โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บทวิเคราะห์ : โลกกับ "บุหรี่ไฟฟ้า" ทางเลือกหรือทางร้าย

มติชนสุดสัปดาห์

เผยแพร่ 25 ก.พ. 2562 เวลา 04.15 น.

“บุหรี่ไฟฟ้า” หรือในปัจจุบันจะเรียกโดยรวมว่าเป็น “อุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า (e-cigarette) หรือบุหรี่ที่มีควันจากความร้อนไม่ใช่การเผาไหม้ (heat-not-burn cigarette)” เป็นอุปกรณ์ที่มีเป้าหมายเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ติดบุหรี่หลีกเลี่ยงจากอันตรายของควันที่มาจากการเผาไหม้ แต่อุปกรณ์ทางเลือกดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างร้อนแรงทั่วโลก ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้ได้อย่างถูกกฎหมายหรือไม่

ล่าสุด “ฮ่องกง” เป็นที่ล่าสุดซึ่งมีการผลักดันกฎหมายเพื่อแบนบุหรี่ไฟฟ้าอย่างครอบคลุม

ซึ่งรวมไปถึงการห้ามซื้อ-ขายอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้าที่มีละอองควันจากความร้อนทุกชนิด

ภายใต้ร่างกฎหมายดังกล่าวทั้งผู้นำเข้า ผู้ผลิต ผู้ขาย รวมถึงผู้โฆษณาเผยแพร่จะต้องเผชิญโทษจำคุก 6 เดือน หรือปรับไม่ต่ำกว่า 50,000 ดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 200,000 บาท

เช่นเดียวกับประเทศไทยที่อุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งหมายรวมถึง บารากู่ บารากู่ไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงสารสกัดหรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เป็นแหล่งกำเนิดควันหรือละอองไอน้ำ นั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายถึง 3 ฉบับ มีโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี หรืออาจถูกปรับได้สูงถึง 500,000 บาท

นั่นก่อให้เกิดข้อถกเถียงกันระหว่าง “ฝ่ายสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้า” ที่มองว่าเป็นการปิดกั้นทางเลือกที่จะมีสุขภาพที่ดีขึ้นให้กับผู้ติดบุหรี่ กับฝ่ายคัดค้านที่มองว่า “บุหรี่ไฟฟ้า” เป็นเพียงของเล่นที่ทำให้เด็กและเยาวชนสูบบุหรี่มากยิ่งขึ้น และยังไม่มีงานวิจัยที่สรุปผลกระทบระยะยาวจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ชัดเจน

 

จุดเริ่มต้นของบุหรี่ไฟฟ้าเกิดขึ้นในปี 2003 เมื่อ “หัน ลี่” เภสัชกรชาวจีนยื่นขอจดสิทธิบัตร “บุหรี่ละอองควันไฟฟ้าไร้เปลวไฟ” หรือบุหรี่ไฟฟ้า ผลิตที่แรกที่เมืองเสิ่นเจิ้น ประเทศจีน เมืองซึ่งมีเขตแดนติดกับฮ่องกง

หลังจากนั้น 1 ปี บุหรี่ไฟฟ้ามวนแรกก็ได้เปิดตัวเข้าสู่ตลาดจีน ก่อนที่จะถูกส่งไปขายทั่วโลกในเวลาเพียง 12 เดือนหลังจากนั้น

แน่นอนว่าบุหรี่ไฟฟ้าถูกมองว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับสูบที่สนุกและปลอดภัยมากกว่า และเป็นสินค้าทางเลือกสำคัญสำหรับประเทศจีนที่มีประชากรสูบบุหรี่คิดเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้บรรลุนิติภาวะชายทั้งประเทศ ขณะที่มะเร็งปอดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ

การทำงานของบุหรี่ไฟฟ้าใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมขนาดเล็ก ที่ให้ความร้อนของเหลวผสมนิโคตินผลิตเป็นไอน้ำที่มีสถานะคล้ายควันบุหรี่ และเมื่อสูบควันดังกล่าวเข้าไปจะให้ความรู้สึกเหมือนสูบบุหรี่

โดยผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าระบุว่าสินค้านั้นปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่ที่มีการเผาไหม้จริงถึง 95 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลก (ฮู) ยังคงออกมาเตือนผู้ใช้งานบุหรี่ไฟฟ้าทั่วโลกว่าเวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้าในระยะยาว ขณะที่นิโคตินที่ผสมอยู่นั้นก็เป็นสารเสพติดด้วยเช่นกัน

 

จากข้อมูลของ “ยูโรมอนิเตอร์” สหรัฐอเมริกานั้นเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลกของทั้ง e-cigarette และบุหรี่แบบ heat-not-burn โดยมีมูลค่าตลาดสูงถึง 5,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา ตามมาด้วย ญี่ปุ่น อังกฤษ สวีเดน และอิตาลี ตามลำดับ

“บุหรี่ไฟฟ้า” แน่นอนว่าได้รับการยอมรับส่วนหนึ่งว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้คนเลิกสูบบุหรี่แบบปกติ โดยมีผลวิจัยตีพิมพ์เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาในวารสาร “New England Journal Medicine” ที่พบว่าบุหรี่ไฟฟ้า หรือ e-cigarette นั้นช่วยให้คนเลิกบุหรี่ได้ดีกว่าการบำบัดด้วยการทดแทนนิโคตินมากถึง 2 เท่า

อย่างไรก็ตาม ในอีกทางหนึ่ง ผลสำรวจก็พบเช่นกันว่า ในจำนวนผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า 3 ล้านคนในอังกฤษนั้น มีเพียง 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นคนสูบบุหรี่แบบเดิมมาก่อน

ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา บุหรี่ไฟฟ้าแบรนด์ JUUL แบรนด์ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็นมูลค่าตลาดถึง 75 เปอร์เซ็นต์นั้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อมีการเพิ่มรสชาติขนมหวานลงไปใน “e-liquids” ที่จะดึงดูดคนอายุน้อยให้หันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น

ขณะที่องค์การอาหารและยาสหรัฐ หรือเอฟดีเอ ก็ได้ระบุถึงปรากฏการณ์ความนิยมของบุหรี่ไฟฟ้าในบรรดาเด็กมัธยมปลายในสหรัฐว่าอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่าเป็นการ “แพร่ระบาด”

 

ซึ่งนั่นก็กลายเป็นคำถามสำคัญว่า บุหรี่ไฟฟ้านั้น แท้จริงแล้วเป็นเส้นทางไปสู่ “การเลิกบุหรี่” หรือเป็น “ประตูสู่นิโคติน” อีกทางหนึ่งกันแน่

ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีพื้นที่ขอบเขตอำนาจกฎหมาย 39 แห่งทั่วโลก ที่ออกกฎหมายให้อุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้านั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ในจำนวนนี้รวมถึงบราซิล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไทย เป็นต้น ขณะที่แคนาดา ออสเตรเลีย เปิดทางให้บุหรี่ไฟฟ้าซึ่งไม่มีนิโคตินเท่านั้นที่สามารถซื้อ-ขายได้อย่างถูกกฎหมาย

ในอังกฤษและสหรัฐ มีการออกกฎหมายให้บุหรี่ไฟฟ้าสามารถขายให้ได้กับผู้บรรลุนิติภาวะแล้วเท่านั้น ขณะที่ในฟิลิปปินส์ ยังคงมีการถกเถียงในเรื่องนี้กันอย่างดุเดือด

ปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าพัฒนาไปสู่สินค้าชนิดใหม่ภายใต้แบรนด์ “Iqos” ของบริษัทบุหรี่จากสหรัฐอย่าง “Philip Morris” ที่จัดอยู่ในประเภท heat-not-burn cigarette ซึ่งกฎหมายในบางประเทศอาจไม่สามารถตามได้ทัน

 

อย่างไรก็ตาม ในญี่ปุ่น ประเทศซึ่งมีประชากรมากถึง 34 เปอร์เซ็นต์ยังคงสูบบุหรี่อยู่ในเวลานี้ แม้จะมีการห้ามซื้อ-ขายนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าชนิด e-cigarettes แต่ก็เปิดทางให้ Iqos นั้นเป็นบุหรี่ทางเลือกที่ถูกกฎหมาย และประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งเมื่อมีผู้สูบบุหรี่มากถึง 1 ใน 5 ที่เปลี่ยนจากการสูบบุหรี่แบบเดิมมาเป็น Iqos จนส่งผลให้มีผู้ใช้ Iqos จำนวนมากถึง 3 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 15 เปอร์เซ็นต์ของตลาดบุหรี่ในญี่ปุ่น

เป็นที่น่าสนใจว่า “บุหรี่ไฟฟ้า” จะสามารถนำตัวเองไปสู่ตลาดโลกได้มากกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่ในอนาคต

เมื่อนวัตกรรมนี้เป็นเหมือนกับเหรียญสองด้านที่มีทั้ง “ข้อดี” และ “ข้อเสีย” ในเวลาเดียวกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...