรกิจตู้กดสินค้าอัตโนมัติ แว่วมาว่า ผู้บริหารกลุ่มตู้บุญเติมยังมีแผนที่จะผลักดันบริษัท “ฟอร์ท เวนดิ้ง” เข้าระดมทุนในตลาดหุ้นภายในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วย​ อีกทั้่งยังมีแผนที่จะขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เมียนมา ลาว และกัมพูชา ซึ่งคาดว่าอาจจะได้เห็นภายในปีนี้​

“เข้าตลาด” สปริงบอร์ดการเติบโต   

 ขณะที่เมื่อราว 4 ปีก่อน บริษัท ฟอร์ท สมาร์ทฯ ยักษ์ใหญ่แห่งตลาดตู้เติมเงิน เลือกเข้าตลาด mai แต่คุณชูเกียรติวางแผนจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ (SET) ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ เพื่อเสริมศักยภาพและรองรับแผนการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง นั่นจึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนบริษัทจาก “บมจ. เวนดิ้ง คอร์ปอเรชั่น” มาเป็น “บริษัท สบาย เทคโนโลยี” เมื่อ 2 ม.ค. 2562 และมีการปรับโครงสร้างบริษัทและเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น “บริษัท สบาย เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)” เมื่อ 26 ก.พ. ที่ผ่านมา ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมตัวยื่นไฟลิ่ง (Filing) ราวสิ้นเดือน มี.ค. หรือ ต้นเดือน เม.ย. นี้

“วัตถุประสงค์ของการเข้าตลาดฯเรื่องแรกคือต้องการทำให้บริษัทมีความคล่องตัวในฐานะทางการเงิน  โดยเฉพาะเพื่อการขยาย 2 ธุรกิจที่ใช้เงินค่อนข้างสูง อย่าง Vending Machine และระบบศูนย์อาหาร ซึ่งเราต้องการขยาย 2 ธุรกิจนี้ไปทั่วประเทศ แต่ถึงเข้าตลาดฯ ไม่ทันในปีนี้ เป้าหมายการเป็น “ผู้นำ” ในอุตสาหกรรม ภายใน 2-3 ปีของเราก็จะไม่สะดุด เพราะทุนจดทะเบียนของเราสูงถึง 887.9 ล้านบาท (ชำระเต็ม) ซึ่ง ณ เวลานี้ ต้องถือว่าทุนจดทะเบียนใหญ่ที่สุดในกลุ่มธุรกิจการค้า (Commerce) ที่เราต้องการเข้าแล้ว”

สำหรับการไปตลาดต่างประเทศ คุณชูเกียรติระบุว่า เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่กลุ่มเติมสบายพลัสจะมุ่งไป แต่นั่นหมายความว่า ธุรกิจในประเทศต้องแข็งแรงก่อน แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็มีความตั้งใจว่า ภายในสิ้นปีนี้จะพยายามพัฒนาให้ตู้เติมสบายพลัสสามารถโอนเงินไปเมียนม่า ลาว และกัมพูชาได้ และในปีหน้า เขาเชื่อว่าบริษัทน่าจะมีความพร้อมแล้วที่จะนำตู้เติมเงิน ตู้กดสินค้าอัตโนมัติ และสบายมันนี่ ไปให้บริการในประเทศเมียนมา กัมพูชา และอินโดนีเซีย โดยคงไปในลักษณะร่วมทุน​​

จะเห็นได้ว่า​ ที่ผ่านมา “มวยรอง” อย่างเติมสบายพลัส มีการสุ้ยิบตาได้อย่างสูสี ​แต่ทันทีที่บริษัทสามารถจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ​ น่าจะได้เห็นก้าวสำคัญของ “เติมสบายพลัส” อีกหลายก้าว ซึ่งนั่นอาจทำให้ “บัลลังก์ผู้นำ” สั่นคลอนได้บ้าง ไม่มากก็น้อย​

อ่านบทความทั้งหมด ที่ MarketingOops.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...