โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

62 ปี ’ไลก้า' จากความตายของสุนัขอวกาศ สู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมวลมนุษยชาติ

The MATTER

อัพเดต 02 พ.ย. 2562 เวลา 17.48 น. • เผยแพร่ 02 พ.ย. 2562 เวลา 17.37 น. • Thinkers

โลกเมื่อกว่า 60 ปีก่อน คุกรุ่นด้วยสงครามเย็น การชิงอำนาจกันระหว่างสหภาพโซเวียตแห่งระบอบคอมมิวนิสต์กับสหรัฐอเมริกาแห่งระบอบเสรีนิยม ดุเดือดเลือดพล่านจนไม่เพียงกระทบกับโลกกลมๆ ทุกหย่อมหญ้าเท่านั้น มันยังสะเทือนลือลั่นไปถึงนอกโลกอีกด้วย

ในเดือนตุลาคมปี ค.ศ.1957 สหภาพโซเวียตได้ส่งดาวเทียมสปุตนิก 1 ไปโคจรรอบโลกได้สำเร็จ นับเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่แห่งการเดินทางสู่อวกาศ จากนั้นในวันที่ 3 พฤศจิกายนปีเดียวกัน สหภาพโซเวียตสานต่อยอดความสำเร็จทางอวกาศ ด้วยการส่งสิ่งมีชีวิตไปอวกาศร่วมกับดาวเทียมโคจรรอบโลก สิ่งมีชีวิตนั้นคือสุนัขสายพันธุ์ฮัสกี้ ที่พบได้ตามปกติในดินแดนสหภาพโซเวียต

มนุษย์ตั้งชื่อให้มันว่า ไลก้า (Laika)

เป็นเกียรติและหมุดหมายสำคัญของการเดินทางไปอวกาศ ความตายจากการเดินทางไปนอกโลก ได้ทำให้ตัวไลก้าเองเกิดใหม่กลายเป็นตำนานเล่าขานจวบจนถึงปัจจุบัน

ก่อนเดินทางไปอวกาศ

ในปี ค.ศ.1957 นั้น ประธานาธิบดีนิกิต้า ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) ต้องการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีแห่งการปฏิวัติบอลเชวิก อันเป็นการกำเนิดสหภาพโซเวียต รัฐคอมมิวนิสต์แห่งแรกของโลก ความทะเยอะทะยานทางอวกาศเป็นส่วนหนึ่งในการเฉลิมฉลองนี้ เมื่อดาวเทียมสปุตนิก 1 ขึ้นไปโคจรรอบโลกได้สำเร็จ โครงการดาวเทียมสปุตนิก 2 ก็เริ่มขึ้นในเวลาไม่ถึงเดือน โดยคราวนี้มีการทดลองที่จะส่งสิ่งมีชีวิตไปโคจรร่วมกับดาวเทียมด้วย

การทดลองส่งสัตว์ขึ้นไปในอวกาศนั้น เป็นการทดลองเตรียมการก่อนที่จะส่งมนุษย์สักคนไปนอกโลก ฟากสหรัฐอเมริกานั้นเริ่มโครงการส่งสัตว์ขึ้นฟ้ามาก่อน และพวกเขาเลือกลิง ซึ่งขึ้นไปที่สุดขอบฟ้า บางตัวก็ตาย แต่บางตัวก็รอดมาในสภาพพิกลพิการ

เมื่ออเมริกาเลือกลิง โซเวียตจึงหันไปเลือกสุนัขแทน ประมาณว่าจะได้ไม่ซ้ำสัตว์กัน โดยเน้นสุนัขจรจัดในมอสโกที่หาจับมาได้ง่าย ๆ

สำหรับสาเหตุที่เลือกสุนัขจรจัดนั้น ก็เพราะว่าสุนัขเหล่านี้จะมีคุณสมบัติทรหด

เนื่องจากการเร่ร่อนจรจัดในกรุงมอสโกนั้นจะต้องทนหิวทนอดทนอยาก แถมยังต้องทนกับสภาพอากาศที่หนาวจัดอีกด้วย

ก่อนหน้าไลก้าจะไปบุกอวกาศนั้น โซเวียตมีการทดลองส่งสุนัขขึ้นกับจรวดมาก่อนแล้วประมาณ 30-50 ตัวด้วยกัน บางตัวตาย แต่บางตัวก็รอดกลับมาได้จากเส้นขอบฟ้า

คราวนี้โซเวียตสร้างดาวเทียมที่ดีกว่าสปุตนิก 1 และเริ่มเตรียมการส่งสุนัขขึ้นไปยังห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง 1 สัปดาห์ก่อนจะเริ่มส่งจรวด ทางการไล่จับสุนัขจรจัดในเมืองมอสโก ไลก้าคือสุนัขเพศเมียวัย 3 ปีที่ถูกจับมาและเตรียมการทดลองคัดเลือกว่าจะส่งขึ้นดาวเทียมดีไหม

พวกเขาจับไลก้ามาใส่ในกรงขังเล็ก ๆ ร่วมกับสุนัขจรจัดตัวอื่น ๆ และให้ทดลองกินเจลอาหารที่เตรียมไว้ในอวกาศ ซึ่งทางการโซเวียตก็ค้นพบคุณสมบัติน่าสนใจของไลก้าที่เหมาะควรจะขึ้นไปกับดาวเทียมอย่างมาก นั่นก็คือ ตัวมันเล็กมาก แต่ไม่เล็กเกินควร เหมาะกับการใส่ไปกับดาวเทียม และคุณสมบัติสำคัญคือ มันดูนิ่งสงบสยบทุกความเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้มันถูกเลือกขึ้นไปกับดาวเทียมสปุตนิก 2 นี้

โดยเทคโนโลยีในขณะนั้น ทุกคนรู้ดีว่า ไลก้าถูกเลือกให้ไปตาย เพราะมันยากยิ่งที่จะรอดกลับมามีชีวิตในการเดินทางไปอวกาศครั้งนี้ได้ ดังนั้นก่อนจะถูกส่งไปอวกาศ เจ้าหน้าที่รายหนึ่งได้พาไลก้ากลับไปให้ลูกๆ ที่บ้านเล่นด้วย

“ไลก้าเป็นสุนัขเงียบๆ แต่มีเสน่ห์ ผมอยากทำอะไรดีๆ ให้สักหน่อย เพราะเธอจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว”

 

การเสียสละ

ช่วงเย็นของวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ.1957 ที่ฐานทัพลับในเมืองคาซัคสถาน ดาวเทียมสปุตนิก 2 ก็ขึ้นไปในอวกาศ โคจรรอบโลกด้วยความเร็วที่ดีกว่าดาวเทียมสปุตนิก 1 และเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้น เพราะดาวเทียมดวงนี้มีสุนัขชื่อว่าไลก้าขึ้นไปด้วย นับเป็นก้าวสำคัญของประวัติศาสตร์โลก

ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) ของสหรัฐอเมริกา เมื่อทราบข่าวความสำเร็จของสหภาพโซเวียตในการส่งสิ่งมีชีวิตขึ้นในห้วงอวกาศ ก็เร่งรัดโครงการทางอวกาศในทันที เพื่อเป็นการป้องกันภัยคุกคามความมั่นคง ที่บัดนี้มันกินพื้นที่ไปยังนอกโลกเสียแล้ว

เรื่องตลกอย่างหนึ่งคือตอนไลก้าขึ้นไปนอกโลก สื่อตะวันตกสับสนไม่รู้ว่าจะเรียกชื่อสุนัขตัวนี้ว่าอย่างไรดี จึงมีหลายชื่อปรากฏมากมาย เช่น คูไดรยาก้า  (เจ้าขนหยิกน้อย) หรือว่าจะเป็น ลิมอนชิก (เจ้ามะนาวน้อย) ดามก้า (แม่สาวน้อย) จวบจนทางการโซเวียตต้องประกาศว่าสุนัขตัวนี้ชื่อว่า ไลก้า (ซึ่งแปลว่า ‘จอมเห่า’) อย่างไรก็ดี สื่อตะวันตกบางฉบับยังคงตั้งชื่อพิเศษให้ว่า Muttnik ล้อไปกับชื่อดาวเทียมสปุตนิกด้วย

สปุตนิก 2 เดินทางโคจรรอบโลก 5 เดือน ก่อนที่จะร่วงตกลงในสภาพถูกเผาไหม้เละเป็นจุณกลางทะเลแคริบเบียน พร้อมกับความตายของไลก้า

ระหว่างการวงโคจรไปรอบโลกของดาวเทียมสปุตนิก 2 นั้น สื่ออังกฤษได้รายงานข่าวการเสียชีวิตของไลก้า ทำให้สถานทูตโซเวียตประจำอังกฤษ ซึ่งตอนนั้นกำลังเฉลิมฉลองความสำเร็จของการส่งสิ่งมีชีวิตโคจรไปกับดาวเทียม ต้องออกมาให้ข่าวแก้ต่างความตายของไลก้าว่า

“คนรัสเซียนั้นรักหมา เรื่องนี้ไม่ใช่ความโหดร้ายทารุณ แต่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ”

โดยทางการโซเวียตยืนยันว่า ไลก้านั้นเสียชีวิตอย่างไม่เจ็บปวดรวดร้าว

หลังจากขึ้นเดินทางไปกับดาวเทียมได้หลายวัน

ความสำเร็จและความเสียสละของไลก้านี้เอง ที่ปลุกให้เกิดการส่งสุนัขอีกหลายตัวขึ้นไปในอวกาศ รวมไปถึงการปรับปรุงเทคโนโลยีของดาวเทียม จนทำให้สุนัขที่ถูกส่งขึ้นไปในห้วงอวกาศกับดาวเทียมของโซเวียตในเวลาต่อมา มีชีวิตรอดกลับมาได้ ไม่ต้องตาย ศพโดนเผาไหม้แหลกละเอียดเหมือนไลก้าอีกต่อไป

เป็นการเสียสละของสุนัขตัวหนึ่งที่ทำให้สุนัขตัวอื่นรอดมาได้

และมันเป็นการปูทางสู่การพามนุษย์ไปห้วงอวกาศเป็นครั้งแรกของโลกในปี ค.ศ.1961 หรือ 4 ปีหลังจากที่ไลก้าถูกส่งไปนอกโลก

ว่ากันว่า ยูริ กาการิน (Yuri Gagarin) มนุษย์ที่เดินทางไปอวกาศเป็นคนแรก ถึงกับปล่อยมุกระหว่างการเดินทางไปนอกโลกว่า “นี่ผมเป็นมนุษย์คนแรกในอวกาศ หรือเป็นสุนัขตัวล่าสุดกันแน่”

นับเป็นคุณูปการครั้งสำคัญของไลก้าที่เจ้าตัวไม่มีโอกาสรู้ด้วยซ้ำไปว่า ความตายของตัวเองนั้นทำให้เทคโนโลยีอวกาศก้าวหน้ามากขึ้นไปขนาดไหน

นี่พอจะเรียกว่า เป็นการเสียสละของสิ่งมีชีวิตเพื่อคุณประโยชน์แห่งมวลมนุษยชาติได้หรือไม่

ความจริงเปิดเผย

เอาเข้าจริงเรื่องความตายของไลก้า เป็นเรื่องที่สหภาพโซเวียตปิดบังมาตลอด จนต่อมาประเทศล่มสลายกลายเป็นรัสเซีย ระบอบคอมมิวนิสต์จางจาก กลายเป็นระบอบเลือกตั้งผู้แทน ในปี ค.ศ.2002 ภายหลังการเดินทางไปตายนอกโลกของไลก้า 45 ปี ทางรัสเซียได้ชี้แจงว่า ความจริงแล้ว ไลก้ามีชีวิตรอดหลังจากดาวเทียมขึ้นไปนอกโลกได้ไม่ถึงชั่วโมงเอง

สาเหตุการเสียชีวิตนี้เกิดจาก ความตื่นตกใจของตัวไลก้าเอง ประกอบกับความร้อนของดาวเทียมในการฝ่าทะลุชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้เกิดอุณหภูมิที่สูงมาก ในที่สุดไลก้าก็ทนความร้อนนี้ไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมา

สำหรับคนที่รักสัตว์ เรื่องราวของไลก้านั้นเป็นสิ่งที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง เพราะเธอเป็นสุนัขจรจัดที่ถูกจับมาทดลองเลี้ยง แล้วอยู่ดีๆ ก็ถูกส่งไปตายนอกโลก แม้แต่ศพก็ไม่มี ความตายของไลก้านั้นเป็นเรื่องที่สื่อมวลชนตะวันตกในตอนนั้นค่อนข้างจะรับไม่ได้อยู่เหมือนกัน

เอาเข้าจริงแล้วการส่งไลก้าไปอวกาศนั้นถือเป็นความสำเร็จที่มีนัยทางการเมืองมาด้วย เพราะการส่งดาวเทียมขึ้นไปนอกโลก สร้างความตื่นตะลึงให้กับสหรัฐอเมริกา เพราะนั่นเท่ากับว่าสหภาพโซเวียตมีโอกาสสูงมากที่จะส่งระเบิดนิวเคลียร์ไปนอกโลกแล้วให้มันพุ่งลงมาใส่แผ่นดินอเมริกาได้

ดังนั้นสารของการเดินทางของไลก้า

จึงเป็นสารเรื่องการข่มขู่คุกคามในช่วงสงครามเย็นเช่นกัน

แต่สำหรับทางสื่อของโซเวียตนั้น ไลก้ากลายเป็นวีรชนของชาติและระบอบคอมมิวนิสต์ในทันที ไลก้ากลายเป็นดาวเด่นในโซเวียต มีการทำของที่ระลึกไลก้าทั้งกล่องไม้ขีดไฟ โปสการ์ด แสตมป์ บุหรี่ ยังไม่นับการสร้างอนุสาวรีย์ในเวลาต่อมาด้วย ทั้งนี้ขอย้ำว่าตัวสุนัขไลก้านั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือมีอิทธิพลกับยี่ห้อกล้องไลก้า (Leica) อันแสนแพงแต่อย่างใด

ภายหลังการขึ้นไปอวกาศของไลก้านั้น มนุษย์ยังได้ทดลองส่งสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ขึ้นไปในห้วงอวกาศทั้ง หนู ปลา กบ แม้กระทั่งแมงมุมก็ล้วนถูกส่งไปผจญภัยในห้วงอวกาศกับเขาด้วยเหมือนกัน

แต่สิ่งที่ควรรำลึกถึงคือ เพราะการที่ผู้นำโซเวียตยุคนั้นเร่งให้มีการจัดส่งดาวเทียมขึ้นไปเฉลิมฉลองการปฏิวัติบอลเชวิก ทำให้การสร้างดาวเทียมนั้นเป็นไปอย่างรีบเร่งจนผู้สร้างไม่มีเวลาจัดการกับความร้อนขณะดาวเทียมจะทะลุไปนอกชั้นบรรยากาศ และทำให้ไม่มีการติดตั้งเทคโนโลยีด้านความเย็นขึ้นมา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไลก้าต้องจบชีวิตลง

สรุป

ทุกวันนี้เรื่องราวของอวกาศพัฒนาขึ้นไปมาก การเดินทางไปท่องเที่ยวในอวกาศใกล้จะกลายเป็นเรื่องจริงสำหรับมนุษย์มากขึ้น แม้กระทั่งการไปก่อตั้งอาณานิคมบนดาวดวงอื่นก็ไม่ใช่แค่เรื่องราวในภาพยนตร์หรือในนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไป เพราะมันมีความเป็นไปได้ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

ผลพวงนี้ถือเป็นความสำเร็จจากความตายของไลก้า ที่กลายเป็นตำนานและมรดกตกทอดให้กับความสำเร็จของมวลมนุษยชาติในเวลาต่อมา ทางสำนักข่าวนิวยอร์กเกอร์ชี้ให้เห็นว่า บทเรียนความตายของไลก้านั้น คือเรื่องที่ว่าการสำรวจอวกาศนั้นไม่ควรต้องทำร้ายจักรวาล โดยนิวยอร์กเกอร์อธิบายว่า การสำรวจอวกาศโดยเน้นมิติเรื่องการทหารมักจะละเลยความเจ็บปวดของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โดยยกตัวอย่างไลก้ามาว่า สุนัขเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่อยู่กับเรามาตั้งนมนาน เดินทางอพยพไปกับเราด้วยเสมอ

และพวกมันไม่เคยละทิ้งเรา ทั้งที่เราละทิ้งและทำร้ายมัน ดังนั้นขณะที่เราห่วงใยอวกาศ ขอให้เราจดจำไว้ด้วยว่า สุนัขนั้นมันก็ห่วงใยเรา

เรื่องราวความเสียสละที่มนุษย์กระทำแก่ไลก้า ควรได้รับการจดจำและเป็นบทเรียนว่าสัตว์ก็เป็นสิ่งมีชีวิต รักตัวกลัวตายเหมือนกับเรา ไลก้าไม่รู้ภาษาคน ไม่มีโอกาสได้พูดกับมนุษย์ และมันคงไม่มีโอกาสรู้เรื่องราวและความตายของมันนั้นจะเป็นการส่งต่อความสำเร็จทางอวกาศแก่มวลมนุษยชาติ

แม้มันจะไม่รู้เรื่องราว แต่มนุษย์เรารับรู้ ขอเพียงไม่ลืมมัน และจดจำความตายของมัน พร้อมทั้งดูแลเมตตาสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ

บางทีมันอาจทำให้โลกใบนี้น่าอยู่มากขึ้นสำหรับสิ่งมีชีวิตทุกสายพันธ์ุอย่างแน่นอน

Illustration by Kodchakorn Thammachart

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...